ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 976 (เล่ม 59)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระเกศางาม กระต่าย
เหล่าใดที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน หม่อมฉันไม่
ปรารถนาสิ้นทั้งนั้น หม่อมฉันปรารถนากระ
ต่ายจากดวงจันทร์ ขอพระองค์ได้ทรงโปรด
สอยกระต่ายนั้นมาให้หม่อมฉันเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอหร ได้แก่ให้หยั่งลง.
พระราชาทรงสดับถ้อยคำของฆตบัณทิตแล้ว ทรงโทมนัสว่า
น้องชายของเราเป็นบ้าเสียแล้วโดยไม่ต้องสงสัย จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-
น้อง เจ้าปรารถนาสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนา
กัน อยากได้กระต่ายจากดวงจันทร์ จักละชีวิต
ที่ยังดีไปเสียเป็นแน่.
พระราชาเมื่อจะทรงทักพระกนิษฐาจึง ตรัสว่า น้อง ในพระ-
คาถานั้น ข้อนี้มีอธิบายว่า แน่ะพ่อท่านใดปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา
ท่านนั้นผู้เป็นน้องของเรา จักละชีวิตของตนที่ดียิ่งไปเสียเป็นแน่.
ฆตบัณฑิตฟังพระราชดำรัสแล้ว ยืนนิ่งอยู่กล่าวว่า ข้าแต่
พระเจ้าพี่ เจ้าพี่ทรงทราบว่าข้าพระองค์ปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์
ไม่ได้แล้วจะตาย ก็เหตุไร เจ้าพี่จึงเศร้าโศกถึงโอรสที่สิ้นพระชนม์ไป
แล้วเล่า ? แล้วกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-

976
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 977 (เล่ม 59)

ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ถ้าพระองค์
ทรงทราบและตรัสสอนผู้อื่นอย่างนี้ไซร้ เหตุไร
พระองค์จึงทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรสผู้สิ้น
พระชนม์ไปแล้วในกาลก่อน จนกระทั้งถึงวัน
นี้เล่า ?
คำว่า เอวํ ในคาถานั้น มีอธิบายว่า ถ้าพระองค์ทรงทราบ
อย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าของที่ไม่ควรได้ บุคคลก็ไม่ควรหวังดังนี้ไซร้. บทว่า
ยทญฺญมนุสาสสิ ความว่า ผิว่าพระองค์ทรงทราบอยู่อย่างนี้แหละ
ตรัสสอนผู้อื่นอยู่. บทว่า. ปุเร เป็นต้น ความว่า ฆตบัณฑิตกล่าวว่า
เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรส
ผู้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว นับจากนี้ไปถึง ๔ เดือน จนกระทั้งถึงวันนี้เล่า ?
ฆตบัณฑิตยืนอยู่ระหว่างวิถีกราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระเจ้าพี่
หม่อมฉันปรารถนาสิ่งที่เห็นปรากฏอยู่แท้ ๆ แต่เจ้าพี่ทรงเศร้าโศกเพื่อ
ทรงประสงค์สิ่งที่มิได้ปรากฏอยู่ เมื่อจะแสดงธรรมถวายพระราชา ได้
กล่าวคาถา ๒ คาถาอีกว่า :-
มนุษย์หรือเทวดาไม่พึงได้ฐานะอันใด
คือความมุ่งหวังว่า บุตรของเราที่เกิดมาแล้ว
อย่าตายเลย พระองค์ทรงปรารถนาฐานะอัน
นั้นอยู่ จะพึงทรงได้ฐานะที่ไม่ควรได้แต่ที่ไหน

977
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 978 (เล่ม 59)

ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ พระองค์ทรงเศร้า
โศกถึงพระโอรสองค์ใด ผู้ไปปรโลกแล้วพระ-
องค์ก็ไม่สามารถจะนำพระโอรสนั้นมาได้ด้วย
มนต์ ยารากไม้ โอสถ หรือพระราชทรัพย์เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เป็นต้น ความว่า ฆตบัณฑิต
แสดงว่ามนุษย์หรือเทวดาไม่พึงได้อีก คือไม่อาจเพื่ออันได้ฐานะอันใด
คือความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า บุตรของเราที่เกิดมาแล้วอย่าตายเลย พระองค์
ทรงปรารถนาฐานะอันนั้นอยู่ จะพึงทรงให้ฐานะที่ไม่ควรได้นั้น คือ
พระโอรสผู้ไปปรโลกแล้วแต่ที่ไหน ? คือจะสามารถได้ด้วยเหตุอะไร ?
ได้แก่ไม่สามารถจะได้ฐานะที่ไม่ควรได้นั้น. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้น
ขึ้นชื่อว่าสิ่งอันไม่ควรได้คือฐานะอันไม่ควรได้นั้น จะพึงได้แต่ที่ไหน.
บทว่า มนฺตา คือ ด้วยการร่ายมนต์ บทว่า มูลเภสชฺช
คือ ด้วยรากยา บทว่า โอสเถหิ คือ ด้วยโอสถชนิดต่าง ๆ. บทว่า
ธเนน วา คือ หรือด้วยพระราชทรัพย์นับด้วย ๑๐๐ โกฏิ.
คำนี้มีอธิบายว่า พระองค์ทรงเศร้าโศกถึงพระโอรสองค์ใดผู้ไป
ปรโลกแล้ว พระองค์ก็ไม่สามารถจะนำพระโอรสนั้นมาได้แม้ด้วยการ
ร่ายมนต์เป็นต้นเหล่านั้น.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสว่า แน่ะพ่อฆตบัณฑิตคำที่
กล่าวนี้ควรกำหนดไว้ ท่านได้ทำให้เราหายโศกแล้ว เมื่อจะสรรเสริญ

978
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 979 (เล่ม 59)

ฆตบัณฑิต จึงตรัสพระคาถา ๔ พระคาถาว่า :-
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเช่นนี้ เป็นอำมาตย์
ของพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์
นั้นจะมีความโศกนาแต่ไหน เหมือนฆตบัณฑิต
ดับความโศกของเราในวันนี้ ฆตบัณฑิตได้
รดเราผู้เร่าร้อนให้สงบระงับ ดับความกระวน
กระวายทั้งปวงได้ เหมือนบุคคลดับไฟที่ติด
เปรียงด้วยน้ำฉะนั้น ฆตบัณฑิตได้ถอนลูกศร
ที่เสียบแทงหทัยของเราออกแล้ว ได้บรรเทา
ความโศกถึงบุตรของเรา ผู้ถูกความเศร้าโศก
ครอบงำแล้วหนอ เราเป็นผู้ถอนลูกศรออกได้
แล้วปราศจากความโศก ไม่ขุ่นมัว จะไม่เศร้า
โศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของเจ้า นะ
น้อง.
บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาที่หนึ่งมีความย่อดังนี้ว่า บุรุษผู้เป็น
บัณฑิตเช่นนี้ เป็นอำมาตย์ของพระราชาแม้พระองค์อื่นใด พระราชา
พระองค์นั้น จะมีความโศกมาแต่ไหน เหมือนดังฆตบัณฑิต ยังเราผู้ถูก
ความเศร้าโศกถึงบุตรครอบงำแล้วให้ดับ คือให้เย็นได้แก่ให้ตื่น เพื่อ

979
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 980 (เล่ม 59)

ประโยชน์แก่การกำจัดความโศกฉะนั้น. คาถาที่เหลือมีเนื้อความดังกล่าว
แล้วนั่นแหละ.
ในอวสาน มีอภิสัมพุทธคาถา ซึ่งมีเนื้อความง่ายดังนี้ว่า :-
ผู้มีปัญญา มีใจกรุณา ย่อมทำผู้ที่เศร้า
โศกให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกได้ เหมือน
ฆตบัณฑิตทำพระเชษฐาผู้เศร้าโศกให้หลุดพ้น
จากความเศร้าโศก ฉะนั้น.
เมื่อพระเจ้าวาสุเทพ ผู้อันฆตบัณฑิตทำให้หมดความโศกแล้ว
อย่างนี้ครองราชสมบัติอยู่ โดยล่วงไปแห่งกาลยืดยาวนาน พระกุมาร
โอรสของกษัตริย์พี่น้องทั้ง ๑๐ ปรึกษากันว่า เขากล่าวกันว่า กัณหที-
ปายนดาบสผู้มีตาดังทิพย์ พวกเราจักทดลองท่านดูก่อน จึงประดับกุมาร
เด็กผู้ชายคนหนึ่ง แสดงอาการเหมือนหญิงมีครรภ์ เอาลูกแก้วมรกต
ผูกไว้ที่ท้อง แล้วนำไปหาพระดาบสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เด็กหญิง
นี้จักคลอดหรือไม่ ? พระดาบสพิจารณาดูรู้ว่า กาลวิบัติของกษัตริย์พี่
น้อง ๑๐ องค์มาถึงแล้ว อายุสังขารของพวกเราเป็นเช่นไรหนอ ? ก็รู้ว่า
จักตายวันนี้แน่ จึงกล่าวว่า กุมารทั้งหลาย พวกท่านต้องการอะไรด้วย
เรื่องนี้ ถูกพวกกุมารเซ้าซี้ว่า ขอท่านจงบอกแก่พวกกระผมเถิด พระ-
เจ้าข้า จึงกล่าวว่า ต่อนี้ไป ๗ วัน กุมาริกาผู้นี้จักคลอดปุ่มไม้ตะเคียน
ออกมา ด้วยเหตุนั้นตระกูลของวาสุเทพจักพินาศ อนึ่ง ท่านทั้งหลาย
จงเอาปุ่มไม้ตะเคียนนั้น ไปเผาแล้วเอาเถ้าไปทิ้งในแม่น้ำ ลำดับนั้น

980
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 981 (เล่ม 59)

พระกุมารเหล่านั้นกล่าวกะพระดาบสว่า ดูก่อนชฎิลโกง ธรรมดาผู้ชาย
ออกลูกได้ไม่มีเลย แจ้วทำกรรมกรณ์ชื่อตันตรัชชุกะ. ให้ดาบสิ้นชีวิต
ในที่นั่นเอง.
กษัตริย์พี่น้องทั้งหลาย เรียกพระกุมารมาตรัสถามว่า พวกเจ้า
ฆ่าพระดาบสเพราะเหตุไร ? ครั้นได้สดับเรื่องทั้งหมดแล้วทรงหวาดกลัว
จึงรักษาเด็กนั้นไว้ ครั้นถึงวันที่ ๗ ให้เผาปุ่มตะเคียนที่ออกจากท้อง
เด็กนั้น แล้วเอาเถ้าไปทิ้งในแม่น้ำ เถ้านั้นถูกน้ำพัดไปติดอยู่ที่ปากอ่าว
ข้างหนึ่ง เกิดเป็นตะไคร่น้ำขึ้นที่นั้น.
อยู่มาวันหนึ่ง กษัตริย์เหล่านั้นชวนกันทรงสมุทรกีฬา เสด็จไป
ถึงปากอ่าวแล้วให้ปลูกมหามณฑปทรงเสวยทรงดื่ม ทรงหยอกเย้ากันที่
มหามณฑปซึ่งตกแต่งงดงาม ใช้พระหัตถ์และพระบาทถูกต้องกันแต่
เป็นไปด้วยอำนาจความเย้ยหยัน จึงทะเลาะกันยกใหญ่ แตกกันเป็น
สองพวก ลำดับนั้น กษัตริย์พระองค์หนึ่ง เมื่อไม่ได้ไม้ตะบองอย่างอื่น
ก็ถือใบตะไคร้น้ำแต่กอตะไคร้น้ำใบหนึ่ง ใบตะไคร้น้ำนั้น พอถูกจับเข้า
เท่านั้น ก็กลายเป็นสากไม้ตะเคียน พระองค์ทรงตีมหาชนด้วยสากนั้น
แล้ว สิ่งที่คนทั้งหมดจับด้วยเข้าใจว่าเป็นอย่างอื่น ก็กลายเป็นสากไป
หมด เขาจึงประหารกันและกันถึงความพินาศสิ้น เมื่อเขาเหล่านั้นกำลัง
พินาศอยู่ กษัตริย์ องค์คือ วาสุเทพ พลเทพ อัญชนเทวีภคินี และ
ปุโรหิต พากันขึ้นรถหนีไป พวกที่เหลือพากันพินาศหมด กษัตริย์ ๔
องค์เหล่านั้นขึ้นรถหนีไปถึงดงกาฬมัตติกะ ก็มุฏฐิกะคนปล้ำนั้นซึ่งตั้ง

981
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 982 (เล่ม 59)

ความปรารถนาไว้ได้เกิดเป็นยักษ์อยู่ในดงนั้น รู้ว่าพลเทพมาก็เนรมิตร
บ้านขึ้นที่นั้น แปลงเพศเป็นคนปล้ำเที่ยวโห่ร้องคำรามตบมือท้าทายว่า
ใครต้องการสู้ พลเทพพอเห็นเขาเหล่านั้นก็กล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าพี่
หม่อมฉันจักสู้กับบุรุษนี้เอง เมื่อวาสุเทพห้ามอยู่นั่นแหละ ลงจากรถ
ตบมือเข้าไปหายักษ์นั้น ลำดับนั้น ยักษ์จึงจับมือที่เหยียดออกแล้วกิน
พลเทพเสียดุจเหง้าบัว.
วาสุเทพรู้ว่าพลเทพสิ้นชีวิต จึงพาภคินีและปุโรหิตเดินทางไป
ตลอดคืน พอรุ่งสว่างก็ถึงปัจจันตคามตำบลหนึ่ง สั่งภคินีและปุโรหิต
ไปยังบ้านสั่งว่า จงหุงอาหารแล้วนำมา ตัวเองเข้าไปนอนซ่อนอยู่ที่กอ
ไม้กอหนึ่ง ครั้งนั้น นายพรานคนหนึ่งชื่อชรา เห็นกอไม้ไหวๆ เข้าใจว่า
สุกรจักมีที่นั่น จึงพุ่งหอกไปถูกพระบาทวาสุเทพ เมื่อวาสุเทพตรัสว่า
ใครแทงเรา นายพรานรู้ว่าตนแทงมนุษย์ ก็ตกใจกลัว ปรารภจะหนีไป
พระราชาดำรงพระสติไว้เสด็จลุกขึ้น ตรัสเรียกว่า ดูก่อนลุง อย่ากลัว
เลยจงมาเถิด ครั้นนายพรานมาแล้ว จึงตรัสถามว่า ท่านชื่ออะไร ?
เมื่อนายพรานตอบว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าชื่อชรา ก็ทรงทราบว่า นัยว่า
คนรุ่นก่อนพยากรณ์เราไว้ว่า จักถูกนายชราแทงตาย วันนี้เราคงตาย
โดยไม่ต้องสงสัย แล้วตรัสกะนายชราว่า ดูก่อนลุง ท่านอย่ากลัวเลย
จงมาช่วยพันแผลที่เท้าให้เรา ให้นายพรานชราพันปากแผลแล้วก็ส่ง
นายพรานนั้นไป เวทนามีกำลังได้เป็นไปอย่างแรงกล้า พระราชา
ไม่อาจจะเสวยพระกระยาหารที่ภคินีและปุโรหิตนำมาได้ ลำดับนั้น

982
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 983 (เล่ม 59)

พระองค์จึงตรัสเรียกชนทั้งสองมาตรัสว่า เราจักตายวันนี้ ก็ท่านทั้ง ๒
เป็นสุขุมาลชาติ ไม่อาจจะทำการงานอย่างอื่นเลี้ยงชีพได้ จงเรียนวิชา
นี้ไว้ แล้วให้ศึกษาวิชาอย่างหนึ่ง แล้วส่งเขากลับไป พระองค์สิ้นพระ-
ชนม์อยู่ ณ ที่นั้นเอง กษัตริย์พี่น้องทั้งหมด นอกจากอัญชนเทวีแล้ว
ถึงความพินาศสิ้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนอุบาสก โบราณบัณฑิตฟังด้วยคำของบัณฑิตแล้ว กำจัดความ
โศกถึงบุตรของตนออกได้ ท่านอย่าคิดถึงเขาเลย ดังนี้แล้วทรงประกาศ
สัจธรรม เวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพล
ทรงประชุมชาดกว่า โรหิเณยยอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์
ในบัดนี้ วาสุเทพในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ พวกที่
เหลือนอกนี้ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนฆตบัณฑิต
ในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้สัมมาสัมพุทธะเปิดหลังคาคือกิเลสในโลกได้
แล้ว ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาฆตบัณฑิตชาดกที่ ๑๖

983
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 984 (เล่ม 59)

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. จตุทวารชาดก ๒. กัณหชาดก ๓. จตุโปสถชาดก
๔. สังขชาดก ๕. จุลลโพธิชาดก ๖. มัณฑัพยชาดก ๗. นิโครธ
ชาดก ๘. ตักกลชาดก ๙. มหาฐัมมปาจชาดก ๑๐. กุกกุฏชาดก
๑๑. มัฏฐกุณฑศิชาดก ๑๒. พิลารโกสิยชาดก ๑๓. จักกวากชาดก
๑๔. ภูริปัญหาชาดก ๑๕. มหามังคลชาดก ๑๖. ฆตบัณฑิตชาดก.
จบ ทสกนิบาตชาดก

984
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 1 (เล่ม 60)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก
เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๖
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เอกาทสนิบาตชาดก
๑. มาตุโปสกชาดก
ว่าด้วยเรื่องพญาช้างเลี้ยงมารดา
[๑๔๙๓] ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว
หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย งอกงามขึ้นแล้ว
เพราะพญาช้างนั้นพลัดพรากไป อนึ่ง ต้นกรรณิการ์
ทั้งหลายที่เชิงเขาก็เผล็ดดอกบาน.
[๑๔๙๔] พระราชาหรือพระราชกุมาร ประทับ
นั่งบนคอพญาช้างใด ซึ่งไม่มีความสะดุ้ง ย่อมกำจัด
เสียซึ่งปัจจามิตรทั้งหลาย อิสรชนผู้ประดับด้วยอาภรณ์
อันงดงามผู้หนึ่ง ย่อมเลี้ยงดูพญาช้างนั้นด้วยก้อนข้าว.

1