ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 102 (เล่ม 60)

สีเขียว ส่องแสงเหมือนหญ้าคาสีเขียว และเหมือนข้าวกล้าที่กำลังงอกงาม
อันมีชื่อว่า กุสมาลี. พวกพ่อค้าพากันถามชื่อท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาว่า
ทะเลนี้ปรากฏเหมือนหญ้าคาและข้าวกล้า พวก
ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร.
ท่านบอกด้วยคาถาต่อไปว่า
เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์
ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง
มาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า กุสมาลี.
ก็ในทะเลตอนนั้น มีแก้วนิลมณีมากมาย แม้ท่านก็คงให้พวกนั้นขน
เอาแก้วนั้นใส่เรือด้วยอุบาย เรือคงแล่นผ่านท้องทะเลตอนนั้นไปถึงท้องทะเล
อันปรากฏเหมือนป่าอ้อและป่าไผ่ อันมีชื่อว่า นฬมาลี. พวกพ่อค้าพากันถาม
ชื่อของท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาว่า
ทะเลนี้ปรากฏเหมือนไม้อ้อและไม้ไผ่ พวก
ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร.
พระมหาสัตว์บอกท้องทะเลตอนนั้น ด้วยคาถาต่อไปว่า
เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์
ออกจากท่าชื่อ ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมา
ถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า นฬมาลี.
ก็ในทะเลตอนนั้น มีมรกตและไพฑูรย์มากมาย ท่านคงให้ขนใส่เรือ
ด้วยอุบายดุจกัน.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า นโฬ คือ ไม้อ้อแมลงป่อง ไม้อ้อปูก็เรียก
ไม้อ้อชนิดนั้นมีสีแดง. ส่วนที่ว่าไม้ไผ่นั้นเป็นชื่อของแก้วประพาฬนั่นเอง และ

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 103 (เล่ม 60)

ท้องทะเลตอนนั้น มากมายด้วยแก้วประพาฬ จึงได้มีแสงแดงฉาย. เหตุนั้น
พวกพ่อค้าจึงพากันถามว่า เหมือนไม้อ้อและไม้ไผ่.
พระมหาสัตว์ คงให้พวกนั้นขนแก้วประพาฬ จากท้องทะเลตอนนั้น
พวกพ่อค้าครั้นผ่านพ้นท้องทะเลตอนนฬมาลีไปแล้ว พบท้องทะเลตอนที่ชื่อ
ว่า พลวามุข น้ำในท้องทะเลตอนนั้น เดือดพล่านพุ่งขึ้นโดยเป็นพืดตลอดไป
น้ำที่พุ่งขึ้นโดยเป็นพืดตลอดไปในท้องทะเลตอนนั้น ปรากฏเป็นเหมือนเหว
ใหญ่ใกล้หน้าผาขาดโดยส่วนทั่วไป เมื่อคลื่นพุ่งขึ้น ก็เป็นเหมือนเหวติดต่อ
กันไป เสียงน่าสะพรึงกลัวบังเกิดขึ้น ปานจะทำลายหูทั้งสองเสีย และปานจะผ่า
หทัยเสีย. พวกพ่อค้าเห็นท้องทะเลตอนนั้นแล้ว พากันกลัวสะทกสะท้าน ถาม
ชื่อของสมุทรตอนนั้นด้วยคาถาว่า
เสียงน่ากลัวมาก น่าสยดสยอง ฟังเหมือนเสียง
อมนุษย์ และทะเลนี้ปรากฏเหมือนบึงและเหว พวก
ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร.
พระมหาสัตว์บอกชื่อของท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาว่า
เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์
ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง
มาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า พลวามุขี.
พระโพธิสัตว์ ครั้นบอกชื่อของท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาตามลำดับ
กล่าวว่า พ่อทั้งหลาย บรรดาเรือที่ถึงท้องทะเลพลวามุขนี้ อันสามารถกลับได้
ไม่มีเลย ท้องทะเลตอนนี้ ยังเรือที่ตกเข้าไปแล้วให้จมถึงความแตกสลาย.
ก็แลพวกมนุษย์ประมาณ ๗๐๐ คนพากันขึ้นเรือนั้นไป. พวกนั้นทั้งหมดพากัน
กลัวต่อมรณภัย ต่างเปล่งเสียงโอดครวญร่ำไห้ประดังเป็นเสียงเดียวกัน เหมือน

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 104 (เล่ม 60)

ฝูงสัตว์ที่กำลังหมกไหม้อยู่ในอเวจีนรกฉะนั้น. พระมหาสัตว์ดำริว่า เว้นเรา
เสียแล้ว คนอื่นที่จะชื่อว่า สามารถทำลายความปลอดภัยให้แก่พวกนี้ไม่มีเลย
เราต้องตั้งสัตย์กระทำความปลอดภัยให้แก่พวกเขา เรียกพวกนั้นมากล่าวว่า
พ่อทั้งหลาย พวกเธอจงให้เราอาบน้ำด้วยน้ำหอมให้นุ่งผ้าใหม่ เตรียมถาดน้ำ
วางไว้ที่แอกเรือโดยเร็วเถิด พ่อค้าเหล่านั้นพากันทำตามนั้น. พระมหาสัตว์
ถือถาดเต็มด้วยน้ำด้วยมือทั้งสองข้าง ยืนที่แอกเรือ เมื่อกระทำสัจจกิริยาจึงกล่าว
คาถาที่สุดว่า
ตั้งแต่ข้าพเจ้าระลึกถึงตนได้ ถึงความเป็นผู้รู้
เดียงสา ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกแกล้งเบียดเบียนสัตว์ แม้
สักตัวเดียวเลย ด้วยสัจจวาจานี้ ขอเรือจงกลับได้โดย
สวัสดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต ความว่า ข้าพเจ้าระลึกตนได้
จำเดิมแต่กาลใด และข้าพเจ้าได้เป็นผู้บรรลุวิญญูภาพแล้วจำเดิมแต่กาลใด.
บทว่า เอกปาณํปิ หึสิตุํ ความว่า ในระหว่างนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยสำนึกเลย
ที่จะแกล้งเบียดเบียนแม้สัตว์คือมดดำมดแดง เพียงตัวเดียว. บทนี้เป็นเพียง
การเทศนาเท่านั้น. ก็พระโพธิสัตว์ได้กระทำสัจจกิริยาด้วยอำนาจแห่งศีล ๕
อย่างนี้ว่า สิ่งของผู้อื่นกำหนดแม้เพียงเส้นหญ้า ก็ไม่เคยหยิบฉวยเลย ภรรยา
ของผู้อื่นก็ไม่เคยมองดูด้วยอำนาจความโลภ คำพูดเท็จก็ไม่เคยพูด น้ำเมาก็ไม่
เคยดื่มแม้แต่จะหยดด้วยอดหญ้า.
ก็แลครั้นกระทำสัจจกิริยาแล้ว ก็รดน้ำในถาดที่เต็มลงที่แอกเรือ.
เรืออันแล่นไปผิดทิศทางตลอด ๔ เดือน ก็บ่ายหัวกลับ ได้ไปถึงท่าภรุกัจฉะ

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 105 (เล่ม 60)

เพียงวันเดียวเท่านั้น ด้วยอานุภาพแห่งสัจจะ ประหนึ่งท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล
ครั้นถึงแล้วยังแล่นไปบนบกได้ประมาณ ๘ อุสภะ หยุดที่ประตูเรือนของนาย
เรือพอดี. พระมหาสัตว์แบ่งทองเงินแก้วมณีแก้วประพาฬและเพชร ให้แก่พวก
พ่อค้าเหล่านั้น ให้โอวาทแก่พวกนั้นว่า รัตนะเพียงเท่านี้ ก็เป็นการพอแล้ว
สำหรับเธอทั้งหลาย พวกเธออย่าเข้าไปสู่ท้องทะเลกันอีกเลย ทำบุญต่าง ๆ
มีให้ทานเป็นต้น จนตลอดชีพ ได้ไปเพิ่มจำนวนเมืองสวรรค์แล้ว.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย แม้ในครั้งก่อน ตถาคตก็มีปัญญามากอย่างนี้เหมือนกัน ทรงประชุม
ชาดกว่า บริษัทของท่านสุปปารกะผู้บอดในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัท
ส่วนสุปปารกบัณฑิต ได้มาเป็นเราแล.
จบอรรถกถาสุปปารกชาดก
จบอรรถกถาเอกาทสนิบาต
รวมชาดกที่มีในเอกาทสนิบาตนี้ คือ
๑. มาตุโปสกชาดก ๒. ชุณหชาดก ๓. ธรรมเทวปุตตชาดก
๔. อุทยชาดก ๕. ปานียชาดก ๖. ยุธัญชัยชาดก ๗. ทสรถชาดก ๘. สัง-
วรชาดก ๙. สุปปารกชาดก และอรรถกถา.

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 106 (เล่ม 60)

ทวาทสนิบาตชาดก
๑. จุลลกุณาลชาดก
ว่าด้วยสิ่ง ๕ อย่างรู้ได้ยาก
[๑๖๐๑] บุรุษผู้ไม่ถูกผีสิง ย่อมไม่ควรจะเชื่อ
หญิงผู้หยาบช้าใจเบาไม่รู้จักคุณคนมักประทุษร้ายมิตร.
[๑๖๐๒] หญิงเหล่านั้นย่อมไม่รู้จักกิจที่ทำแล้ว
และกิจที่ยังไม่ได้ทำ ไม่รู้จักมารดาบิดาหรือพี่น้อง
ไม่ใช่อารยชน ก้าวล่วงธรรมเสียแล้ว ย่อมไปตาม
อำนาจจิตของตนถ่ายเดียว.
[๑๖๐๓] เมื่อมีอันตรายและเมื่อกิจเกิดขึ้น หญิง
ย่อมละทิ้งสามีนั้นแม้อยู่ร่วมกันมานาน เป็นที่รัก เป็น
ที่พอใจ เป็นผู้อนุเคราะห์ แม้เสมอด้วยชีวิต เพราะ
เหตุนั้น เราจึงไม่ไว้วางใจหญิงทั้งหลาย.
[๑๖๐๔] ความจริง จิตของหญิงเหมือนกับจิต
ของลิง ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เหมือนกับเงาต้นไม้ หัวใจของ
หญิงทั้งหลายไหวไปมา เหมือนล้อรถที่กำลังหมุนไป
ฉะนั้น.
[๑๖๐๕] คราวใด หญิงมองเห็นทรัพย์ของบุรุษ
ที่ควรจะถือเอาได้ คราวนั้น ย่อมใช้วาจาอ่อนหวาน

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 107 (เล่ม 60)

นำพาเอาบุรุษนั้นไป เหมือนชาวกัมโพชใช้สาหร่ายล่อ
ม้าไปได้ ฉะนั้น.
[๑๖๐๖] คราวใด ไม่มองเห็นทรัพย์ของบุรุษที่
ควรจะถือเอาได้ คราวนั้น ย่อมละทิ้งบุรุษนั้นไปเสีย
เหมือนบุคคลข้ามฟากถึงฝั่งโน้นแล้ว ก็ทิ้งแพไปเสีย
ฉะนั้น.
[๑๖๐๗] หญิงเปรียบเหมือนยางรัก กินไม่เลือก
เหมือนเปลวไฟ มีมายาแรงกล้าเหมือนแม่น้ำอันมี
กระแสเชี่ยว ย่อมคบหาบุรุษทั้งที่น่ารักและไม่น่ารัก
เหมือนเรือจอดไม่เลือกว่าฝั่งข้างนี้ หรือข้างโน้น ฉะนั้น.
[๑๖๐๘] หญิงไม่ใช่ของบุรุษคนเดียวหรือสอง
คน ย่อมต้อนรับทั่วไปเหมือนร้านตลาด ผู้ใดสำคัญ
ซึ่งหญิงเหล่านั้นว่าของเรา ก็เท่ากับดักลมด้วยตาข่าย
ฉะนั้น.
[๑๖๐๙] แม่น้ำ หนทาง ร้านขายเหล้า สภา
และบ่อน้ำ มีอุปมา ฉันใด หญิงในโลกก็มีอุปไมย
ฉันนั้น เขตแดนของหญิงเหล่านั้นไม่มีเลย.
[๑๖๑๐] หญิงเหล่านั้นเสมอด้วยไฟกินเปรียง
เปรียบด้วยหัวงูเห่า เลือกหยิบเอาแต่ที่อร่อย ๆ เหมือน
โคเลือกกินหญ้าในภายนอก ฉะนั้น.
[๑๖๑๑] ไฟกินเปรียง ๑ ช้างสาร ๑ งูเห่า ๑
พระเจ้าแผ่นดินผู้ได้มูรธาภิเษก ๑ หญิงทุกคน ๑ ทั้ง ๕ นี้

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 108 (เล่ม 60)

คนพึงคบหาด้วยความระมัดระวังเป็นนิตย์ เพราะว่าสิ่ง
ทั้ง ๕ นั้นมีอัธยาศัยที่รู้ได้ยาก.
[๑๖๑๒] หญิงที่งามเกินไป ๑ หญิงที่ชายเป็น
อันมากไม่รักใคร่ (หญิงแพศยา) ๑ หญิงที่เหมือนมือ
ขวา (ชำนาญการฟ้อนการขับ ) ๑ หญิงที่เป็นภรรยา
ของคนอื่น ๑ หญิงที่เห็นแก่ทรัพย์ ๑ หญิง ๕ จำพวก
นี้ก็ไม่ควรคบหา.
จบจุลลกุณาลชาดกที่ ๑
อรรถกถาทวาทสนิบาต
จุลกุณาลชาดก
ชาดกเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ขุทฺทานํ ลหุจิตฺตานํ ดังนี้ จักมี
อย่างแจ่มแจ้งในกุณาลชาดก.๑
จบอรรถกถาจุลกุณาลชาดก
ดูพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๑ หน้า ๕๑๔

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 109 (เล่ม 60)

๒. ภัททสาลชาดก
ว่าด้วยการบำเพ็ญประโยชน์แก่ญาติ
[๑๖๑๓] ท่านเป็นใคร มีผ้าอันสะอาดหมดจด
มายืนอยู่บนอากาศ เพราะเหตุไร น้ำตาของท่านจึงไหล
ภัยมาถึงท่านแต่ที่ไหน.
[๑๖๑๔] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อหม่อม
ฉันได้รับการบูชาอยู่ ๖๐,๐๐๐ ปี ชนทั้งหลายรู้จัก
หม่อมฉันว่า ภัททสาละ ในแว่นแคว้นของพระองค์
นี้แล.
[๑๖๑๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระ-
ราชาพระองค์ก่อน ๆ เมื่อสร้างพระนคร อาคาร และ
ปราสาทต่าง ๆ พระราชาเหล่านั้นมิได้ดูหมิ่นหม่อมฉัน
เลย พระราชาเหล่านั้นบูชาหม่อมฉัน ฉันใด แม้
พระองค์ก็จงบูชาหม่อมฉัน ฉันนั้นเถิด.
[๑๖๑๖] ก็ข้าพเจ้ามิได้เห็นต้นไม้อื่นที่จะใหญ่โต
เหมือนท่าน โดยประมาณ ท่านเป็นไม้งามแต่กำเนิด
ด้วยย่านและปริมณฑล.
[๑๖๑๗] ข้าพเจ้าจะให้นายช่างทำปราสาทมีเสา
เดียว เป็นที่รื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าจะเชื้อเชิญท่านมาอยู่ที่
ปราสาทนั้น ดูก่อนเทวดา ชีวิตของท่านจักยั่งยืน.

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 110 (เล่ม 60)

[๑๖๑๘] ถ้าพระองค์ทรงดำริอย่างนี้ ก็จำต้อง
พลัดพรากจากต้นรังอันเป็นร่างกายของหม่อมฉัน
พระองค์จงตัดหม่อมฉันทำเป็นท่อน ๆ ให้มากเถิด.
[๑๖๑๙] พระองค์จงตัดปลายก่อน แล้วจงตัด
ท่อนกลาง ภายหลังจึงตัดที่โคน เมื่อหม่อมฉันถูกตัด
อย่างนี้ ถึงจะตายลงก็ไม่มีทุกข์.
[๑๖๒๐] ราชบุรุษตัดมือเเละเท้า ตัดหูและจมูก
ภายหลังจึงตัดศีรษะของโจรผู้เป็นอยู่ ความตายนั้น
ชื่อว่าตายเป็นทุกข์.
[๑๕๒๑] ดูก่อนต้นรังที่เป็นเจ้าแห่งป่า เขาตัด
เป็นท่อน ๆ เป็นสุขหรือหนอ ท่านมีเหตุอะไร มั่นใจ
อย่างไร จึงปรารถนาให้ตัดเป็นท่อน ๆ.
[๑๖๒๒] ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันยึดมั่นเหตุ
อันใด อันเป็นเหตุประกอบด้วยธรรม ปรารถนาให้
ตัดเป็นท่อน ๆ ขอพระองค์จงสดับเหตุอันนั้น.
[๑๖๒๓] หมู่ญาติของหม่อมฉัน เจริญอยู่ด้วย
ความสุข เกิดแล้วใกล้ต้นรังข้างหม่อมฉัน หม่อมฉัน
พึงเข้าไปเบียดเบียนหมู่ญาติเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้
หม่อมฉันชื่อว่าเข้าไปสั่งสมสิ่งที่มิใช่ความสุขให้แก่คน
เหล่าอื่น เหตุนั้น หม่อมฉันจึงปรารถนาให้ตัดเป็น
ท่อน ๆ.

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 111 (เล่ม 60)

[๑๖๒๔] ดูก่อนต้นรังที่เป็นเจ้าแห่งป่า ท่านย่อม
คิดสิ่งที่ควรคิด ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์แก่หมู่
ญาติ ดูก่อนสหาย ข้าพเจ้าให้อภัยแก่ท่าน.
จบภัททสาลชาดกที่ ๒
อรรถกถาภัททสาลชาดก
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
พระปรารภ การบำเพ็ญประโยชน์แก่พระญาติ ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้น
ว่า กา ตฺวํ สุทฺเธหิ วตฺเถหิ ดังนี้.
เรื่องพิสดารมีว่า การฉันเป็นประจำของภิกษุ ๕๐๐ รูป เป็นไปอยู่ใน
นิเวศน์ของท่านอนาถปิณฑิกะ ณ พระนครสาวัตถี โดยทำนองนั้นในนิเวศน์
ของนางวิสาขา และในพระราชวังของพระเจ้าโกศล. ก็ในพระราชนิเวศน์นั้น
เจ้าหน้าที่ย่อมถวายโภชนะอันมีรสเลิศต่าง ๆ โดยแท้ ถึงอย่างนั้น ใคร ๆ ที่เป็น
ผู้คุ้นเคยกันของภิกษุไม่มีอยู่เลย. เหตุนั้น พวกภิกษุจึงไม่ค่อยฉันในพระราช-
นิเวศน์ ภิกษุเหล่านั้นรับภัตพากันไปสู่เรือนของท่านอนาถปิณฑิกะหรือนาง
วิสาขา หรือมิฉะนั้นก็เรือนของคนที่คุ้นเคยกันอื่น ๆ แล้วจึงฉัน. วันหนึ่ง
พระราชาทรงส่งบรรณาการที่คนนำมา ไปสู่โรงฉันว่า พวกเจ้าจงถวายแก่
พวกภิกษุ ครั้นราชบุรุษกราบทูลว่า ในโรงฉันไม่มีภิกษุ ตรัสสั่งถามว่า
ท่านไปที่ไหนเสียเล่า ทรงสดับว่า พากันไปนั่งฉันที่เรือนของคนที่คุ้นเคย
แห่งตน พระเจ้าข้า พอเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จ เสด็จไปสำนักพระศาสดา

111