พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 182 (เล่ม 60)

ทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์แต่ท่านคนเดียว
ด้วยคิดว่า โกสิยเศรษฐีนี้อย่ามีธรรมอันลามกไปนรก
เสียเลย.
[๑๖๘๕] ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ปรารถนาประ-
โยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้าโดยแท้ เพราะเหตุที่มาตาม
พร่ำสอนข้าพเจ้าอยู่เนือง ๆ ข้าพเจ้าจักทำตามที่ท่าน
ผู้แสวงหาประโยชน์ทั้งหลาย กล่าวสอนทุกอย่าง
ข้าพเจ้าจะงดเว้นความตระหนี่เสียในวันนี้ทีเดียว อนึ่ง
ข้าพเจ้าจะไม่พึงทำบาปอะไร ๆ อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าการ
ไม่ให้อะไร ๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า อนึ่ง ข้าพเจ้ายังไม่
ได้ให้แล้ว จะไม่ดื่มน้ำ ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้า
ให้อยู่อย่างนี้ตลอดกาลทุกเมื่อ จนโภคะทั้งหลายจะ
หมดสิ้นไปในที่นี้ ข้าแต่ท้าวสักกะ ต่อแต่นั้น ข้าพเจ้า
จักละกามทั้งหลาย ตามที่มีอยู่อย่างไรแล้วจักออกบวช.
จบโกสิยชาดกที่ ๗
อรรถกถาโกสิยชาดก
โกสิยชาดกจักมีอย่างแจ่มแจ้งในสุธาโภชนชาดก.๑
จบอรรถกถาโกสิยชาดก
ดูพระสตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๑ หน้า ๔๔๓

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 183 (เล่ม 60)

๘. เมณฑกปัญหาชาดก
ว่าด้วยเมณฑกปัญหา
[๑๖๘๖] ความที่สัตว์เหล่าใดในโลกนี้ เป็น
สหายกันแม้จะไปด้วยกันเพียง ๗ ก้าว มิได้เคยมีมา
ในกาลไหน ๆ เลย สัตว์ทั้ง ๒ นั้นซึ่งเป็นศัตรูกัน
กลับเป็นสหายกัน ย่อมประพฤติเพื่อความคุ้นเคยกัน
เพราะเหตุอะไร.
[๑๖๘๗] ในเวลาอาหารเช้าวันนี้ ถ้าท่านทั้งหลาย
ไม่สามารถจะแก้ปัญหานี้ของเราได้ เราจักขับไล่ท่าน
ทุกคนให้ออกไปจากเเว่นแคว้นของเรา เพราะเราไม่
ต้องการคนโง่เขลา.
[๑๖๘๘] เมื่อสมาคมแห่งมหาชนอึกทึก เมื่อ
ชุมนุมชนเกิดโกลาหลอยู่ ข้าพระองค์ทั้งหลายมีใจ
ฟุ้งซ่าน จิตไม่แน่วแน่ ก็ไม่สามารถจะพยากรณ์
ปัญหานั้นได้.
[๑๖๘๙] ข้าแต่พระจอมประชาชน นักปราชญ์
ทั้งหลายมีจิตมีอารมณ์อันเดียวเทียว คนหนึ่ง ๆ อยู่ใน
ที่ลับ คิดเนื้อความทั้งหลายพิจารณาอยู่ในสถานที่
เงียบสงัด ภายหลังจึงจักกราบทูลแก้เนื้อความข้อนั้น
พระเจ้าข้า.

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 184 (เล่ม 60)

[๑๖๙๐] เนื้อแพะ เป็นที่รักเป็นที่พอใจแห่งบุตร
อำมาตย์และราชโอรสทั้งหลาย ชนเหล่านั้นย่อมไม่
บริโภคเนื้อสุนัข ครั้งนี้ มิตรธรรมแห่งแพะกับสุนัข
มีต่อกัน.
[๑๖๙๑] ชนทั้งหลายย่อมใช้หนึ่งแพะเป็นเครื่อง
ลาดบนหลังม้า เพราะเหตุแห่งความสุข แต่ไม่ใช้
หนังสุนัขเป็นเครื่องลาดบนหลังม้า ครั้งนี้มิตรธรรม
แห่งแพะกับสุนัขมีต่อกัน.
[๑๖๙๒] แพะมีเขาอันโค้งจริง แต่สุนัขไม่มีเขา
เลย แพะกินหญ้า สุนัขกินเนื้อ ครั้งนี้มิตรธรรมแห่ง
แพะกับสุนัขมีต่อกัน.
[๑๖๙๓] แพะกินหญ้า กินใบไม้ ส่วนสุนัขไม่
กินหญ้าไม่กินใบไม้ สุนัขจับกระต่ายหรือแมวกิน
ครั้งนี้ มิตรธรรมแห่งแพะกับสุนัขมีต่อกัน.
[๑๖๙๔] แพะมี ๔ เท้า ๘ กีบ มีกายไม่ปรากฏ
สุนัขนี้นำหญ้ามาเพื่อแพะนี้ แพะนี้ก็นำเนื้อมาเพื่อ
สุนัขโน้น.
[๑๖๙๕] นัยว่า พระผู้เป็นจอมประชานิกรผู้
ประเสริฐกว่าชาววิเทหรัฐ ประทับอยู่บนปราสาทอัน
ประเสริฐ ได้ทอดพระเนตรเห็นการนำอาหารมาแลก
กันกินโดยประจักษ์ และได้ทอดพระเนตรเห็นมิตร-
ธรรมแห่งสุนัขกับแพะด้วยพระองค์เอง.

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 185 (เล่ม 60)

[๑๖๙๖] เป็นลาภของเราไม่ใช่น้อยเลย ที่มี
บัณฑิตเช่นนี้อยู่ในราชสกุล เพราะว่านักปราชญ์
ทั้งหลายย่อมแทงตลอด ซึ่งเนื้อความแห่งปัญหาอัน
ลึกซึ้ง ละเอียด ด้วยคำสุภาษิต.
[๑๖๙๗] เรามีความพอใจเป็นอย่างยิ่งด้วยคำ
สุภาษิตจะให้รถเทียมด้วยม้าอัสดรคนละหนึ่งคัน และ
บ้านส่วยอันเจริญคนละหนึ่งบ้าน แก่ท่านทั้งหลาย
ผู้เป็นบัณฑิตทุกคน.
จบเมณฑกปัญหาชาดกที่ ๘
อรรถกถาเมณฑกปัญหาชาดก
เมณฺฑกปญฺหา อุมฺมงฺคชาตเก อาวีภวสฺสตีติ เมณฑกปัญหา
จักมีอย่างแจ่มแจ้งในอุมมังคชาดก.๑
จบอรรถกถาเมณฑกปัญหาชาดก
ดูพระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๒ หน้า ๔๒๖

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 186 (เล่ม 60)

๙. มหาปทุมชาดก
ว่าด้วยมหาปทุมกุมาร
[๑๖๙๘] พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่เห็น
โทษของผู้อื่นว่าน้อยหรือมากโดยประการทั้งปวงไม่
พิจารณาด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว ไม่พึงลงอาชญา.
[๑๖๙๙] กษัตริย์พระองค์ใด ยังไม่ทันพิจารณา
แล้ว ทรงลงพระราชอาชญา กษัตริย์พระองค์นั้นชื่อว่า
ย่อมกลืนกินพระกระยาหารพร้อมด้วยหนาม เหมือน
คนตาบอดกลืนกินอาหารพร้อมด้วยแมลงวัน ฉะนั้น.
[๑๗๐๐] กษัตริย์พระองค์ใด ทรงลงพระราช-
อาชญากับผู้ไม่ควรจะลงพระราชอาญา ไม่ทรงลง
พระราชอาชญากับผู้ที่ควรลงพระราชอาญา กษัตริย์
พระองค์นั้น เป็นเหมือนคนเดินทางไม่ราบเรียบ ไม่
รู้ว่าทางเรียบหรือไม่เรียบ.
[๑๗๐๑] กษัตริย์พระองค์ใด ทรงเห็นเหตุที่
ควรลงอาชญา และไม่ควรลงพระราชอาชญาและทรง
เห็นเหตุนั้น โดยประการทั้งปวงเป็นอย่างดีแล้ว ทรง
ปกครองบ้านเมือง กษัตริย์พระองค์นั้นสมควรปกครอง
ราชสมบัติ.

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 187 (เล่ม 60)

[๑๗๐๒] กษัตริย์ผู้มีพระทัยอ่อนโยนโดยส่วน-
เดียว หรือมีพระทัยกล้าโดยส่วนเดียว ก็ไม่อาจที่จะ
ดำรงพระองค์ไว้ในอิสริยยศที่สูงใหญ่ได้เพราะเหตุนั้น
กษัตริย์ไม่พึงประพฤติเหตุทั้งสอง คือพระทัยอ่อน
เกินไปและกล้าเกินไป.
[๑๗๐๓] กษัตริย์ผู้มีพระทัยอ่อน ก็ถูกประชา-
ราฏร์ดูหมิ่น กษัตริย์ผู้มีพระทัยแข็งนักก็มีเวร กษัตริย์
ควรทราบเหตุทั้งสองอย่างแล้วประพฤติเป็นกลาง ๆ.
[๑๗๐๔] ข้าแต่พระราชา คนมีราคะย่อมพูดมาก
แม้คนมีโทสะก็พูดมาก พระองค์ไม่ควรจะให้ปลง
พระชนม์พระราชโอรส เพราะเหตุแห่งหญิงเลย.
[๑๗๐๕] ด้วยเหตุไป ประชาชนทั้งหมดจึงร่วม
กันเป็นพวกพ้องของเจ้าปทุมกุมาร ส่วนพระมเหสีนี้
พระองค์เดียวเท่านั้นไม่มีพวกพ้อง ด้วยเหตุนั้น เราจัก
ปฏิบัติตามคำของพระมเหสี ท่านทั้งหลายจงไป จง
โยนเจ้าปทุมกุมารลงไปในเหวทีเดียว.
[๑๗๐๖] ท่านเป็นผู้อันเราให้โยนลงในเหวอัน
ลึกหลายชั่วลำตาลเหมือนนรกยากที่จะขึ้นได้ เหตุไร
ท่านจึงไม่ตายอยู่ในเหวนั้น.
[๑๗๐๗] พญานาคผู้มีกำลังเรี่ยวแรงเกิดที่ข้าง
ภูเขา รับอาตมภาพในที่นั้นด้วยขนดหาง เพราะเหตุนั้น
อาตมภาพจึงมิได้ตายในที่นั้น.

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 188 (เล่ม 60)

[๑๗๐๘] ดูก่อนพระราชบุตร มาเถิด เราจักนำเจ้า
กลับไปสู่พระราชวัง จะให้เจ้าครอบครองราชสมบัติ
ขอความเจริญจงมีแก่เจ้าเถิด เจ้าจักมาทำอะไรอยู่ใน
ป่าเล่า.
[๑๗๐๙] บุรุษกลืนกินเบ็ดแล้วปลดเบ็ดที่เปื้อน
โลหิตออกได้ แล้วพึงมีความสุข ฉันใด อาตมภาพ
มองเห็นด้วยตนเอง ฉันนั้น.
[๑๗๑๐] เจ้ากล่าวอะไรหนอว่าเป็นเบ็ดเจ้ากล่าว
อะไรหนอว่าเบ็ดเปื้อนโลหิต เจ้ากล่าวอะไรหนอว่าปลด
ออกได้ เราถามแล้วขอเจ้าจงบอกความข้อนั้นแก่เรา.
[๑๗๑๑] ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพกล่าวกาม-
คุณว่าเป็นเบ็ด กล่าวช้างและม้าว่าเบ็ดเปื้อนโลหิต
กล่าวถึงการสละได้ว่าปลดออกได้ ขอมหาบพิตรจง
ทรงทราบอย่างนี้เถิด.
[๑๗๑๒] พระราชมารดา (แม่เลี้ยง) ของเรา คือ
นางจิญจมานวิกา พระราชบิดาของเรา คือ พระเทวทัต
พญานาคผู้บัณฑิตคือ พระอานนท์ เทวดา คือ พระ
สารีบุตร พระราชบุตรในกาลนั้น คือ เราตถาคต
ท่านทั้งหลายจงจำชาดกไว้อย่างนี้เถิด.
จบมหาปทุมชาดกที่ ๙

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 189 (เล่ม 60)

อรรถกถามหาปทุมชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงพระปรารภ
นางจิญจมาณวิกา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาทิฏฺฐา ปรโต
โทสํ ดังนี้.
ความพิสดารว่า ครั้งปฐมโพธิกาล เมื่อพระสาวกของพระทศพลมี
มากขึ้น เทวดาและมนุษย์หยั่งลงสู่อริยภูมิหาประมาณไม่ได้ คุณสมุทัยของ
พระศาสดาได้แผ่ไปทั่ว ลาภสักการะได้เกิดขึ้นมามากมาย พวกเดียรถีย์เสื่อม
ลาภสักการะ เหมือนหิ่งห้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้น จึงพากันเที่ยวยืนในระหว่าง
ถนน ชักชวนคนทั้งหลายอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าผู้เดียว
เมื่อไร แม้พวกเราก็เป็นพระพุทธเจ้า ทานที่ถวายพระสมณโคดมมีผลมาก
แม้ที่ถวายแก่พวกเราก็มีผลมากเหมือนกัน ขอท่านทั้งหลายจงทำทานแก่พวก
เราบ้าง ดังนี้ ก็ไม่ได้ลาภสักการะ จึงประชุมลับหารือกันว่า พวกเราใช้อุบาย
อย่างไรดีหนอ จึงจะสร้างความผิดของพระสมณโคดมขึ้นในหมู่มนุษย์ แล้ว
ทำลาภสักการะให้ฉิบหายได้.
ครั้งนั้น ในพระนครสาวัตถี มีนางปริพาชิกาคนหนึ่ง ชื่อจิญจมาณ-
วิกา มีรูปร่างงามเลิศดุจเทพอัปสร มีรัศมีซ่านออกจากร่างของนาง เดียรถีย์
คนหนึ่งมีความคิดกล้า ได้กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราพึงอาศัยนางจิญจมาณวิกา
สร้างความผิดขึ้นแก่พระสมณโคดม ทำลาภสักการะให้ฉิบหาย พวกเดียรถีย์
ต่างรับว่าอุบายของท่านเข้าที ครั้งนั้นนางจิญจมาณวิกามาสู่อารามเดียรถีย์ ไหว้
แล้วยืนอยู่ พวกเดียรถีย์มิได้พูดกับนาง นางจึงคิดว่า เรามีความผิดอย่างไรหนอ
แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ดิฉันไหว้ ดังนี้ถึงสามครั้ง แล้ว

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 190 (เล่ม 60)

กล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ดิฉันมีความผิดอย่างไรหนอ เหตุไร
ท่านทั้งหลายจึงไม่พูดกับดิฉัน พวกเดียรถีย์กล่าวว่า ดูก่อนน้องหญิง เจ้าไม่รู้
ดอกหรือว่าพระสมณโคดมเบียดเบียนพวกเรา เที่ยวทำให้พวกเราเสื่อมลาภสักกา-
ระ ดิฉันไม่รู้ เจ้าข้า ก็ดิฉันควรจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ ดูก่อนน้องหญิง ถ้าเจ้า
ปรารถนาหาความสุขแก่พวกเรา จงใช้ตัวของเจ้าสร้างความไม่ดีขึ้นแก่พระ-
สมณโคดม ทำลาภสักการะให้ฉิบหาย นางรับว่า ดีละเจ้าข้า เรื่องนี้เป็นภาระ
ของดิฉัน ขอท่านทั้งหลายอย่าวิตกไปเลยแล้วหลีกไป โดยที่นางเป็นผู้ฉลาด
ในมายาหญิง ตั้งแต่นั้นมา เวลาชาวพระนครสาวัตถีฟังธรรมกถาแล้วออกจาก
พระเชตวัน นางห่มผ้าสีดังแมลงค่อมทอง ถือของหอมแลดอกไม้เป็นต้น
เดินตรงไปพระเชตวัน เมื่อมีคน ถามว่า จะไปไหนเวลานี้ ก็กล่าวว่า
ประโยชน์อะไรด้วยที่เป็นที่ไปของฉันสำหรับท่าน แล้วก็เข้าอารามเดียรถีย์ซึ่ง
อยู่ใกล้ ๆ พระเชตวัน ครั้นเวลาเช้า เมื่อพวกอุบาสกออกจากพระนครเพื่อ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นางก็ทำเป็นอยู่ในพระเชตวันแล้วเข้าพระนคร
เมื่อมีใครถามว่า ท่านอยู่ที่ไหน นางก็กล่าวว่า ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่
ของเราสำหรับท่าน ครั้นล่วงไปเดือนสองเดือน ถูกถามอีก นางก็กล่าวว่า
ฉันอยู่ร่วมคันกุฎีกับพระสมณโคดมในพระเชตวัน ได้ทำความสงสัยแก่พวก
ปุถุชนว่า นางจิญจมาณวิกาพูดนี้ จริงหรือไม่หนอ ครั้นล่วงไปสามสี่เดือน
นางก็เอาผ้าขี้ริ้วมาพันท้อง ทำเป็นหญิงมีท้อง เอาผ้าแดงคลุมข้างบน ทำให้
พวกอันธพาลเชื่อว่า มีท้องกับพระสมณโคดม ครั้นล่วงไปแปดเก้าเดือน
นางก็เอาไม้วงกลมผูกไว้ที่ท้อง เอาผ้าคลุมข้างบน ให้พวกเดียรถีย์เอาไม้คางโค
ทุบหลังมือ หลังเท้าให้บวมมีอินทรีย์ลำบาก ครั้นเวลาเย็น เมื่อพระตถาคต

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 191 (เล่ม 60)

นั่งแสดงธรรมบนธรรมาสน์ที่ตกแต่งไว้ นางไปธรรมสภา ยืนตรงพระพักตร์
พระตถาคต เหมือนหญิงที่พยายามเอาก้อนคูถขว้างดวงจันทร์ ด่าพระตถาคต
ในท่ามกลางบริษัททีเดียวว่า แน่ะมหาสมณะ ท่านแสดงธรรมแก่มหาชน เสียง
ของท่านไพเราะ ริมฝีปากสนิทดี แต่ฉันมีท้องเพราะท่าน เวลานี้ก็ครบกำหนด
แล้ว ท่านยังไม่เตรียมเรือนคลอดแก่ฉัน เนยใสและน้ำมันเป็นต้นก็ยังไม่มี
เมื่อท่านไม่ทำเอง ก็ไม่บอกแก่อุปัฏฐากของตนคนใดคนหนึ่งเช่นพระเจ้าโกศล
อนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสิกาวิสาขา ว่าจงช่วยทำสิ่งที่ควรทำแก่นาง
จิญจมาณวิกานี้ ท่านรู้จักแต่อภิรมย์เท่านั้น ไม่รู้จักบริหารครรภ์ พระตถาคต
ได้ทรงสดับดังนั้น จึงหยุดธรรมกถามีอาการดุจพระยาสีหะ ทรงบันลือพระ-
สุรสิงหนาทว่า น้องหญิง ฉันกับเธอสองคนเท่านั้น รู้คำที่เธอกล่าวว่า จริง
หรือไม่จริง นางจิญจมาณวิกากล่าวว่า ถูกแล้ว พระสมณะ เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะ
ท่านกับฉันรู้กัน.
ขณะนั้น ภพของท้าวสักกะได้แลดูอาการเร่าร้อน ท้าวสักกะพิจารณาดู
ก็ทรงทราบว่า นางจิญจมาณวิกาด่าพระตถาคต ด้วยเรื่องไม่เป็นจริง จึงทรง
ดำริว่า จักชำระเรื่องนี้ แล้วเสด็จมากับเทพบุตรสี่องค์ เทพบุตรเหล่านั้น
แปลงเพศเป็นลูกหนู เข้าไปกัดเชือกผูกไม้วงกลมพร้อมกัน ได้มีลมพัดเปิดผ้า
คลุมขึ้น ไม้วงกลมตกลงถูกหลังเท้านางจิญจมาณวิกา ปลายเท้าทั้งสองแตก
พวกมนุษย์เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า อีกาลกรรณี มึงด่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และช่วยกันถ่มน้ำลายรดศีรษะ ถือก้อนดินท่อนไม้ขับออกจากพระเชตวัน พอ
นางจิญจมาณวิกาได้พ้นครองจักษุพระตถาคต แผ่นดินใหญ่เเยกเป็นช่อง
เปลวไฟพลุ่งขึ้นจากอเวจี โอบอุ้มนางจิญจมาณวิกา เหมือนกับห่มผ้ากัมพล
ที่ตระกูลให้ไว้ จมลงไปในอเวจี ลาภสักการะของอัญเดียรถีย์ทั้งหลายก็เสื่อม
ไป แต่ของพระทศพลเจริญยิ่งขึ้นเหลือประมาณ.

191