ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 966 (เล่ม 59)

ครั้งนั้น พระเจ้ามหาสาครราช เสวยราชสมบัติอยู่ในอุตตร-
ปถประเทศ พระองค์มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ องค์หนึ่งพระนาม
ว่าสาคร องค์หนึ่งพระนามว่าอุปสาคร ก็ในบรรดาพระราชโอรส ๒
พระองค์นั้น เมื่อพระชนกเสด็จสวรรคต สาครราชโอรสได้เป็นพระ-
ราชา อุปสาครราชโอรสได้เป็นอุปราช อุปสาครอุปราชนั้นเป็นสหาย
ของอุปกังสอุปราช สำเร็จการศึกษาคราวเดียวกัน ในตระกูลอาจารย์
คนเดียวกัน.
อุปสาครอุปราชได้ทำมิดีมิงาม นางสนมกำนัลในของพระเจ้าพี่
สาครราช กลัวพระราชอาชญาหนีไปสำนักอุปกังสอุปราช ในแคว้น
กังสโคตร อุปกังสอุปราชพาเข้าเฝ้าพระเจ้ากังสราช พระเจ้ากังสราช
ทรงประทานยศใหญ่แก่อุปสาครอุปราช อุปสาครอุปราชเมื่อไปเฝ้า
พระราชา เห็นปราสาทเสาเดียว ซึ่งเป็นที่ประทับของพระนางเทวคัพภา
จึงถามว่านี่ที่อยู่ของใคร ครั้นทราบความนั้นแล้ว ก็มีจิตปฏิพัทธ์ใน
พระนางเทวคัพภา.
วันหนึ่ง พระนางเทวคัพภาทอดพระเนตรเห็นอุปสาครอุปราช
ไปเฝ้าพระราชาพร้อมกับอุปกังสอุปราช จึงตรัสถามว่า นั่นใคร ทรง
ทราบจากนางนันทโคปาว่า โอรสพระเจ้ามหาสาครราชพระนามว่า
อุปสาคร ก็มีจิตปฏิพัทธ์ในอุปสาครอุปราชนั้น อุปสาครอุปราชให้สิน
บนนางนันทโคปา แล้วกล่าวว่า น้องหญิง ท่านอาจที่จักพาพระนาง
เทวคัพภามาให้เราไหม ? นางนันทโคปากล่าวว่า ข้อนั้นไม่ยากดอก

966
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 967 (เล่ม 59)

นาย แล้วก็บอกเรื่องนั้นแก่พระนางเทวคัพภา ตามปกติพระนางก็มีจิต
ปฏิพัทธ์ในอุปสาครอุปราชอยู่แล้ว พอได้ฟังดังนั้นก็รับว่าดีแล้ว นาง
นันทโคปาให้สัญญาแก่อุปสาครอุปราชให้ขึ้นปราสาทในเวลาราตรี อุป-
สาครอุปราชได้ร่วมสังวาสกับพระนางเทวคัพภา โดยทำนองนั้นบ่อย ๆ
เข้าพระนางได้ตั้งครรภ์ต่อมาข่าวพระนางทรงครรภ์ก็ได้ปรากฏขึ้นพระ-
เชษฐาทั้งสองจึงถามนางนันทโคปา นางนันทโคปาทูลขออภัยแล้ว
กราบทูลความลับนั้นให้ทรงทราบ พระเชษฐาทั้ง ๒ พระองค์ทรงทราบ
แล้ว จึงปรึกษากันว่า เราไม่อาจที่จะสำเร็จโทษน้องหญิงได้ ถ้าเธอ
คลอดพระธิดา เราจักไม่สำเร็จโทษ แต่ถ้าเป็นพระโอรส เราจักสำเร็จ
โทษเสีย แล้วประทานพระนางเทวคัพภาแก่อุปสาครอุปราช พระนาง
เทวคัพภาทรงครรภ์ครบกำหนดแล้วก็ประสูติพระธิดา พระเชษฐาทั้ง
สองทรงทราบแล้วดีพระทัย ตั้งพระนามให้พระธิดานั้นว่า อัญชนเทวี
ได้พระราชทานบ้านส่วยชื่อโภควัฒมานะแก่กษัตริย์ทั้ง ๒ อุปสาครอุป-
ราช จึงพาพระนางเทวคัพภาไปประทับ ณ โภควัฒมานคาม พระนาง
เทวคัพภาก็ทรงครรภ์อีก แม้นางนันทโคปาก็ตั้งครรภ์ในวันนั้นเหมือน
กัน เมื่อหญิงทั้งสองมีครรภ์ครบกำหนดแล้ว พระนางเทวคัพภาประสูติ
พระโอรส แม้นางนันทโคปาก็คลอดธิดาในวันเดียวกันนั่นเอง พระ-
นางเทวคัพภากลัวพระโอรสจะพินาศด้วยราชภัย จึงส่งพระโอรสไปให้
นางนันทโคปา และให้นางนันทโคปานำธิดามาให้เปลี่ยนกันเลี้ยงเงียบ.
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลความที่พระนางเทวคัพภาประสูติแล้ว
ให้พระเชษฐาทั้ง ๒ ทรงทราบ พระเชษฐาทั้ง ๒ พระองค์นั้นตรัสถาม

967
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 968 (เล่ม 59)

ว่า ประสูติโอรสหรือธิดา เมื่อได้รับตอบว่า ธิดา จึงรับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น
ท่านทั้งหลายจงเลี้ยงไว้เถิด พระนางเทวคัพภาประสูติพระโอรสรวม ๑๐
องค์ นางนันทโคปาก็คลอดลูกหญิงรวม ๑๐ คน ได้เปลี่ยนให้กันเลี้ยง
ด้วยอุบายนี้ โอรสของพระนางเทวคัพภาเจริญอยู่ในสำนักนางนันท-
โคปา ลูกหญิงของนางนันทโคปาเจริญอยู่ในสำนักของพระนางเทวคัพ-
ภา ใคร ๆ มิได้รู้ความลับเรื่องนั้น.
โอรสองค์ใหญ่ของพระนางเทวคัพภา นามว่าวาสุเทพ องค์ที่ ๒
นามว่าพลเทพ องค์ที่ ๓ นามว่าจันทเทพ องค์ที่ ๔ นามว่าสุริยเทพ
องค์ที่ ๕ นามว่าอัคคิเทพ องค์ที่ ๖ นามว่าวรุณเทพ องค์ที่ ๗ นามว่า
อัชชุนะ องค์ที่ ๘ นามว่าปัชชุนะ องค์ที่ ๙ นามว่าฆตบัณฑิต องค์
ที่ ๑๐ นามว่าอังกุระ โอรสเหล่านั้นได้ปรากฏว่าพี่น้อง ๑๐ คนเป็น
บุตรของอันธกเวณฑุทาส.
ต่อมาโอรสเหล่านั้น ครั้นเจริญวัยแล้วมีกำลังเรี่ยวแรงมาก เป็น
ผู้หยาบช้ากล้าแข็ง พากันเที่ยวปล้นประชาชน แม้คนนำบรรณาการ
ไปถวายพระราชา ก็พากันปล้นเอาหมด ประชาชนประชุมกันร้องทุกข์
ที่พระลานหลวงว่า พี่น้อง ๑๐ คน ซึ่งเป็นบุตรของอันธกเวณฑุทาส
ปล้นแว่นแคว้น พระราชารับสั่งให้เรียกตัวอันธกเวณฑุทาสมาตรัสคุก
คามว่า เหตุไร ? เจ้าจึงปล่อยให้ลูกทำการปล้น ดังนี้ เมื่อประชาชน
ร้องทุกข์ถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งอย่างนี้ พระราชาก็ทรงคุกคามอันธกเวณฑุ

968
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 969 (เล่ม 59)

เขากลัวต่อมรณภัย ทูลขออภัยโทษกะพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้สมมติเทพ กุมารเหล่านั้นมิใช่บุตรของข้าพระองค์ เป็นโอรส
ของอุปสาครอุปราช แล้วกราบทูลความลับเรื่องนั้นให้ทรงทราบ พระ-
ราชาทรงตกพระทัย ตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เราจะใช้อุบายอย่างไร
จึงจักจับกุมารเหล่านั้นได้ ? เมื่อพวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้สมมติเทพ กุมารเหล่านั้นลำพองจิตด้วยมวยปล้ำ ข้าพระองค์จักให้ทำ
การต่อสู้ขึ้นในพระนคร แล้วให้จับกุมารเหล่านั้นผู้มาสู่สนามยุทธฆ่า
เสีย ณ ที่นั้น ดังนี้ จึงรับสั่งให้เรียกนักมวยปล้ำมา ๒ คน คนหนึ่ง
ชื่อวานุระ อีกคนหนึ่งชื่อมุฏฐิกะ แล้วให้ตีกลองประกาศทั่วพระนครว่า
จากวันนี้ไป ๗ วัน จักมีการต่อสู้ ดังนี้แล้วให้ตระเตรียมสนามต่อสู้ที่
พระลานหลวง ให้ทำสังเวียนนั้นสนามต่อสู้แล้วให้ผูกธงและแผ่นผ้า.
เสียงเล่าลือกันแซ่ไปทั่วนคร ประชาชนพากันผูกล้อเลื่อนและ
เตียงน้อยใหญ่ วานุระแลมุฏฐิกะก็มายังสนามต่อสู้ โห่ร้องคำราม
ตบมือเดินไปมาอยู่ แม้กุมารพี่น้องทั้ง ๑๐ ก็มาแล้วยื้อแย่งตามถนนขาย
อาหาร ของหอมและเครื่องย้อม แล้วนุ่งห่มผ้าสี แย่งเอาของหอมตาม
ร้านขายของหอม แลดอกไม้ตามร้านขายดอกไม้มาประดับตัวทัดดอกไม้
๒ หู โห่ร้องคำรามตบมือเข้าสนามต่อสู้ ขณะนั้นวานุระเดินตบมืออยู่
พลเทพเห็นดังนั้น จึงคิดว่า เราจะไม่ถูกต้องวานุระด้วยมือ แล้วไป
นำเชือกผูกช้างเส้นใหญ่มาแต่โรงช้าง โห่ร้องคำรามแล้วโยนเชือกไป
พันท้องวานุระ รวบปลายเชือกทั้ง ๒ เข้ากัน โห่ร้องยกขึ้นหมุนเหนือ

969
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 970 (เล่ม 59)

ศีรษะแล้วฟาดลงแผ่นดิน โยนไปนอกสังเวียน เมื่อวานุระตายแล้ว
พระราชารับสั่งให้มุฏฐิกะคนปล้ำทำการต่อสู้ต่อไป มุฏฐิกะลุกออกไปโห่
ร้องคำรามตบมืออยู่ พลเทพทุบมุฏฐิกะจนกระดูกละเอียด เมื่อมุฏฐิกะ
กล่าวว่า ท่านเป็นนักมวยปล้ำ ฉันไม่ใช่นักมวยปล้ำ จึงตอบว่า เรา
ไม่เข้าใจว่าท่านเป็นนักมวยปล้ำหรือไม่ใช่นักมวยปล้ำ แล้วจับมือทั้ง ๒
ฟาดลงบนแผ่นดินให้ตายแล้วโยนไปนอกสังเวียน มุฏฐิกะเมื่อจะตายได้
ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้เราเป็นยักษ์ได้กินเพลเทพ ครั้นเขาตายไป
แล้วจึงเกิดเป็นยักษ์อยู่ในดงชื่อกาฬมัตติกะ.
พระราชาเสด็จลุกขึ้นตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงจับพี่น้องทั้ง ๑๐
คนเหล่านี้ให้ได้ ขณะนั้น วาสุเทพขว้างจักรไปตกถูกพระเศียรกษัตริย์
สองพี่น้องสิ้นพระชนม์ มหาชนพากันสะดุ้งหวาดกลัว หมอบลงแทบ
บาทของกุมารเหล่านั้นด้วยกล่าวว่า ขอพระองค์ได้เป็นที่พึ่งของพวกข้า-
พระองค์เถิด กุมารเหล่านั้นครั้นปลงพระชนม์พระเจ้าลุงทั้ง ๒ ก็ยืด
ราชสมบัติอสิตัญชนคร ยกมารดาบิดาขึ้นครองราชสมบัติแล้วปรึกษา
กันว่า เรา ๑๐ คนจักชิงราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งหมด แล้วชวนกัน
ยกออกไปโดยลำดับ ถึงอยุชฌนครซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้ากาล-
โยนกราชล้อมเมืองไว้ ทำลายค่ายพังกำแพงเข้าไปจับพระราชา ยึด
ราชสมบัติอยู่ในเงื้อมมือของตน แล้วพากัน ไปถึงกรุงทวาราวดี.
ก็กรุงทวาราวดีนั้นมีสมุทรตั้งอยู่ข้างหนึ่ง มีภูเขาตั้งอยู่ข้างหนึ่ง
ได้ยินว่านครนั้นมีอมนุษย์รักษา ยักษ์ผู้ยืนรักษานครนั้น เห็นปัจจามิตร

970
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 971 (เล่ม 59)

แล้วแปลงเพศเป็นลา ร้องเสียงเหมือนลา ขณะนั้น นครทั้งสิ้นก็เลื่อน
ลอยไปอยู่บนเกาะเกาะ ๑ กลางสมุทร ด้วยอานุภาพยักษ์ เมื่อพวก
ปัจจามิตรไปแล้ว นครก็กลับมาประดิษฐานตามเดิมอีก แม้คราวนั้น
ยักษ์เพศลานั้นรู้ว่ากุมาร ๑๐ คนพี่น้องมา ก็ร้องเป็นเสียงลาขึ้น นคร
ก็เลื่อนลอยไปประดิษฐานอยู่บนเกาะ กุมารเหล่านั้นไม่เห็นนครก็พา
กันกลับ นครก็มาประดิษฐานอยู่ตามเดิมอีก กุมารเหล่านั้นกลับมาอีก
ยักษ์เพศลาก็ได้ทำเหมือนอย่างนั้นอีก กุมารเหล่านั้นเมื่อไม่อาจชิงราช-
สมบัติในกรุงทวาราวดีได้ ก็พากันไปหากัณหทีปายนดาบสนมัสการแล้ว
ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายไม่อาจชิงราชสมบัติ ทวาราวดี
ขอท่านได้บอกอุบายแก่พวกข้าพเจ้าสักอย่างหนึ่ง เมื่อพระดาบสบอกว่า
มีลาตัวหนึ่งเที่ยวอยู่ที่หลังคูแห่งโน้น ลานั้นเห็นพวกอมิตรแล้วร้องขึ้น
ขณะนั้น นครก็เลื่อนลอยไปเสีย ท่านทั้งหลายจงจับเท้าของลานั้น นี้
เป็นอุบายที่จะให้ท่านถึงความสำเร็จดังนี้ กุมารทั้ง ๑๐ นมัสการพระ-
ดาบส แล้วไปหมอบจับเท้าของลาวิงวอนว่า ข้าแต่นาย คนอื่นนอกจาก
ท่านเสียแล้วไม่เป็นที่พึ่งของพวกข้าพเจ้าได้ กาลเมื่อพวกข้าพเจ้ายึดนคร
ขอท่านอย่างได้ร้องขึ้นเลย ยักษ์เพศลากล่าวว่า เราไม่อาจที่จะไม่ร้อง
แต่ว่าท่าน ๔ คนจงมาก่อน จงถือเอาไถเหล็กใหญ่ ๆ แล้วตอกหลัก
เหล็กใหญ่ ๆ ลงกับพื้นแผ่นดิน ที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ด้าน กาลเมื่อนครจะ
เขยื่อนขึ้นจงจับไถแล้วช่วยกันเอาโซ่เหล็กที่ผูกกับไถล่ามไว้กับหลักเหล็ก
นครจักไม่อาจลอยไปได้.

971
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 972 (เล่ม 59)

กุมารเหล่านั้นรับว่าดีแล้ว ครั้นเวลาเที่ยงคืนนั้น ก็พากันถือ
เอาไถแล้วตอกหลักลงบนแผ่นดินที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ด้านยืนอยู่ ขณะ
นั้น ยักษ์เพศลาก็ร้องขึ้น นครเริ่มจะเลื่อนลอย กุมารเหล่านั้นยืนอยู่
ที่ประตูเมื่อทั้ง ๔ ด้าน จับไถเหล็ก ๔ คัน เอาโซ่เหล็กผูกกับไถล่าม
ไว้กับหลักเหล็ก นครก็ไม่อาจเขยื้อนขึ้นได้ ลำดับนั้นกุมาร ๑๐ พี่น้อง
ก็เข้านคร ปลงพระชนม์พระราชาแล้วยึดราชสมบัติได้ กุมารเหล่านั้น
ได้ใช้จักรปลงพระชนม์พระราชาทั้งหมดในนคร ๖ หมื่น ๓ พันนคร
แล้วมารวมกันอยู่ที่กรุงทวาราวดี แบ่งราชสมบัติเป็น ๑๐ ส่วน แต่หา
ทันนึกถึงอัญชนเทวีเชษฐภคินีไม่ ต่อมานึกขึ้นได้จึงปรึกษากันใหม่ว่า
จะแบ่งเป็น ๑๑ ส่วน อังกุรกุมารพูดขึ้นว่า ท่านทั้งหลายจงให้ส่วนของ
เราแก่อัญชนเทวีเชษฐภคินีเถิด เราจะทำการค้าขายเลียงชีพ แต่ท่าน
ทั้งหลายต้องแบ่งส่วยในชนบทของตนให้แก่เราทุก ๆ คน พี่น้อง ๙ องค์
รับว่า ดีแล้ว ดังนี้แล้วมอบราชสมบัติส่วนของอังกุรกุมารให้แก่อัญชน-
เทวีเชษฐภคินี ได้เป็นพระราชา ๙ องค์กับเชษฐภคินี อยู่ด้วยกัน ใน
กรุงทวาราดี ส่วนน้องกุรกุมารได้ทำการค้าขาย.
เมื่อพระราชาพี่น้องเหล่านั้นเจริญด้วยบุตรธิดาต่อ ๆ มาอีกอย่างนี้
ครั้นกาลล่วงไปนาน พระราชมารดาบิดาก็สิ้นพระชนม์ลง ได้ยินว่า
อายุกาลของมนุษย์ในครั้งนั้นถึง ๒๐,๐๐๐ ปี ครั้งนั้น พระปิโยรสองค์
๑ ของวาสุเทพมหาราชสิ้นพระชนม์ พระราชาทรงแต่เศร้าโศกละ
สรรพกิจเสีย นอนกอดแคร่พระแท่นบ่นเพ้ออยู่ กาลนั้น ฆตบัณฑิตคิด

972
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 973 (เล่ม 59)

ว่า เว้นเราเสียแล้ว คนอื่นใครเล่าชื่อว่าสามารถกำจัดความโศกของพี่
ชายเราย่อมไม่มี เราจักใช้อุบายกำจัดความโศกของพี่ชาย คิดดังนี้แล้ว
จึงทำเป็นคนบ้าแหงนดูอากาศเดินบ่นไปทั่วเมืองว่า ท่านจงให้กระต่าย
แก่เรา ท่านจงให้กระต่ายแก่เรา ดังนี้ ข่าวเล่าลือกันไปทั่วเมืองว่า ฆต-
บัณฑิตเป็นบ้าเสียแล้ว.
เวลานั้น อำมาตย์ชื่อโรหิเณยยะไปเฝ้าพระเจ้าวาสุเทพ เมื่อจะ
เริ่มสนทนากับพระองค์ ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ขอพระองค์
จงเสด็จลุกขึ้นเถิด จะมัวทรงบรรทมอยู่ทำไม
ความเจริญอะไรจะมีแก่พระองค์ด้วยพระสุบิน
เล่า พระภาดาของพระองค์แม้ใด เสมอด้วย
พระหฤทัย และเสมอด้วยพระเนตรข้างขวา
ลมได้กระทบดวงหทัยของพระภาดานั้น ข้าแต่
พระองค์ผู้มีพระเกศางาม ฆตบัณฑิตทรงเพ้อไป.
โรหิเณยยะอำมาตย์ ทูลทักทายด้วยโคตรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
กัณหวงศ์ ในคาถานั้น นัยว่าพระวาสุเทพนั้น มีโคตรว่ากัณหายนะ.
บทว่า โก อตฺโถ คือ ความเจริญชื่ออะไร. บทว่า หทยํ จกฺขุญฺจ
ทิกฺขิณํ ความว่า เสมอด้วยพระหฤทัยด้วย เสมอด้วยพระเนตรข้างขวา
ด้วย. บทว่า ตสฺส วาตา พลิยฺยนฺติ ความว่า ลมกระทบดวงหทัย

973
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 974 (เล่ม 59)

ของพระภาดานั่งอยู่ ณ ที่นี้. บทว่า ชปฺปติ คือ ทรงเพ้อไปว่า ท่าน
ทั้งหลายจงให้กระต่ายแก่เรา. บทว่า เกสว ความว่า ได้ยินว่าพระเจ้า
วาสุเทพนั้น ทรงปรากฏพระนามว่า เกสว เพราะทรงมีพระเกษางาม
โรหิเณยยะอำมาตย์ ทูลทักทายพระเจ้าวาสุเทพด้วยพระนามนั้น.
เมื่ออำมาตย์ทูลอย่างนี้แล้ว พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงทราบ
ความที่ฆตบัณฑิตมีจิตมั่นคง จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า :-
พระเจ้าเกสวราช ทรงสดับคำของโรหิ-
เณยยะอำมาตย์นั้นแล้ว อัดอั้นพระหฤทัยด้วย
ความโศกถึงพระภาดา มีพระวรกายสระสับ
กระส่ายเสด็จลุกขึ้น.
พระราชาเสด็จลุกขึ้น รีบเสด็จลงจากปราสาทไปหาฆตบัณฑิต
จับหัตถ์ทั้ง ๒ ไว้แน่น เมื่อจะเจรจากับฆตบัณฑิต ได้กล่าวคาถา
ที่ ๓ ว่า :-
เหตุไรหนอ เจ้าจึงเป็นเหมือนคนบ้า
เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ทั่วนครทวาราวดีนี้ว่า กระต่าย
กระต่าย ใครเขาลักกระต่ายของเจ้าไปหรือ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวลํ ทฺวารกํ อิมํ ความว่า พระ-
ราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไรเจ้าจึงเป็นดังคนบ้า เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ทั่ว

974
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 975 (เล่ม 59)

ทวาราวดีนครนี้ว่า กระต่าย กระต่าย ใครมาลักเอากระต่ายของเจ้าไป
หรือ ? คือกระต่ายของเจ้าใครลักไปแล้วหรือ ?
เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว ฆตบัณฑิตก็ยังตรัสคำนั้นแหละ
อยู่บ่อย ๆ พระราชาจึงตรัส ๒ คาถาอีกว่า :-
เจ้าอยากได้กระต่ายทอง กระต่ายเงิน
กระต่ายแก้วมณี กระต่ายสังขศีลา หรือกระ-
ต่ายแล้วประพาฬประการใด เจ้าจงบอกแก่เรา
เรารักให้เขาทำให้เจ้า ถ้าแม้เจ้าไม่ชอบกระต่าย
เหล่านี้ ฝูงกระต่ายป่าอื่น ๆ มีอยู่ในป่า เราจัก
ให้เขานำเอากระต่ายเหล่านั้นให้เจ้า เจ้าต้อง
การกระต่ายชนิดไรเล่า ?
พึงทราบความย่อในพระคาถานั้น ดังนี้.
บรรดากระต่ายทั้งหลายมีกระต่ายทองเป็นต้นเหล่านั้น เจ้าจง
บอกกระต่ายที่เจ้าต้องการ เราจักให้เขาทำให้เจ้า ถ้าแม้เจ้าไม่ชอบ
กระต่ายเหล่านั้น ฝูงกระต่ายป่าอื่น ๆ ก็มีอยู่ในป่า เราจักให้เขานำเอา
กระต่ายเหล่านั้นมาให้ ดูก่อนท่านผู้มีพระพักตร์อันงาม เจ้าต้องการ
กระต่ายเช่นไรจงบอกมา ?
ฆตบัณฑิตฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๖
ว่า :-

975