พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 202 (เล่ม 60)

เพื่อทรงสดับความนั้นโดยพิสดาร. ด้วยบทว่า กามาหํ นี้ เรากล่าวกามคุณ ๕
ว่าเป็นเหมือนช้างและม้าที่เปื้อนเลือด. บทว่า จตฺตาหํ ตัดเป็น จตฺตํ อหํ
ความว่าการสละทั้งหมดว่าเป็นการปลดออกในกาลใด ในกาลบัดนี้ ข้าพระ-
องค์กล่าวการสละทั้งหมดว่าเป็นการปลดออก.
พระมหาสัตว์ได้ถวายโอวาทแก่พระชนกว่า ข้าแต่พระมหาบพิตร กิจ
ด้วยราชสมบัติไม่มีแก่อาตมา ขอพระองค์อย่ายังทศพิธราชธรรมให้กำเริบจงละ
การลุอำนาจอคติเสีย ครองราชสมบัติโดยธรรมเถิด พระราชาทรงกันแสงคร่ำ
ครวญเสด็จกลับพระนคร ในระหว่างทางได้ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า เราต้อง
พลัดพรากจากบุตรที่สมบูรณ์ด้วยอาจารคุณเห็นปานนี้เพราะใคร พวกอำมาตย์
กราบทูลว่า เพราะพระอัครมเหสี พระเจ้าข้า พระราชามีรับสั่งให้จับพระ
อัครมเหสีเอาพระบาทขึ้นเบื้องบนโยนลงไปในเหวทิ้งโจร แล้วทรงครองราช-
สมบัติโดยธรรม.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน นางจิญจมาณวิกานี้ก็ด่าเราแล้วถึงความ-
พินาศมาแล้วอย่างนี้ ทรงประชุมชาดกด้วยคาถาสุดท้ายว่า
พระราชมารดา (แม่เลี้ยง) ของเราคือ นาง-
จิญจมาณวิกา พระราชบิดาของเราคือ พระเทวทัต
พญานาคผู้บัณฑิตคืออานนท์ และเทวดา คือ พระ-
สารีบุตร พระราชบุตรในกาลนั้นคือ เราตถาคต
ท่านทั้งหลายจงจำชาดก ไว้อย่างนี้เถิด.
จบอรรถกถามหาปทุมชาดก

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 203 (เล่ม 60)

๑๐. มิตตมิตตชาดก
ว่าด้วยลักษณะของผู้เป็นมิตรและมิใช่มิตร
[๑๗๑๓] บุรุษผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา ได้เห็นและ
ได้ฟังซึ่งบุคคลผู้ทำกรรมอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้ไม่
ใช่มิตร วิญญูชนจะพึงพยายามอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่า
ผู้นี้ไม่ใช่มิตร.
[๑๗๑๔] บุคคลผู้มิใช่มิตรเห็นเพื่อนแล้ว ไม่
ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ร่าเริงต้อนรับเพื่อนไม่แลดูเพื่อน
กล่าวคำย้อนเพื่อน.
[๑๗๑๕] บุคคลผู้มิใช่มิตร คบหาศัตรูของเพื่อน
ไม่คบหามิตรของเพื่อน ห้ามผู้ที่กล่าวสรรเสริญเพื่อน
สรรเสริญผู้ที่ด่าเพื่อน.
[๑๗๑๖] บุคคลผู้มิใช่มิตร ไม่บอกความลับแก่
เพื่อนไม่ช่วยปกปิดความลับของเพื่อน ไม่สรรเสริญ
การงานของเพื่อน ไม่สรรเสริญปัญญาของเพื่อน.
[๑๗๑๗] บุคคลผู้มิใช่มิตร ยินดีในความฉิบหาย
ของเพื่อน ไม่ยินดีในความเจริญของเพื่อน ได้อาหาร
ที่ดีมีรสอร่อยมาแล้ว ก็มิได้นึกถึงเพื่อน ไม่ยินดี
อนุเคราะห์เพื่อนว่า อย่างไรหนอ เพื่อนของเราพึงได้
ลาภจากที่นี้บ้าง.

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 204 (เล่ม 60)

[๑๗๑๘] บัณฑิตได้เห็นและได้ฟังแล้วพึงรู้ว่า
ไม่ใช่มิตรด้วยอาการเหล่าใด อาการดังกล่าวมา ๑๖
ประการนี้มีอยู่ในบุคคลผู้มิใช่มิตร.
[๑๗๑๙] บัณฑิตมีปัญญา ได้เห็นและได้ฟัง
บุคคลผู้กระทำกรรมอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้เป็นมิตร
วิญญูชนจะพึงพยายามอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้เป็น
มิตร.
[๑๗๒๐] บุคคลผู้เป็นมิตรนั้น ย่อมระลึกถึง
เพื่อนผู้อยู่ห่างไกล ย่อมยินดีต้อนรับเพื่อนผู้มาหา
ถือว่าเป็นเพื่อนของเราจริง รักใคร่จริงทักทายปราศรัย
ด้วยวาจาอันไพเราะ.
[๑๗๒๑] คนที่เป็นมิตรย่อมคบหาผู้ที่เป็นมิตร
ของเพื่อน ไม่คบหาผู้ที่ไม่ใช่มิตรของเพื่อน ห้ามปราม
ผู้ที่ด่าติเตียนเพื่อน สรรเสริญผู้ที่พรรณนาคุณความดี
ของเพื่อน.
[๑๗๒๒] คนที่เป็นมิตร ย่อมบอกความลับแก่
เพื่อน ปิดความลับของเพื่อน สรรเสริญการงานของ
เพื่อน สรรเสริญปัญญาของเพื่อน.
[๑๗๒๓] คนที่เป็นมิตรย่อมยินดีในความเจริญ
ของเพื่อน ไม่ยินดีในความเสื่อมของเพื่อน ได้อาหาร
มีรสอร่อยย่อมระลึกถึงเพื่อน ยินดีอนุเคราะห์เพื่อนว่า
อย่างไรหนอ เพื่อนของเราจะพึงได้ลาภจากที่นี้บ้าง.

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 205 (เล่ม 60)

[๑๗๒๔] บัณฑิตได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว พึงรู้
ว่าเป็นมิตรด้วยอาการเหล่าใด อาการดังกล่าวมา ๑๖
ประการนี้ มีอยู่ในบุคคลผู้เป็นมิตร.
จบมิตตามิตตชาดกที่ ๑๐
จบทวาทสนิบาต
อรรถกถามิตตามิตตชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
พระปรารภอำมาตย์ผู้ประพฤติประโยชน์ของพระเจ้าโกศล ตรัสพระ-
ธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กานิ กมฺมานิ กุพฺพานํ ดังนี้.
ได้ยินว่า อำมาตย์ผู้นั้นได้มีอุปการะแด่พระราชาเป็นอันมาก พระราชา
ก็ได้ประทานสักการสัมมานะแก่เขาอย่างเหลือเฟือ พวกอำมาตย์ที่เหลือทนดู
อยู่ไม่ได้ จึงพากันทูลยุยงว่า ข้าแต่พระองค์ อำมาตย์คนโน้นจะทำความพินาศ
แก่พระองค์ พระราชาทรงกำหนดพิจารณาดูอำมาตย์นั้น ก็ไม่เห็นโทษอะไร ๆ
ทรงพระดำริว่า เราไม่เห็นโทษอะไร ๆ ของอำมาตย์นี้ ทำอย่างไรหนอ เราจึง
จะสามารถรู้ว่า อำมาตย์นี้เป็นมิตรหรือมิใช่มิตร ทรงคิดได้ว่า เว้นพระตถาคต
เสียแล้ว คนอื่นไม่สามารถรู้ปัญหานี้ได้ เราจักไปทูลถาม พอเสวยพระกระ-
ยาหารเช้าเสร็จแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ทำอย่างไรหนอ คนเราจึงจะสามารถรู้ว่า ใครเป็นมิตรหรือมิใช่มิตรของตน.

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 206 (เล่ม 60)

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระราชาว่า ดูก่อนมหาบพิตร แม้
บัณฑิตในครั้งก่อน ก็คิดปัญหานี้แล้วถามพวกบัณฑิตรู้ได้โดยที่บัณฑิตเหล่า
นั้นบอก เว้นพวกที่มิใช่มิตรเสีย คบแต่มิตรเท่านั้น พระราชาทูลอาราธนา
ให้ตรัสเรื่องราว พระองค์ทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสเล่า ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอำมาตย์สอนอรรถธรรมแด่พระราชา
ครั้งนั้นในพระนครพาราณสี มีอำมาตย์คนหนึ่งประพฤติประโยชน์แด่พระราชา
พวกอำมาตย์ที่เหลือพากันทูลยุยงพระราชา พระราชาไม่ทรงเห็นโทษของ
อำมาตย์นั้น ทรงพระดำริว่า ทำอย่างไรหนอ เราจึงจะสามารถรู้ว่าอำมาตย์นี้
เป็นมิตรหรือมิใช่มิตร เมื่อจะตรัสถามพระมหาสัตว์ ได้ตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตผู้มีปัญญา ได้เห็นและได้ฟัง
ซึ่งบุคคลผู้ทำกรรมอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้มิใช่มิตร
วิญญูชนจะพึงพยายามอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้มิใช่
มิตร.
คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา เห็นคน
ผู้กระทำการงานเช่นไร ด้วยจักษุ ได้ฟังเรื่องนั้นด้วยหู พึงรู้ว่าผู้นี้ไม่ใช่มิตร
ของเรา วิญญูชนพึงพยายามอย่างไร เพื่อรู้จักผู้นั้น.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะตรัสบอกลักษณะของผู้ที่มิใช่มิตรแก่
พระราชา ได้ตรัสพระคาถาว่า
บุคคลผู้มิใช่มิตรเห็นเพื่อน ๆ แล้ว ไม่ยิ้มแย้ม
แจ่มใส ไม่ร่าเริงต้อนรับเพื่อนไม่ดูแลเพื่อน กล่าวคำ
ย้อนเพื่อน.

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 207 (เล่ม 60)

บุคคลมิใช่มิตร คบหาศัตรูของเพื่อนไม่คบหา
มิตรของเพื่อน ห้ามผู้ที่กล่าวสรรเสริฐเพื่อน สรรเสริญ
ผู้ที่ด่าเพื่อน.
บุคคลผู้มิใช่มิตร ไม่บอกความลับแก่เพื่อน ไม่
ช่วยปกปิดความลับของเพื่อน ไม่สรรเสริญการงาน
ของเพื่อน ไม่สรรเสริญปัญญาของเพื่อน.
บุคคลผู้มิใช่มิตร ยินดีในความฉิบหายของเพื่อน
ไม่ยินดีในความฉิบหายของเพื่อน ได้อาหารที่ดีมีรส
อร่อยมาแล้ว ก็มิได้นึกถึงเพื่อน ไม่ยินดีอนุเคราะห์
เพื่อนว่า อย่างไรหนอ เพื่อนของเราพึงได้ลาภจากที่นี้
บ้าง.
บัณฑิตได้เห็นและได้ฟังแล้ว พึงรู้ว่ามิใช่มิตร
ด้วยอาการเหล่าใด อาการดังกล่าวมา ๑๖ ประการนี้
มีอยู่ในบุคคลผู้มิใช่มิตร.
พระมหาสัตว์ตรัสพระคาถา ๕ คาถาเหล่านี้แล้ว อันพระราชา
ตรัสถามถึงลักษณะของมิตรด้วยพระคาถานี้อีกว่า
บัณฑิตมีปัญญา ได้เห็นและได้ฟังผู้กระทำกรรม
อย่างไรจึงจะรู้ไว้ว่าผู้นี้เป็นมิตร วิญญูชนจะพึงพยายาม
อย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้เป็นมิตร
จึงตรัสคาถาที่เหลือว่า
บุคคลผู้เป็นมิตรนั้น ย่อมระลึกถึงเพื่อนผู้อยู่
ห่างไกล ย่อมยินดีต้อนรับเพื่อนผู้มาหา ถือว่าเป็น
เพื่อนของเราจริง รักใคร่จริงทักทายปราศรัยด้วยวาจา
อันไพเราะ.

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 208 (เล่ม 60)

คนที่เป็นมิตรย่อมคบหาผู้ที่เป็นมิตรของเพื่อน
ไม่คบหาผู้ที่ไม่ใช่มิตรของเพื่อน ห้ามปรามผู้ที่ด่า
ติเตียนเพื่อน สรรเสริญผู้ที่พรรณนาคุณความดีของ
เพื่อน.
คนที่เป็นมิตร ย่อมบอกความลับแก่เพื่อน ปิด
ความลับของเพื่อน สรรเสริญการงานของเพื่อน
สรรเสริญปัญญาของเพื่อน.
คนที่เป็นมิตรย่อมยินดีในความเจริญของเพื่อน
ไม่ยินดีในความเสื่อมของเพื่อน ได้อาหารมีรสอร่อย
ย่อมระลึกถึงเพื่อน ยินดีอนุเคราะห์เพื่อนว่า อย่างไร
หนอ เพื่อนของเราพึงจะได้ลาภจากที่นี้บ้าง.
บัณฑิตเห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว พึงรู้ว่ามิตรด้วย
อาการเหล่าใด อาการดังกล่าวมา ๑๖ ประการนี้ มีอยู่
ในบุคคลผู้เป็นมิตร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น นํ อุมฺหยเต ความว่า คนที่มิใช่
มิตร เห็นมิตรปฏิรูป ไม่กระทำความยิ้มแย้ม ไม่แสดงอาหารร่าเริง. บทว่า
น จ นํ ปฏินนฺทติ ความว่า เมื่อรับถ้อยคำของเขาแล้ว ไม่ชื่นชม
ไม่ยินดี. บทว่า จกฺขูนิ จสฺส ททา ความว่า เมื่อเพื่อนแลดูตัว ๆ ก็ไม่
แลดูเสีย. บทว่า ปฏิโลมญฺจ ความว่า กล่าวย้อนถ้อยคำเพื่อน คือเป็นศัตรู.
บทว่า วณฺณกาเม ความว่า เมื่อกล่าวสรรเสริญคุณเพื่อน. บทว่า
นกฺขาติ ความว่า คนมิใช่มิตร ย่อมไม่บอกความลับของตนแก่เพื่อน. บทว่า
กมฺมนฺตสฺส ความว่า ย่อมพรรณนากรรมที่เพื่อนนั้นทำ. บทว่า ปญฺญสฺส
ความว่าไม่สรรเสริญปัญญาของเพื่อน ไม่สรรเสริญเพื่อนผู้ที่สมบูรณ์ด้วยญาณ.

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 209 (เล่ม 60)

บทว่า อภเว แปลว่า ไม่เจริญ. บทว่า ตสฺส นุปฺปชฺชเต ความว่า มิตรปฏิรูป
ย่อมไม่เกิดสติขึ้นว่า เราจักให้แม้แก่มิตรของเราแต่ที่นี้. บทว่า นานุกมฺปติ
ความว่า ย่อมไม่คิดด้วยจิตอ่อนโยน. บทว่า ลเภยฺยิโต ความว่า เพื่อนพึง
ได้ลาภแต่ที่นี้. บทว่า อาการา ได้แก่ เหตุการณ์. บทว่า ปวุตฺถํ แปลว่า
ไปต่างถิ่น. บทว่า เกลายิโก ความว่า คนที่เป็นมิตร ย่อมรักใคร่ นับถือ
ว่าเป็นเพื่อนเรา เริ่มตั้งรักใคร่ปรารถนา. บทว่า วาจาย ความว่า เมื่อจะ
เปล่งถ้อยคำกะเพื่อนด้วยถ้อยคำอันไพเราะย่อมยินดี. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัย
เป็นปฏิปักษ์ต่อคำที่กล่าวแล้วนั่นแล.
พระราชามีพระทัยชื่นชมถ้อยคำของพระมหาสัตว์ ได้พระราชทาน
ยศอันยิ่งใหญ่แก่พระมหาสัตว์แล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า ดูก่อน
มหาบพิตร ปัญหานี้ได้ตั้งขึ้นแม้ในกาลก่อนอย่างนี้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึง
ปัญหานี้ว่า คนที่มิใช่มิตร และคนที่เป็นมิตร จะพึงรู้ได้ด้วยอาการสามสิบสอง
เหล่านี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในกาลนั้น ได้มาเป็นพระ-
อานนท์ ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถามิตตามิตตชาดก
จบอรรถกถาทวาทสนิบาต ประดับด้วยชาดก ๑๐ ชาดกในชาตกัฏฐกถา
ด้วยประการฉะนี้
รวมชาดกที่มีในทวาทสนิบาตนี้ คือ
๑. จุลลกุณาลชาดก ๒. ภัททสาลชาดก ๓. สมุททวาณิชชาดก
๔. กามชาดก ๕. ชนสันธชาดก ๖. มหากัณหชาดก ๗. โกสิยชาดก
๘. เมณฑกปัญหาชาดก ๙. มหาปทุมชาดก ๑๐. มิตตามิตตชาดก และ
อรรถกถา.

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 210 (เล่ม 60)

เตรสนิบาตชาดก
๑. อัมพชาดก
ว่าด้วยมนต์เสื่อมเพราะลบหลู่ครูอาจารย์
[๑๗๒๕] ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่
ก่อนท่านได้นำเอาผลมะม่วงทั้งเล็กทั้งใหญ่มาให้เรา
ดูก่อนพราหมณ์ บัดนี้ ผลไม้ทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ
ด้วยมนต์เหล่านั้นของท่านเลย.
[๑๗๒๖] ข้าพระบาทกำลังคำนวณคลองแห่ง
นักขัตฤกษ์ จนเห็นขณะและครู่ด้วยมนต์ก่อน ครั้น
ได้ฤกษ์และยามดีแล้ว จักนำผลมะม่วงเป็นอันมากมา
ถวายพระองค์เป็นแน่.
[๑๗๒๗] แต่ก่อน ท่านไม่ได้พูดถึงคลองแห่ง
นักขัตฤกษ์ ไม่ได้เอ่ยถึงขณะและครู่ ทันใดนั้น ท่าน
ก็นำเอาผลมะม่วงเป็นอันมากอันประกอบด้วยสีกลิ่น
และรสมาให้เราได้.
[๑๗๒๘] ดูก่อนพราหมณ์ แม้เมื่อก่อน ผลไม้
ทั้งหลายย่อมปรากฏด้วยการร่ายมนต์ของท่าน วันนี้
แม้ท่านจะร่ายมนต์ก็ไม่อาจให้สำเร็จได้ วันนี้สภาพ
ของท่านเป็นอย่างไร.

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 211 (เล่ม 60)

[๑๗๒๙] บุตรแห่งคนจัณฑาล ได้บอกมนต์ให้
แก่ข้าพระบาทโดยธรรม และได้สั่งกำชับข้าพระบาท
ว่า ถ้ามีใครมาถามถึงชื่อและโคตรของเราแล้ว เจ้าอย่า
ปกปิด มนต์ทั้งหลายก็จะไม่ละเจ้า.
[๑๗๓๐] ข้าพระบาทนั้น ครั้นพระองค์ผู้เป็น
จอมแห่งประชาชนถามถึงอาจารย์ อันความลบหลู่
ครอบงำแล้ว ได้กราบทูลเท็จว่า มนต์เหล่านี้เป็นของ
พราหมณ์ ข้าพระบาทจึงเป็นผู้เสื่อมมนต์ เป็นเหมือน
คนกำพร้าร้องไห้อยู่.
[๑๗๓๑] บุรุษต้องการน้ำหวาน จะพึงได้น้ำ-
หวานจากต้นไม้ใด จะเป็นต้นละหุ่งก็ตาม ต้นสะเดา
ก็ตาม ต้นทองหลางก็ตาม ต้นไม้นั้นแล เป็นต้นไม้
สูงสุดของบุรุษนั้น.
[๑๗๓๒] บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมจากผู้ใด เป็น
กษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม เป็นแพศย์ก็ตาม
เป็นศูทรก็ตาม เป็นคนจัณฑาลก็ตาม คนเทหยักเยื่อ
ก็ตาม ผู้นั้นก็จัดเป็นคนสูงสุดของบุรุษนั้น.
[๑๗๓๓] ท่านทั้งหลายจงลงอาชญาและเฆี่ยนตี
มาณพผู้นี้ แล้วจับมาณพลามกผู้นี้ไสคอออกไปเสีย
มาณพใด ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดด้วยความยากเข็ญ
ท่านทั้งหลายจงยังมาณพนั้นให้พินาศเพราะความเย่อ-
หยิ่งจองหอง.

211