พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 322 (เล่ม 60)

กำลังจะตายในน้ำ ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้ ก็ยังหาประเสริฐไม่. เพราะ
ท่อนไม้ยังเป็นไปเพื่ออุปการะโดยประการต่าง ๆ ส่วนคนประทุษร้ายมิตร มีแต่
จะล้างผลาญ เพราะเหตุนั้น ท่อนไม้ประเสริฐกว่าคนนั้นหนักหนา แต่ข้า-
พระบาทมิได้กระทำตามคำของท่านเหล่านั้น.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
ดูก่อนพญามฤค เธอติเตียนพวกไหนแน่ ติเตียน
พวกมฤค พวกนก หรือพวกมนุษย์ เรามีความกลัว
ไม่น้อย เพราะได้ฟังเจ้าพูดภาษามนุษย์ได้.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า มิคานํ พระราชาตรัสถามว่า เธอ
ติเตียนพวกมฤคตัวใดตัวหนึ่ง หรือพวกนก หรือพวกมนุษย์. บทว่า ภยํ หิ
มํ วนฺทติ ความว่า เธอติเตียนเราผู้กลัวอยู่ เราออกจะครั่นคร้ามอยู่ไม่น้อย.
บทว่า อนปฺปรูปํ ได้แก่ มาก.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะแสดงว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า
ข้าพระบาทมิได้ติเตียนมฤคเป็นต้น แต่ติเตียนพวกมนุษย์กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า
ข้าพระองค์ช่วยยกขึ้นซึ่งบุรุษคนใด ผู้ลอยไปใน
ห้วงน้ำคงคา มีน้ำมากไหลเชี่ยว ภัยมาถึงข้าพระบาท
แล้ว เพราะบุรุษผู้นั้นเป็นเหตุ ข้าแต่พระมหาราชา
การสมาคมกับอสัตบุรุษทั้งหลาย นำทุกข์มาให้โดยแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วหเน ความว่า ในห้วงน้ำแม่น้ำคงคา
อันสามารถที่จะพัดพาผู้ที่ตกแล้ว ๆ ไปได้. บทว่า มโหทเก สลิเล ความว่า
มีน้ำมาก คือมีกระแสเชี่ยว. พระมหาสัตว์ แสดงห้วงน้ำคงคานั่นแหละ ว่ามี
น้ำมากด้วยบททั้งสอง. บทว่า ตโตนิทานํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 323 (เล่ม 60)

บุคคลใดเล่าที่พระองค์ทรงชี้ให้ข้าพระบาทพูดนั้น กำลังลอยล่องไปในแม่น้ำ
คงคา ร้องไห้คร่ำครวญน่าสงสารอยู่ในเวลาเที่ยงคืน ข้าพระบาทช่วยเขาขึ้น
ไว้ได้ วันนี้ภัยมาถึงข้าพระบาท เพราะเขาเป็นต้นเหตุ ข้าแต่มหาราชเจ้า
ขึ้นชื่อว่า การสมาคมกับคนเลว ๆ ลำบาก พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงกริ้วเขา ทรงพระดำริว่า มันช่าง
ไม่รู้คุณของมหาสัตว์นี้ ชื่อว่ามีอุปการะมากเช่นนี้ ต้องยิงมันเสียให้ตาย แล้ว
ตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า
เรานั้นจะปล่อยลูกศร ๔ ปีกนี้แหวกไปในอากาศ
ให้ไปตัดตรงหัวใจ เราจักฆ่ามันผู้ประทุษร้ายมิตร
ผู้ไม่ทำกิจที่ควรทำ ไม่รู้จักผู้กระทำคุณให้เช่นท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุปตฺตํ ความว่า ประกอบด้วยลูกศร
๔ ปีก. บทว่า วิหงฺคมํ แปลว่า แหวกไปทางอากาศ. บทว่า คุจฺฉิทํ
แปลว่า เชือดเอาร่างกาย. บทว่า โอสชฺชามิ ความว่า เราจักปล่อยลูกศร
ไปตรงหัวใจเขา.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า ผู้นี้จงอย่าวอดวายเสียเพราะเราเลย
จึงกล่าวคาถาที่ ๑๑ ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน สัตบุรุษ
ทั้งหลาย ไม่สรรเสริญการฆ่าบัณฑิตและคนพาลเลย
คนผู้มีธรรมอันลามก จงกลับไปสู่เรือนของเขาตาม
ปรารถนาเถิด อนึ่ง ขอได้โปรดพระราชทานค่าจ้าง
ตามที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขาด้วยเถิด อนึ่ง ข้าพระองค์
ขอทำความปรารถนาของพระองค์.

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 324 (เล่ม 60)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามา ความว่า เขาจงไปบ้านเรือน
ของตนตามปรารถนา ตามความพอใจเถิด. บทว่า ยญฺจสฺส ภตฺตํ ตเทตสฺส
เทหิ ความว่า โปรดจงประทานสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ว่า เราจักให้สิ่งนี้นั้นแก่
เขาด้วยเถิด. บทว่า กามกโร ความว่า ข้าพระองค์ขอเป็นผู้ทำตามประสงค์
คือพระองค์ทรงปรารถนาสิ่งใด ก็จงกระทำสิ่งนั้นเถิด หมายความว่า จะเสวย
เนื้อข้าพระองค์ก็ได้ จะกระทำข้าพระองค์ให้เป็นมฤคสำหรับกีฬาก็ได้ ข้า-
พระองค์จะปฏิบัติตามประสงค์ของพระองค์ทุกประการ.
พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพอพระหฤทัย เมื่อจะทรง
ชมเชยพระมหาสัตว์ จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
ดูก่อนพญามฤค ท่านผู้ไม่ประทุษร้ายต่อมนุษย์
ผู้ประทุษร้าย นับเป็นผู้หนึ่งในจำนวนสัตบุรุษทั้งหลาย
เป็นแน่ คนผู้มีธรรมอันลามก จงกลับไปสู่เรือนของ
ตนตามความปรารถนา อนึ่ง เราจะให้ค่าจ้างที่เราพูด
ไว้แก่เขา และเราขอให้บ้านส่วยแก่ท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตํ โส ความว่า เธอต้องเป็นผู้หนึ่ง
ในบรรดาบัณฑิตทั้งหลายแน่นอน. บทว่า คามวรํ ความว่า พระราชาทรง
ประทานพรแก่พระมหาสัตว์ว่า เราเลื่อมใสในธรรมกถาของเธอ จะให้บ้านส่วย
ให้อภัยแก่ท่าน ตั้งแต่นี้ไป ขอท่านจงปลอดภัยเที่ยวไปตามความชอบใจ.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะลองหยั่งท้าวเธอดูว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
ธรรมดามนุษย์ ปากพูดไปอย่างหนึ่ง กระทำไปอย่างหนึ่งได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า
ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกก็ดี ของ
นกก็ดี รู้ได้ง่าย เสียงของมนุษย์รู้ได้ยาก ยิ่งกว่านั้น

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 325 (เล่ม 60)

อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นคนใจดี คนทั้งหลายนับถือว่า
เป็นญาติ เป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภายหลังผู้นั้นกลับ
กลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยากอย่างนี้.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสว่า พญามฤคอย่าได้หมิ่นฉันอย่างนี้
ฉันน่ะแม้จะละทิ้งราชสมบัติ ก็จักไม่ขอละทิ้งพรที่ให้แก่เธอเลย เชื่อเถิด
จงรับพรของฉันเถิด. พระมหาสัตว์เมื่อรับพรจากสำนักของท้าวเธอ ขอรับพร
คืออภัยทานแก่สรรพสัตว์ตั้งต้นแต่ตนไป. ฝ่ายพระราชาก็โปรดประทานพร
แล้วพาพระมหาสัตว์สู่พระนคร ตรัสสั่งให้ประดับพระนครและพระมหาสัตว์
เชิญให้แสดงธรรมแก่พระเทวี. พระมหาสัตว์แสดงธรรมแก่พระราชาและราช-
บริษัทตั้งต้นแต่พระเทวี ด้วยภาษามนุษย์อย่างไพเราะ ตักเตือนพระราชา
ด้วยทศพิธราชธรรมสั่งสอนมหาชนแล้วเข้าป่า แวดล้อมไปด้วยหมู่มฤค พำนัก
อาศัยอยู่. พระราชาทรงสั่งคนให้เที่ยวตีกลองร้องประกาศไปในพระนครว่า
เราให้อภัยแก่สรรพสัตว์ ฝูงเนื้อกินข้าวกล้าของหมู่คน ใคร ๆ ก็ไม่อาจห้าม
ได้. มหาชนพากันไปสู่ท้องพระลานหลวงร้องทุกข์ขึ้น.
พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ชาวชนบทและชาวนิคมทั้งหลาย มาประชุม
พร้อมกันร้องทุกข์ว่า ฝูงเนื้อพากันมากินข้าว ขอ
พระองค์จงตรัสห้ามฝูงเนื้อนั้นเสียบ้าง พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทโว ความว่า ขอพระองค์จงตรัสห้าม
หมู่เนื้อนั้น.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสสองพระคาถาว่า

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 326 (เล่ม 60)

ชนบทอย่าได้มี แม้แว่นแคว้นจะพินาศไป
ก็ตามทีเถิด เราให้อภัยแก่ฝูงเนื้อและนกยูงแล้ว ไม่
ขอประทุษร้ายพญาเนื้อรุรุเป็นอันขาด.
ชาวชนบทของเราจะไม่มีก็ตาม ชาวชนบทจะไม่
พูดกะเราก็ตาม เราได้ให้พรแก่พญาเนื้อไว้แล้ว จะไม่
พูดเท็จเป็นอันขาด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาสิ ความว่า ชาวชนบทของเราจะ
ไม่มีก็ตามที. บทว่า รุรุํ ความว่า เราได้ให้พรแก่พญาเนื้อชื่อว่ารุรุ ตัวมีสีดัง
ทองคำจักไม่ประทุษร้ายต่อนกทั้งหลายเลย.
มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว เมื่อไม่อาจจะกล่าวคำอะไรๆ
ได้จึงพากันหลีกไป. ถ้อยคำนั้นได้แพร่กระจายไปแล้ว. พระมหาสัตว์ได้ฟังเรื่อง
นั้นแล้ว จึงเรียกให้ฝูงเนื้อมาประชุมกัน กล่าวสอนว่า ตั้งแต่นั้นไปเจ้าทั้งหลาย
อย่าพากันกินข้าวกล้าของพวกมนุษย์เลย แล้วบอกแก่พวกมนุษย์ว่า จงพากัน
ผูกหุ่นหญ้าไว้ในไร่นาของตน ๆ เถิด. มนุษย์เหล่านั้นพากันทำตามนั้น ด้วย
เครื่องหมายนั้น ฝูงเนื้อไม่กินข้าวกล้า จนถึงทุกวันนี้.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนเทวทัตก็อกตัญญูเหมือนกัน
ทรงประชุมชาดกว่า เศรษฐีบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต พระราชา
ได้มาเป็นอานนท์ ส่วนเนื้อรุรุคือเราตถาคตแล.
จบอรรถกถารุรุชาดก

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 327 (เล่ม 60)

๑๐. สรภชาดก
ว่าด้วยละมั่งทำคุณแก่พระราชา
[๑๘๕๔] บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึง
เบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใด ได้เป็น
อย่างนั้น.
[๑๘๕๕] บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึง
เบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้
ขึ้นจากน้ำสู่บกได้.
[๑๘๕๖] บุรุษพึงพยายามไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่
พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใด
ได้เป็นอย่างนั้น.
[๑๘๕๗] บุรุษพึงพยายามร่ำไป บัณฑิตไม่พึง
เบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้
ขึ้นจากน้ำสู่บกได้.
[๑๘๕๘] นรชนผู้มีปัญญา แม้ตกอยู่ในกองทุกข์
ก็ไม่ควรตัดความหวังในอันจะมาสู่ความสุข เพราะว่า
ผัสสะอันไม่เกื้อกูลและเกื้อกูลมีมาก คนที่ไม่ใฝ่ฝันถึง
เลยก็ต้องเข้าถึงความตาย.
[๑๘๕๙] สิ่งที่ไม่ได้คิดไว้ย่อมมีได้บ้าง สิ่งที่คิด
ไว้ย่อมพินาศไปบ้าง โภคะทั้งหลายของสตรีหรือบุรุษ
จะสำเร็จได้ด้วยความคิดนึกไม่มีเสีย.

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 328 (เล่ม 60)

[๑๘๖๐] เมื่อก่อนพระองค์เสด็จติดตามละมั่ง
ตัวใดไปตกเหวที่ซอกเขา พระองค์ทรงพระชนม์สืบ
มาได้ ด้วยความบากบั่นของละมั่งตัวนั้น ตัวมีจิตไม่
ท้อแท้.
[๑๘๖๑] ละมั่งตัวใดพยายามเอาก้อนหินถมเหว
ช่วยพระองค์ขึ้นจากเหวลึกยากที่จะขึ้น ปลดเปลื้อง
พระองค์ ผู้เข้าถึงกองทุกข์เสียจากปากมฤตยู พระองค์
กำลังตรัสถึงละมั่งตัวนั้นซึ่งมีจิตไม่ท้อแท้.
[๑๘๖๒] ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อคราวนั้น ท่าน
ได้อยู่ในที่นั้นด้วยหรือ หรือว่าใครได้บอกเรื่องนี้แก่
ท่าน ท่านเป็นผู้เปิดเผยข้อที่เคลือบคลุม เห็นเรื่อง
ได้ทั้งปวงละสิหนอ ความรู้ของท่านมีกำลัง เห็น
ปรุโปร่งหรืออย่างไร.
[๑๘๖๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน
เมื่อคราวนั้น ข้าพระองค์หาได้อยู่ในที่นั้นไม่ และ
ใครก็มิได้บอกเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์เลย แต่ว่านัก-
ปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมนำเนื้อความแห่งบทคาถาที่
พระองค์ทรงภาษิตแล้วมาใคร่ครวญดู.
[๑๘๖๔] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาอัน
ประเสริฐ พระองค์ทรงสอดลูกศรอันมีปีก อันจะ
กำจัดความแกล้วกล้าของปรปักษ์ได้เข้าในแล่งแล้ว

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 329 (เล่ม 60)

จะทรงลังเลอะไรอยู่อีกเล่า ลูกศรที่ทรงยิงไปแล้วต้อง
ฆ่าละมั่งได้ทันที ละมั่งนี้คงเป็นพระกระยาหารของ
พระราชาได้โดยแท้.
[๑๘๖๕] ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราจะรู้แจ้งชัด
ความข้อนี้ว่า เนื้อเป็นอาหารของกษัตริย์ ก็แต่ว่า
เราจะบูชาคุณ ที่ละมั่งนี้ได้ทำไว้แก่เราในครั้งก่อน
เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ฆ่าละมั่งนี้.
[๑๘๖๖] ข้าแต่พระมหาราชาผู้เป็นใหญ่แห่งทิศ
นั่นมิใช่เนื้อ นั่นคือท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าอสูร
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ พระองค์จงทรงฆ่า
ท้าวสักกเทวราชนั้นเสีย แล้วจะได้เป็นใหญ่ในหมู่
อมรเทพ.
[๑๘๖๗] ข้าแต่พระราชาผู้องอาจ ประเสริฐกว่า
นรชน ถ้าว่าพระองค์ยังทรงลังเลที่จะฆ่าละมั่งซึ่งเป็น
พระสหาย พระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรส และ
พระราชชายา จักต้องไปยังเวตรณีนรกของพญายม.
[๑๘๖๘] เราชาวชนบททั้งหมด ลูกเมียและหมู่
สหาย จะพากันไปยังเวตรณีนรก ของพญายมนั้นก็
ตาม ถึงกระนั้น เราจะไม่ฆ่าผู้ที่ให้ชีวิตเราเป็นอันขาด.
[๑๘๖๙] ดูก่อนมหาพราหมณ์ ละมั่งตัวนี้ทำคุณ
แก่เราเมื่อคราวถึงความยาก ตัวคนเดียวในป่าเปลี่ยว

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 330 (เล่ม 60)

แสนร้าย เราระลึกได้อยู่ถึงบุรพกิจเช่นนั้น ที่ละมั่ง
ตัวนี้กระทำแก่เรา รู้คุณอยู่จะพึงฆ่าอย่างไรได้เล่า.
[๑๘๗๐] ขอพระองค์ผู้ทรงโปรดปรานมิตรยิ่งนัก
จงทรงพระชนม์ชีพอยู่ยืนนานเถิด พระองค์จงทรง
ปกครองราชสมบัติในคุณธรรมเถิด จงทรงมีหมู่นารี
บำรุงบำเรอ จงทรงบันเทิงพระหฤทัยในแว่นแคว้น
เหมือนท้าววาสวะบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ ฉะนั้น.
[๑๘๗๑] ขอพระองค์อย่าทรงพระพิโรธ จงมี
พระหฤทัยผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ ทรงกระทำสมณ-
พราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมทั้งปวงให้เป็นแขกควร
ต้อนรับ ครั้นทรงบำเพ็ญทานและเสวยบ้าง ตาม
อานุภาพแล้ว ชาวโลกไม่ติเตียนพระองค์ได้ จงเสด็จ
เข้าถึงสัคคสถานเถิด.
จบสรภชาดกที่ ๑๐
จบเตรสนิบาต

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 331 (เล่ม 60)

อรรถกถาสรภชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ
ปรารภการพยากรณ์ปัญหา ที่พระองค์ตรัสถามโดยย่อได้อย่างพิสดารของ
พระธรรมเสนาบดี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาสึเสเถว
ปุริโส ดังนี้.
ก็แลในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสถามปัญหากะพระเถรเจ้าโดยย่อ
ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวในคราวเสด็จจากเทวโลกนั้นโดยสังเขป.
กล่าวความจำเดิมแต่ ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ ถือเอาบาตรไม้-
จันทน์แดง ในสำนักของราชคหเศรษฐี ได้ด้วยฤทธิ์แล้ว พระศาสดาตรัสห้าม
การกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ แก่ภิกษุทั้งหลาย. ครั้งนั้น เหล่าเดียรถีย์คิดกันว่า
พระสมณโคดม ทรงห้ามการกระทำอิทธิปาฏิหาริย์เสียแล้ว ที่นี้แม้ตนเองก็คง
จักกระทำไม่ได้ ครั้นถูกพวกสาวกของตนซึ่งขายหน้าไปตามกันพูดว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายถือเอาบาตรด้วยฤทธิ์ไม่ได้แล้วหรือ ก็พากันแถลงว่า
ผู้มีอายุทั้งหลาย นั่นมิใช่เป็นการที่พวกเราจะกระทำได้ยากเลย แต่ที่พวกเรา
ไม่ถือเอาเพราะคิดกันว่า ใครเล่าจักประกาศคุณที่ละเอียดสุขุมของตนแก่พวก
คฤหัสถ์เพื่อต้องการบาตรไม้อันเป็นประหนึ่งศพ ฝ่ายพวกสมณศากยบุตร
พากันสำแดง ถือเอาไปเพราะเป็นคนโง่ ใจโลเล พวกเธออย่าคิดเลยว่า การ
กระทำฤทธิ์เป็นเรื่องหนักของพวกเรา เพราะพวกเราน่ะพวกสาวกของสมณะ -
โคดมจงยกไว้เถิด แต่จำนงจะแสดงฤทธิ์กับพระสมณโคดม แม้นว่าพระสมณะ-
โคดมจักกระทำปฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ฝ่ายพวกเราจักกระทำให้ได้สองเท่า. พวก
ภิกษุฟังเรื่องนั้นแล้วพากันกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

331