พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 242 (เล่ม 60)

ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย
ก็ดี ของนกทั้งหลายก็ดี รู้ได้ง่าย แต่เสียงของมนุษย์
รู้ได้ยากกว่านั้น.
อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี คนทั้งหลายนับถือ
ว่าเป็นญาติ เป็นมิตร หรือเป็นสหาย ภายหลังผู้นั้น
กลับกลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยาก
อย่างนี้.
ใจจดจ่ออยู่ในบุคคลใด แม้บุคคลนั้นจะอยู่ไกล
ก็เหมือนกับอยู่ใกล้ ใจเหินห่างจากบุคคลใด แม้บุคคล
นั้นจะอยู่ใกล้ก็เหมือนกับอยู่ไกล.
ถ้ามีจิตเลื่อมใสรักใคร่กัน ถึงแม้จะอยู่กันคนละ
ฝั่งสมุทร ก็เหมือนอยู่ใกล้ชิดกัน ถ้ามีจิตประทุษร้ายกัน
ถึงแม้จะอยู่ใกล้ชิดกัน ก็เหมือนกับอยู่คนละฝั่งสมุทร.
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ คนที่เป็นศัตรูกันถึงจะ
อยู่ร่วมกัน ก็เหมือนกับอยู่ห่างไกลกัน ข้าแต่พระองค์
ผู้เป็นมิ่งขวัญแห่งรัฐ คนที่รักกันถึงแม้จะอยู่ห่างไกล
กัน ก็เหมือนกับอยู่ร่วมกันด้วยหัวใจ.
ด้วยการอยู่ร่วมกันนานเกินควร คนรักกันย่อม
กลายเป็นคนไม่รักกันก็ได้ ข้าพระองค์ขอทูลลาพระ-
องค์ไป ก่อนที่ข้าพระองค์จะกลายเป็นผู้ไม่เป็นที่รัก
ของพระองค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสิตํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
เป็นความจริง ฝูงสัตว์เดียรัจฉานมีหัวใจตรง เพราะเหตุนั้นเสียงร้องของฝูงสัตว์

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 243 (เล่ม 60)

เดียรัจฉานนั้น จึงเข้าใจได้ง่าย แต่ฝูงคนกักขฬะ เหตุนั้นคำพูดของฝูงคนนั้น
จึงเข้าใจได้ยากกว่า. บทว่า โย ปุพฺเพ ความว่า บุคคลใด มีใจดีกันก่อน
ทีเดียว ก็พอจะนับถือกันอย่างนี้ว่า เธอเป็นญาติของฉัน เป็นมิตรของฉัน
เป็นสหายคู่ชีวิตของฉัน ภายหลังคนนั้นเองกลายเป็นผู้เกลียดชัง เป็นไพรีไป
ก็ได้ หัวใจมนุษย์เข้าใจยากเช่นนี้. บทว่า นิวิสติ ความว่า ข้าแต่พระมหาราช
ใจจอดจ่อด้วยอำนาจความรักในบุคคลใด บุคคลนั้นถึงจะอยู่ไกลสุดไกล ก็แม้น
กับอยู่ในที่ไม่ไกลเลยทีเดียว แต่ใจเหินห่างออกไปในบุคคลใด บุคคลนั้นถึงอยู่
ใกล้ ๆ ก็เหมือนอยู่ไกล. บทว่า อนฺโตปิ โส โหติ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
ผู้ใดเป็นสหาย มีจิตเลื่อมใส ผู้นั้นถึงจะอยู่คนละฝั่งทะเล ก็ย่อมเป็นเหมือน
อยู่ใกล้ชิด เพราะมีจิตประสานกัน ผู้ใดมีจิตคิดประทุษร้าย ผู้นั้นก็ชื่อว่า
อยู่คนละฝั่งทะเล เพราะจิตไม่ประสานกัน. บทว่า เย ทิสา เต ความว่า
คนเหล่าใดเป็นผู้มีเวรเป็นข้าศึกกัน ถึงจะอยู่ร่วมกัน คนเหล่านั้นก็เหมือนอยู่
ไกลกัน แต่ปวงบัณฑิตผู้สงบระงับ แม้สถิต ณ ที่ห่างไกล คำนึงถึงกันอยู่
ด้วยใจอันอบรมด้วยเมตตาก็ชื่อว่าเหมือนอยู่ ณ ที่ใกล้. บทว่า ปุรา เต คจฺฉามิ
ความว่า หม่อมฉันยังเป็นผู้น่ารักของพระองค์ตราบใด ก็จะขอบังคมลา
พระองค์ไปตราบนั้นทีเดียว.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะพระโพธิสัตว์นั้นว่า
เมื่อเราวิงวอนอยู่อย่างนี้ ถ้าท่านมิได้รู้ถึงความ
นับถือของเรา ท่านก็มิได้ทำตามคำวิงวอนของเรา ซึ่ง
จะเป็นผู้ปรนนิบัติท่าน เมื่อเป็นอย่างนี้ เราขอวิงวอน
ท่านว่า ท่านพึงหมั่นมาที่นี้บ่อย ๆ นะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เจ ความว่า ดูก่อนพญาหงส์ ถ้าท่าน
จะไม่ยินยอมตามคำวิงวอน ของพวกเราผู้ประคองอัญชลีขออยู่เช่นนี้ มิได้กระทำ

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 244 (เล่ม 60)

ตามถ้อยคำพองพวกเรา ผู้จะปรนนิบัติท่าน เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจึง
ขอร้องท่านอย่างนี้. บทว่า ปุน กยิราสิ ปริยายํ ความว่า ท่านพึงกำหนด
วาระแห่งการมา ณ ที่นี้ ตามกาลอันสมควร.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาราชาเจ้าผู้เป็นมิ่งขวัญแห่งรัฐ ถ้า
เราอยู่กันเป็นปกติอย่างนี้ อันตรายจักยังไม่มีทั้งแก่
พระองค์และแก่ข้าพระองค์ เป็นอันแน่นอนว่า เรา
ทั้งสองคงได้พบเห็นกันในเมื่อวันคืนผ่านไปเป็นแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เจ โน ความว่า ข้าแต่พระมหาราช
ผู้เป็นมิ่งขวัญแห่งแคว้น พระองค์อย่าทรงเสียพระหทัยเลย เมื่อเราคงอยู่เป็น
ปกติ อันตรายแห่งชีวิตจักไม่มี อันเชื่อได้แน่นอนว่า เราทั้งสองคงต้องพบ
กันแน่ อีกนัยหนึ่ง พระองค์ทรงตั้งพระโอวาทที่หม่อมฉันถวายทั้งหมดนั้น ไว้
ในฐานะแห่งหม่อมฉัน มิได้ทรงประมาท ในโลกสันนิวาส อันมีความเป็นอยู่
ชั่วครู่เช่นนี้ ทรงกระทำบุญมีให้ทานเป็นอาทิ มิได้ทรงละเมิดทศพิธราชธรรม
ดำรงราชย์โดยธรรม เป็นอันแน่นอนว่า เมื่อพระองค์ทรงกระทำตามโอวาท
ของหม่อมฉันเช่นนี้ ก็จักเห็นหม่อมฉันเรื่อยทีเดียว.
พระมหาสัตว์ถวายโอวาทพระราชาอย่างนี้แล้ว ก็บินไปเขาจิตตกูฏแล.
พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย แม้ในปางก่อน ถึงเราจะเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน ก็เคยชี้แจงความ
ทรพลของอายุสังขาร แสดงธรรมได้เหมือนกันด้วยประการฉะนี้ ประชุม
ชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ น้องเล็ก ได้มาเป็น
โมคคัลลานะ น้องกลางได้มาเป็นสารีบุตร ฝูงหงส์ที่เหลือได้มาเป็น
พุทธบริษัท ส่วนชวนหงส์ คือเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาชวนหังสชาดก

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 245 (เล่ม 60)

๔. จุลลนารทกัสสปชาดก
ว่าด้วยพิษเหวเปือกตมและอสรพิษ
[๑๗๖๔] ฟืนเจ้าก็มิได้หัก น้ำเจ้าก็มิได้ตักเอามา
แม้กองไฟเจ้าก็มิได้ก่อให้ลุกโพลง เหตุไรหนอ เจ้าจึง
เป็นเหมือนคนโง่เขลานอนซบเซาอยู่.
[๑๗๖๕] ข้าแต่คุณพ่อกัสสปะ ผมอดทนอยู่ใน
ป่าไม่ได้ ผมจะขอลาคุณพ่อไป การอยู่ในป่าลำบาก
ผมปรารถนาจะไปสู่บ้านเมือง.
[๑๗๖๖] ข้าแต่คุณพ่อผู้เป็นดุจพรหม ผู้ออก
จากป่านี้ไปอยู่ ณ ชนบทใด ๆ จะพึงศึกษาขนบ-
ธรรมเนียมที่ชาวชนบทเขาประพฤติกันอย่างไร ขอ
คุณพ่อจงพร่ำสอนขนบธรรมเนียมนั้นแก่ผมด้วยเถิด.
[๑๗๖๗] ถ้าเจ้าละป่า เหง้ามันและผลไม้ในป่า
พึงพอใจอยู่ในบ้านเมือง เจ้าจงสำเหนียกจารีตของ
ชนบทนั้นของเราไว้.
[๑๗๖๘] เจ้าจงอย่าเสพของมีพิษ จงเว้นเหว
โดยเด็ดขาด อย่าจมอยู่ในเปือกตม ในที่ใกล้อสรพิษ
จงเตรียมตัวให้พร้อม.
[๑๗๖๙] ผมขอถาม คุณพ่อกล่าวอะไรว่าเป็นพิษ
เป็นเหว เป็นเปือกตม เป็นอสรพิษของพรหมจรรย์

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 246 (เล่ม 60)

ผมถามแล้ว ขอคุณพ่อโปรดบอกความข้อนั้นแก่ผม
เถิด.
[๑๗๗๐] ดูก่อนพ่อนารทะ น้ำดองในโลกเขา
เรียกชื่อว่าสุรา สุรานั้นทำใจให้ฮึกเหิม มีกลิ่นหอม
ทำให้พูดมาก มีรสหวานแหลมปานน้ำผึ้ง พระอริยะ
ทั้งหลายกล่าวสุรานั้น ว่าเป็นพิษของพรหมจรรย์.
[๑๗๗๑] ดูก่อนพ่อนารทะ หญิงในโลกย่อมย่ำยี
บุรุษผู้ประมาทแล้ว หญิงเหล่านั้นย่อมจูงจิตของบุรุษ
ไป เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่หล่นจากต้นไป ฉะนั้น นี่
บัณฑิตกล่าวว่าเป็นเหวของพรหมจรรย์.
[๑๗๗๒] ดูก่อนพ่อนารทะ ลาภ สรรเสริญ
สักการะและการบูชาในตระกูลอื่น ๆ นี่บัณฑิตกล่าว
ว่าเป็นเปือกตมของพรหมจรรย์.
[๑๗๗๓] ดูก่อนพ่อนารทะ พระราชาผู้เป็นใหญ่
ครอบครองแผ่นดินนี้ เจ้าอย่าเข้าไปใกล้พระราชาผู้
เป็นใหญ่ เป็นจอมมนุษย์เช่นนั้น.
[๑๗๗๔] ดูก่อนพ่อนารทะ เจ้าอย่าเที่ยวไปใกล้
บาทมูลแห่งพระราชาทั้งหลาย ผู้เป็นอิสระและเป็น
อธิบดีเหล่านั้น พระราชานั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็น
อสรพิษของพรหมจรรย์.
[๑๗๗๕] บุคคลผู้ต้องการอาหารในเวลาอาหาร
พึงเข้าไปใกล้เรือนใด พึงรู้กุศล คือ อโคจร ๕ ที่ควร

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 247 (เล่ม 60)

เว้นในสกุลนั้น แล้วพึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือน
นั้น บุคคลเข้าไปสู่ตระกูลอื่นเพื่อปานะหรือโภชนะ
แล้ว พึงรู้จักประมาณบริโภคแต่พอควร และไม่พึง
ใส่ใจในรูปหญิง.
[๑๗๗๖] เจ้าจงเว้นให้ห่างไกลซึ่งการตั้งคอกโค
ร้านขายสุรา คนเกเร ที่ประชุมและขุมทรัพย์ทั้งหลาย
เหมือนบุคคลผู้ไปด้วยยาน เว้นหนทางอันไม่ราบเรียบ
ฉะนั้น.
จบจุลลนารทกัสสปชาดกที่ ๔
อรรถกถาจุลลนารทกัสสปชาดก
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
พระปรารภการประเล้าประโลมของสาวเทื้อ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า น เต กฏฺฐานิ ภินฺนานิ ดังนี้.
เล่ากันมาว่า ธิดาของสกุลชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง มีอายุประมาณ
๑๕-๑๖ ปี เป็นหญิงมีรูปเลอโฉม แต่ไม่มีใครสู่ขอนาง. ลำดับนั้น มารดา
ของนางคิดว่า ธิดาของเราเป็นสาวแล้ว แต่ไม่มีใครสู่ขอนางเลย เราต้องใช้
นางล่อประเล้าประโลมภิกษุของพระศากยะรูปหนึ่ง เหมือนล่อปลาด้วยเหยื่อ
ให้สึกเสียจนได้ แล้วจักอาศัยเธอเลี้ยงชีพ. ครั้งนั้น กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถี
ผู้หนึ่ง บวชถวายชีวิตในพระศาสนา ตั้งแต่กาลที่อุปสมบทแล้ว ก็ละทิ้ง

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 248 (เล่ม 60)

สิกขาบท เกียจคร้าน มัวแต่ประดับสรีระอยู่. มหาอุบาสิกาจัดแจงยาคูและ
ข้าว ขาทนียโภชนียะไว้ในเรือน ยืนที่ประตูเรือนใคร่ครวญบรรดาภิกษุที่
พากันเดินไปในระหว่างถนนสักรูปหนึ่ง ซึ่งมีท่าทางที่นางสามารถจะเกี้ยวได้
ด้วยรสตัณหา เมื่อขบวนพระผู้ทรงพระไตรปิEก ผู้ทรงพระอภิธรรม ผู้ทรง
พระวินัย พากันเดินไปกับบริวารเป็นอันมาก ก็ยังไม่เห็นรูปไร ๆ ในกลุ่มที่
พอจะเกาะไว้ได้ ในกลุ่มแห่งพระธรรมกถึกผู้กล่าวธรรมไพเราะก็ดี ในกลุ่ม
แห่งพระผู้สมาทานปิณฑบาตเป็นวัตร ผู้เช่นกับวลาหกอันกระจายฝอยก็ดี
ผู้เดินไปภายหลังแห่งภิกษุกลุ่มนั้น ก็คงยังไม่เห็นสักรูปหนึ่งเลย ครั้นเห็น
ภิกษุรูปหนึ่งหยอดยาตาจนถึงขอบตา นุ่งอันตรวาสกทำด้วยผ้าทุกูลพัสตร์
ห่มจีวรเนื้อเกลี้ยงเป็นมันระยับ ประคองบาตรสีเหมือนแก้วมณี กั้นร่มอัน
ชวนใจให้ยินดี ปล่อยอินทรีย์ร่างกายล่ำสันอันใหญ่โตกำลังเดินมา คิดว่า
เราอาจเกี้ยวภิกษุนี้ได้ จึงเดินไปไหว้รับบาตร กล่าวว่า นิมนต์มาเถิดเจ้าข้า
พามาเรือนให้นั่งแล้วเลี้ยงดูด้วยข้าวยาคูเป็นต้น กล่าวกะภิกษุนั้น ผู้ฉันเสร็จว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ตั้งแต่บัดนี้ไป พระคุณเจ้าพึงมาที่นี้เท่านั้นนะเจ้าคะ
ตั้งแต่นั้น ภิกษุนั้นก็ไปบ้านนั้นเป็นประจำ ต่อมาได้คุ้นเคยกัน.
อยู่มาวันหนึ่ง มหาอุบาสิกายืนอยู่ในระยะพอที่เธอจะได้ยิน กล่าวว่า
ในเรือนนี้มีเครื่องอุปโภคบริโภคพอประมาณ แต่ลูกชายหรือลูกเขยอย่างนั้น ที่
สามารถจะตรวจตราเหย้าเรือนไม่มีเลย เธอฟังคำของนาง คิดว่า นางพูดเพื่อ
ประโยชน์อะไรเล่านะ ได้เป็นเหมือนถูกเจาะที่หัวใจเข้าไปหน่อย. นางกล่าวกะ
ธิดาว่าเจ้าจงยั่วยวนภิกษุนี้ให้เป็นไปในอำนาจของเจ้าให้ได้เถิด. ตั้งแต่นั้นมา
นางก็ประดับกายพริ้วเพรา ยั่วยวนเธอด้วยกะบิดกระบวนสตรีต่างๆ. ก็ที่เรียก
นางสาวเทื้อนั้น ไม่พึงเห็นว่า มีร่างกายอ้วน จะอ้วนหรือผอมก็ตาม คงเรียกว่า

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 249 (เล่ม 60)

สาวเทื้อได้ เพราะหนาไปด้วยราคะประกอบด้วยกามคุณ ๕ ประการ. ก็แลเธอ
ยังหนุ่ม ยังตกอยู่ในอำนาจกิเลส คิดว่า บัดนี้เราคงไม่อาจดำรงอยู่ใน
พระพุทธศาสนาได้ กล่าวว่า ฉันต้องไปวิหาร มอบบาตรและจีวรแล้ว จัก
ไปที่ตรงโน้น เธอจงส่งผ้าของฉันไปที่นั้น แล้วไปสู่วิหารมอบบาตรจีวร
กราบเรียนพระอาจารย์อุปัชฌาย์ว่า ผมจะสึกละครับ. ท่านเหล่านั้นพาเธอไป
สู่สำนักพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้จะสึกพระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่าเธอจะสึกจริงหรือ เมื่อกราบทูลให้
ทรงทราบว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า เหตุอะไรให้เธอสึก เมื่อเธอกราบทูล
ให้ทรงทราบว่า นางสาวเทื้อ พระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในครั้งก่อน
นางคนนี้ ก็เคยกระทำอันตรายแก่พรหมจรรย์ ก่อความเสื่อมเสียอย่างมหันต์
แก่เธอผู้อยู่ในป่า เธอยังจะอาศัยนางนี้คนเดียวกันสึกเสียอีก เพราะเหตุไรเล่า
พวกภิกษุพากันกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี
พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ มีสมบัติมากในแคว้นกาสี เรียนศิลปะ
สำเร็จตั้งหลักฐาน. ลำดับนั้น ภรรยาของท่านคลอดบุตรคนหนึ่ง ได้ถึงแก่กรรม
ไป. ท่านได้คิดว่า ความตายมีได้แก่ภรรยาที่รักของเรา ฉันใด ความตายจัก
ต้องมาถึงเราฉันนั้น เราจะต้องการอะไรด้วยฆราวาส บวชเถอะน่ะ ละกาม
ทั้งหลาย พาลูกชายเข้าสู่หิมพานต์ บวชเป็นฤาษีกับลูกชายนั้น ยังฌานอภิญญา
ให้เกิด ได้มีเผือกมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่ในราวป่า. ครั้งนั้น พวก
โจรชาวปัจจันตคาม เข้าสู่ชนบทปล้นบ้าน จับคนเป็นเชลย ให้ขนข้าวของ
เดินทางไปสู่ชายแดน. ในกลุ่มเชลยนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งงาม ประกอบด้วย
ปรีชาในเชิงล่อลวง. นางคิดว่า โจรเหล่านั้นจับพวกเราไป คงจักใช้สอยอย่าง

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 250 (เล่ม 60)

ใช้ทาส เราต้องหาอุบายอันหนึ่งหนีไปเสียให้ได้. นางจึงกล่าวว่า นายเจ้าข้า
ดิฉันประสงค์จะกระทำสรีรกิจ โปรดหยุดรอสักหน่อยเถิดเจ้าคะ แล้วลวงพวกโจร
หนีไป เมื่อท่องเที่ยวไปในป่า บรรลุถึงอาศรมในเวลาเช้า ตอนที่พระโพธิสัตว์
ให้ลูกชายเฝ้าอาศรมแล้วไปหาผลาผล จึงยั่วยวนดาบสเด็กนั้นด้วยการยินดีใน
กาม ทำลายศีลเขาเสีย ให้ตกอยู่ในอำนาจตนแล้ว กล่าวว่า เธอจะมาอยู่ในป่า
ทำอะไร มาเถิดนะ เราพากันไปสู่บ้าน เพราะในถิ่นบ้านนั้น กามคุณมีรูป
เป็นต้นหาได้ง่าย. ฝ่ายเขาก็รับคำว่าดี แล้วกล่าวว่า พ่อของฉันไปหาผลาผล
มาจากป่า เราทั้งสองพบท่านแล้ว ค่อยไปพร้อมกันเลย. นางคิดว่า
ดาบสนี้เป็นเด็กรุ่น ไม่รู้จักอะไร แต่บิดาของเขาคงบวชเมื่อแก่ เขามาแล้ว
คงโบยตีเราว่า มึงทำอะไรที่นี้ จักตีเราฉุดไปโยนทิ้งเสียในป่าก็ได้ เมื่อเขา
ยังไม่มานั่นแหละ เราต้องหนีไปเสีย. ครั้งนั้น นางจึงกล่าวกะเขาว่า ฉันจะ
ไปล่วงหน้า เธอพึงไปภายหลังนะ แล้วบอกที่หมายในหนทาง หลบไป. ตั้งแต่
กาลที่นางไปแล้ว เขาเกิดโทมนัส ไม่กระทำวัตรอะไรๆ เหมือนแต่ก่อน คลุม
ศีรษะซบเซาอยู่ภายในบรรณศาลา. พระมหาสัตว์นำผลาผลมาเห็นรอยเท้า
ของนาง คิดอยู่ว่า นี้เป็นรอยเท้าของมาตุคาม ศีลของลูกชายเราคงถูกทำลาย
แล้วเป็นแน่ พลางเข้าสู่บรรณศาลา วางผลาผลลงเรียบร้อย เมื่อจะถามลูกชาย
จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
ฟืนเจ้าก็มิได้หัก น้ำเจ้าก็มิได้ตักมา แม้กองไฟ
เจ้าก็มิได้ก่อให้ลุกโพลง เหตุไรหนอ เจ้าจึงเหมือน
คนโง่เขลา นอนซบเซาอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคิปิ เต น หาสิโต ความว่า ทั้ง
กองไฟเจ้าก็มิได้ก่อให้ลุกสว่าง. บทว่า มนฺโทว ความว่า เจ้าเป็นคนไม่มี
ปัญญา ซบเซาเหมือนคนโง่.

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 251 (เล่ม 60)

เขาได้ยินคำของบิดาแล้ว ลุกขึ้นกราบบิดา เมื่อจะเรียนให้ทราบเพื่อจะ
ไปสู่ที่อยู่ของมนุษย์ จากที่อยู่ในป่า ด้วยความเคารพ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่คุณพ่อกัสสปะ ผมอดทนอยู่ในป่าไม่ได้
ผมจะขอลาคุณพ่อไป การอยู่ในป่าลำบาก ผมปรารถนา
จะไปสู่บ้านเมือง.
ข้าแต่คุณพ่อผู้เป็นดุจพรหม ผู้ออกจากป่านี้ไป
อยู่ ณ ชนบทใด ๆ จะพึงศึกษาขนบธรรมเนียมที่ชาว
ชนบทเขาประพฤติฉันอย่างไร ขอคุณพ่อจงพร่ำสอน
ขนบธรรมเนียมนั้นแก่ผมด้วยเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺสปามนฺตยานิ ตํ ความว่า ข้าแต่
คุณพ่อกัสสปะ ผมขอบอกกะคุณพ่อ. บทว่า คนฺตเว แปลว่า เพื่อจะไป.
บทว่า อาจารํ ความว่า ผมอยู่ในชนบทใด เมื่ออยู่ในชนบทนั้น ต้องศึกษา
ต้องทราบ ข้อที่ต้องประพฤติ คือ แบบธรรมเนียมของชนบทอย่างใด โปรด
สั่งสอน โปรดตักเตือนธรรมนั้นเถิด.
พระมหาสัตว์กล่าวว่า ดีละพ่อ ฉันแสดงจารีตของประเทศแก่เจ้า
แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ถ้าเจ้าละป่า เหง้ามันและผลไม้ในป่า พึงพอใจอยู่
ในบ้านเมือง เจ้าจงสำเหนียกจารีตของชนบทนั้นของ
เราไว้.
เจ้าจงอย่าเสพของมีพิษ จงเว้นเหวโดยเด็ดขาด
อย่าจมอยู่ในเปือกตม ในที่ใกล้อสรพิษ จงเตรียมตัว
ให้พร้อม.

251