ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 956 (เล่ม 59)

สหาย ผู้ที่อยู่ร่วมกัน ๑๐ ปี ๑๒ ปี ชื่อว่าเป็นทั้งสหายและมิตร ไม่ดูหมิ่น
มิตรสหายเหล่านั้น แม้ทั้งปวงด้วยศิลปะอย่างนี้ว่า เรามีศิลปะ พวก
เหล่านี้ ไร้ศิลปะ หรือด้วยสกุล กล่าวคือกุลสมบัติอย่างนี้ว่า เรามีสกุล
พวกเหล่านี้ ไม่มีสกุล หรือด้วยทรัพย์อย่างนี้ว่า เรามั่งคั่ง พวกเหล่านี้
เป็นคนเข็ญใจ หรือด้วยญาติอย่างนี้ว่า เราถึงพร้อมด้วยญาติ พวก
เหล่านี้เป็นคนชาติชั่ว.
บทว่า รุจิปญฺโญ ได้แก่ ผู้มีปัญญาดี คือมีปัญญางาม. บทว่า
อตฺถกาเล ได้แก่ ในเมื่อมีความต้องการ คือเหตุบางอย่างเกิดขึ้น.
บทว่า มตีมา ความว่า ชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้ปรุโปร่ง เพราะเป็น
ผู้สามารถในการกำหนดพิจารณาประโยชน์ คือสิ่งที่ต้องประสงค์ ไม่
ดูหมิ่นสหายเหล่านั้น. บทว่า สหาเยสุ ความว่า โบราณกบัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวการไม่ดูหมิ่นสหายของผู้นั้น ว่าเป็นสวัสดิมงคลในสหาย
ทั้งหลายโดยแท้.
ถ้าเช่นนั้น ผู้นั้น ย่อมเป็นผู้อันมงคลที่ปราศจากโทษคุ้มครอง
แล้ว ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ในข้อนั้น บัณฑิตพึงกล่าวความสวัสดี
เพราะอาศัยสหายผู้เป็นบัณฑิต ด้วยกุสนาลิกชาดก
บทว่า สนฺโต ความว่า สัตบุรุษทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิต เป็น
มิตรแท้ของผู้ใด บทว่า สํวิสฺสฏฺฐา ได้แก่ ผู้ถึงความคุ้นเคย ด้วย
สามารถแห่งการเข้าไปสู่เรือนแล้ว ถือเวลาสิ่งที่ต้องการแล้ว. บทว่า

956
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 957 (เล่ม 59)

อวิสํวาทกสฺส คือผู้มีปกติกล่าวไม่คลาดเคลื่อน. บทว่า น มิตฺตทุพภี
ความว่า อนึ่ง ผู้ใดเป็นผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร. บทว่า สํวิภาคี ธเนน
คือกระทำการแบ่งปันทรัพย์ของตนให้แก่มิตร. บทว่า มิตฺเตสุ ความว่า
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการได้ประโยชน์ เพราะอาศัยมิตรและการแบ่งปัน
ของผู้นั้น ว่า ชื่อว่าเป็นสวัสดิมงคลในมิตรทั้งหลาย จริงอยู่ เขาผู้
อันมิตรทั้งหลายเห็นปานนี้รักษาแล้ว ย่อมถึงซึ่งความสวัสดีในข้อนั้น
บัณฑิตพึงกล่าวความสวัสดี เพราะอาศัยมิตรทั้งหลาย ด้วยชาดกทั้งหลาย
มีมหาอุกกุสชาดกเป็นต้น.
บทว่า ตุลฺยวยา ได้แก่ มีวัยเสมอกัน. บทว่า สมคฺคา
ได้แก่ อยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง. บทว่า อนุพฺพตา ได้แก่
ประพฤติตามใจกัน. บทว่า ธมฺมกามา ได้แก่ ชอบสุจริตธรรม ๓
ประการ. บทว่า ปชาตา ได้แก่ มีปกติยังบุตรให้ตลอด คือไม่เป็น
หญิงหมัน. บทว่า ทาเรสุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า มาตุคาม
ผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้อยู่ในเรือน ย่อมเป็นสวัสดิมงคลของสามี ใน
ข้อนั้น บัณฑิตพึงกล่าวความสวัสดีเพราะอาศัยมาตุคามผู้มีศีล ด้วยมณิ-
โจรชาดก สัมพุลชาดก และขัณฑหาลชาดก. บทว่า โสเจยฺยํ แปลว่า
ความเป็นผู้สะอาด. บทว่า อเทฺวชฺฌตา ความว่า ทรงทราบราชเสวก
คนใด ด้วยความเป็นผู้ไม่ร้าวรานกับพระองค์ คือด้วยความเป็นผู้ไม่
ร้าวรานเป็นใจ ๒ กับพระองค์อย่างนี้วา ราชเสวกนั้นจักไม่แยกกับเรา
ออกไปเป็น ๒ ฝ่าย.

957
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 958 (เล่ม 59)

บทว่า สุหทยํ มมํ ความว่า และทรงทราบราชเสวกคนใด
ว่า ราชเสวกผู้นี้มีความจงรักภักดีต่อเรา. บทว่า ราชูสุ เว ความว่า
เมื่อเป็นเช่นนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวคุณความดีข้องราชเสวกนั้น ๆ
ที่มีอยู่ในพระราชาทั้งหลาย ว่าเป็นความสวัสดิมงคลโดยแท้ บทว่า
ททาติ สทฺโธ คือเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมแล้วให้. บทว่า สคฺเคสุ
เว ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวคุณข้อนั้น
ของผู้นั้นว่า เป็นสวัสดิมงคล คือเป็นมงคลที่ปราศจากโทษในสวรรค์
คือในเทวโลก บัณฑิตพึงกล่าวอ้างข้อนั้นด้วยเรื่องเปรตและเรื่องวิมาน
เปรตให้พิสดาร. บทว่า ปุนนฺติ วทฺธา ความว่า สัตบุรุษทั้งหลาย
ผู้รู้แจ้งด้วยญาณ ยังบุคคลใดให้บริสุทธิ์ คือให้หมดจดด้วยอริยธรรม
บทว่า สมจริยาย ได้แก่ ในสัมมาปฏิบัติ บทว่า พหุสฺสุตา
ได้แก่ ผู้สดับมากเพื่อปฏิเวธ. บทว่า อิสโย ได้แก่ ผู้แสวงหาคุณ.
บทว่า สีลวนฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยอริยศีล. บทว่า อรหนฺตมชฺเฌ
ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมยกย่องความดีของสัตบุรุษนั้นว่า เป็น
สวัสดิมงคล อันจะพึงได้ในท่ามกลางพระอรหันต์ จริงอยู่พระอรหันต์
ทั้งหลาย เมื่อบอกมรรคที่ตนได้แล้วให้ผู้อื่นปฏิบัติ ย่อมยังบุคคลผู้ยินดี
ให้บริสุทธิ์ด้วยอริยธรรม แม้ผู้นั้นก็เป็นพระอรหันต์เทียว.
พระมหาสัตว์ถือเอายอดแห่งเทศนาด้วยพระอรหัต แสดงมงคล

958
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 959 (เล่ม 59)

แปดด้วยคาถา ๘ คาถาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะสรรเสริญมงคลเหล่านั้น จึง
กล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
ความสวัสดีเหล่านั้นแล ผู้รู้สรรเสริญ
แล้ว มีสุขเป็นผลกำไรในโลก นรชนผู้มีปัญญา
พึงเสพความสวัสดีเหล่านั้นไว้ในโลกนี้ ก็ใน
มงคล มีประเภท คือ ทิฏฐมงคล สุตมงคล
และมุตมงคล มงคลสักนิดหนึ่งที่จะเป็นมงคล
จริง ๆ ไม่มีเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ มงฺคเล ความว่า ก็ใน
มงคลมีประเภท คือ ทิฏฐมงคล สุตมงคล และมุตมงคลนั้น แม้มงคล
นั้นสักนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่าเป็นมงคลจริง ๆไม่มีเลย ก็พระนิพพานอย่าง
เดียวเท่านั้น เป็นปรมัตถมงคลจริง ๆ.
พระฤาษีทั้งหลายสดับมงคลเหล่านั้นแล้ว พอล่วงไปได้ ๗,
๘ วัน ก็พากันลาอาจารย์ไปในพระราชอุทยานนั้น พระราชาเสด็จ
ไปสำนักพระฤาษีเหล่านั้น แล้วถามปัญหา พระฤาษีทั้งหลายได้กล่าว
แก้มงคลปัญหา ตามทำนองที่อาจารย์บอกมาแด่พระราชา แล้วมา
ดินแดนหิมพานต์ ตั้งแต่นั้นมามงคลได้ปรากฏในโลก ผู้ที่ประพฤติใน
ข้อมงคลทั้งหลาย ตายไปได้เกิดในสวรรค์ พระโพธิสัตว์เจริญพรหม-
วิหาร ๔ พาหมู่ฤาษีไปเกิดในพรหมโลก.

959
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 960 (เล่ม 59)

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เรากล่าวแก้มงคลปัญหา
แม้ในกาลก่อน เราก็กล่าวแก้มงคลปัญหามาแล้ว ดังนี้ แล้วทรง
ประชุมชาดกว่า หมู่ฤาษีในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้
อันเตวาสิกผู้ใหญ่ผู้ถามมงคลปัญหาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตร
ในบัดนี้ ส่วนอาจารย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามหามงคลชาดกที่ ๑๕

960
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 961 (เล่ม 59)

๑๖. ฆตบัณฑิตชาดก
ว่าด้วยการดับความโศก
[๑๔๘๓] ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ขอพระองค์
จงเสด็จลุกขึ้นเถิด จะมัวทรงบรรทมอยู่ทำไม
ความเจริญอะไรจะมีแต่พระองค์ด้วยพระสุบิน
เล่า พระภาดาของพระองค์แม้ใด เสมอด้วย
พระหทัย และเสมอด้วยพระเนตรข้างขวา ลม
ได้กระทบดวงหทัยของพระภาดานั้น ข้าแต่
พระองค์ผู้มีพระเกศางาม ฆตบัณฑิตทรงเพ้อไป.
[๑๔๘๔] พระเจ้าเกสวราช ทรงสดับคำของโรหิ-
เณยยอำมาตย์นั้นแล้ว อัดอั้นพระหฤทัยด้วย
ความโศกถึงพระภาดา มีพระวรกายกระสับ
กระส่ายเสด็จลุกขึ้น.
[๑๔๘๕] เหตุไรหนอ เจ้าจึงเป็นเหมือนคนบ้า
เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ทั่วนครทวาราวดีนี้ว่า กระต่าย
กระต่าย ใครเขาลักกระต่ายของเจ้าไปหรือ ?

961
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 962 (เล่ม 59)

[๑๔๘๖] เจ้าอยากได้กระต่ายทอง กระต่ายเงิน
กระต่ายแก้วมณี กระต่ายสังขศีล หรือกระ
ต่ายแล้วประพาฬประการใด เจ้าจงบอกแก่เรา
เราจักให้เขาทำให้เจ้า ถ้าแม้เจ้าไม่ชอบกระต่าย
เหล่านั้น ฝูงกระต่ายป่าอื่น ๆ มีอยู่ในป่า เราจัก
ให้เขานำเอากระต่ายเหล่านั้นให้เจ้า เจ้าต้อง
การกระต่ายชนิดไรเล่า ?
[๑๔๘๗] ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระเกศางาม กระต่าย
เหล่าใดที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน หม่อมฉันไม่
ปรารถนาสิ้นทั้งนั้น หม่อมฉันปรารถนากระ
ต่ายจากดวงจันทร์ ขอพระองค์ได้ทรงโปรด
สอยตระต่ายนั้นมาให้หม่อมฉันเถิด.
[๑๔๘๘] น้อง เจ้าปรารถนาสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนา
กัน อยากได้กระต่ายจากดวงจันทร์ จักละชีวิต
ที่ยังดีไปเสียเป็นแน่.
[๑๔๘๙] ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ถ้าพระองค์
ทรงทราบและตรัส สอนผู้อื่นอย่างนี้ไซร้ เหตุไร
พระองค์จงทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรสผู้สิ้น

962
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 963 (เล่ม 59)

พระชนม์ไปแล้วในกาลก่อน จนกระทั่งถึงวัน
นี้เล่า ?
[๑๔๙๐] มนุษย์หรือเทวดาไม่พึงได้ฐานะอันใด
คือความมุ่งหวังว่า บุตรของเราที่เกิดมาแล้ว
อย่าตายเลย พระองค์ทรงปรารถนาฐานะอัน
นั้นอยู่ จะพึงทรงได้ฐานะที่ไม่ควรได้แต่ที่ไหน
ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ พระองค์ทรงเศร้า
โศกถึงพระโอรสองค์ใด ผู้ไปปรโลกแล้วพระ-
องค์ก็ไม่สามารถจะนำพระโอรสนั้นมาได้ด้วย
มนต์ ยารากไม้ โอสถ หรือพระราชทรัพย์เลย.
[๑๔๙๑] บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเช่นนี้ เป็นอำมาตย์
ของพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์
นั้นจะมีความโศกมาแต่ไหน เหมือนฆตบัณฑิต
ดับความโศกของเราในวันนี้ ฆตบัณฑิตได้
รดเราผู้เร่าร้อนให้สงบระงับ ดับความกระวน
กระวายทั้งปวงได้ เหมือนบุคคลดับไฟที่ติด
เปรียงด้วยน้ำฉะนั้น ฆตบัณฑิตได้ถอนลูกศร
ที่เสียบแทงหทัยของเราออกแล้ว ได้บรรเทา

963
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 964 (เล่ม 59)

ความโศกถึงบุตรของเรา ผู้ถูกความเศร้าโศก
ครอบงำแล้วหนอ เราเป็นผู้ถอนลูกศรออกได้
แล้วปราศจากความโศก ไม่ขุ่นมัว จะไม่เศร้า
โศกจะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของเจ้า นะ
น้องชาย.
[๑๔๙๒] ผู้มีปัญญา มีใจกรุณา ย่อมทำผู้มีเศร้า
โศกให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกได้ เหมือน
ฆตบัณฑิตทำพระเชษฐาผู้เศร้าโศกให้หลุดพ้น
จากความเศร้าโศก ฉะนั้น.
จบ ฆตบัณฑิตชาดกที่ ๑๖
อรรถกถาฆตบัณฑิตชาดกที่ ๑๖
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
กุฎุมพีลูกตาย ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มตันว่า อุฏฺเฐหิ กณฺห
ดังนี้.
เนื้อเรื่องเหมือนกับ เรื่องมัฏฐกุณฑลีนั่นแหละ ส่วนในชาดกนี้
มีความย่อดังต่อไปนี้ :-
พระศาสดาเสด็จเข้าไปหาอุบาสกนั้นแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนอุบา-
สก ท่านเศร้าโศกถึงลูกตายหรือ ? เมื่ออุบาสกกราบทูลว่า ถูกแล้วพระ-

964
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 965 (เล่ม 59)

เจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก โบราณกบัณฑิตฟังถ้อยคำ
ของบัณฑิตแล้ว ไม่เศร้าโศกถึงลูกที่ตายไปแล้ว ผู้อันอุบาสกนั้นกราบ
ทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อ
ไปนี้.
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่ามหาวังสะ ครองราช
สมบัติอยู่ในอสิตัญชนคร แคว้นกังสโคตรใกล้อุตราปถประเทศ พระองค์
มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ องค์หนึ่งพระนามว่ากังสะ องค์หนึ่งพระ-
นามว่าอุปกังสะ มีพระราชธิดาองค์หนึ่งพระนามว่า เทวคัพภา ในวัน
ที่พระราชธิดานั้นประสูติ พราหมณ์ผู้ทายลักษณะพยากรณ์ไว้ว่า พระ-
โอรสที่เกิดในพระครรภ์ของพระนั่งเทวคัพภานั้น จักทำกังสโคตร
กังสวงศ์ให้พินาศ พระราชาไม่อาจให้สำเร็จโทษพระราชธิดาได้ เพราะ
ทรงสิเนหามาก แม้พระเชษฐาทั้งสองก็ทรงทราบเหมือนกัน พระราชา
ดำรงราชสมบัติอยู่ตลอดพระชนมายุแล้ว เสด็จสวรรคตด้วยประการฉะนี้
เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว กังสราชโอรสได้เป็นพระราชา อุปกังส-
ราชโอรสได้เป็นอุปราช ทั้ง ๒ พระองค์ทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักให้
สำเร็จโทษภคินี เราก็จักถูกครหาเราจักไม่ให้ภคินีนี้แก่ใคร ๆ จักเลี้ยง
ดูโดยไม่ให้มีสามี ดังนี้ ทั้ง ๒ พระองค์จึงให้สร้างปราสาทเสาเดียวให้
ราชธิดาอยู่ ปราสาทนั้น นางทาสีนามว่านันทโคปาได้เป็นปริจาริกา
ของพระนาง ทาสนามว่าอันธกเวณฑุ ผู้เป็นสามีของนางนันทโคปา
เป็น ผู้พิทักษ์รักษาพระนาง.

965