ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 936 (เล่ม 59)

ซึ่งเป็นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด
ทำกินกันในหมู่มนุษย์ ดูก่อนนกจักรพราก
ถึงกระนั้นสีของเราก็ไม่เหมือนท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ตุวํ เป็นต้น ความว่า สี
ของเราไม่เหมือนท่านผู้ซึ่งเพียบพร้อมด้วยความงามอันเลอเลิศ มีสีดุจ
ทอง ด้วยเหตุนั้น เมื่อท่านบอกว่ามีสาหร่ายและแหนเป็นอาหาร เรา
จึงไม่เชื่อ.
ลำดับนั้น นกจักรพรากเมื่อจะบอกเหตุที่ทำให้วรรณะเศร้าหมอง
แสดงธรรมแก่กานั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายจึงต้องคอย
มองดูผู้ที่ผูกเวรในตน เพียงแต่จะกินก็สะดุ้ง
กลัว เพราะเหตุนั้น สีกายของท่านจึงเป็น
เช่นนี้.
แน่ะท่านธังกะ ท่านเป็นผู้ถูกคนทั่วโลก
โกรธเคือง อาหารที่ท่านได้มาด้วยธรรมอัน
ลามก ย่อมไม่อิ่มท้อง เพราะเหตุนั้น สีกาย
ของท่านจึงเป็นเช่นนี้.

936
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 937 (เล่ม 59)

ดูก่อนสหาย ส่วนเรามิได้เบียดเบียน
สัตว์ทั้งปวงมากิน มีความขวนขวายน้อย ไม่มี
ใครรังเกียจ ใจไม่ห่อเหี่ยว ภัยแต่ที่ไหน ๆ
ก็มิได้มี.
ท่านนั้นจงสร้างอานุภาพ ละปกติคือ
ความทุศีลของตนเสีย อย่าเบียดเบียนใคร
เที่ยวไปในโลก จะเป็นที่รักของชาวโลกเช่น
ตัวเรา.
ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ทำ
ทรัพย์ให้เสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เสื่อม มี
เมตตาจิตในสัตว์ทั่วไป ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับ
ใคร ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปสฺสํ ความว่า แน่ะเพื่อน
กา ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย จึงต้องคอยแลดูจิตที่คิดผูกเวรในตน
ซึ่งเกิดขึ้นในผู้อื่น. บทว่า มานุสึ ปชํ ได้แก่เบียดเบียน คือทำร้าย
สัตว์ทั้งหลาย. บทว่า อุตฺรสฺโต คือกลัวแล้ว. บทว่า ฆสสี แปลว่า
จะกินเพราะเหตุนั้น วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้.
นกจักรพรากร้องเรียกกาว่า ดูก่อนธังกะ โภชนะ ชื่อว่า ปิณฑะ

937
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 938 (เล่ม 59)

บทว่า อหึสํ สพฺพปาณินํ ความว่า นกจักรพรากกล่าวว่า
ส่วนเรามิได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงมากิน. บทว่า โส กรสฺสุ อานุภาวํ
ความว่า แม้ท่านนั้นจะทำความเพียรของตน ละความทุศีล กล่าวคือ
ปกติของตนเสีย. บทว่า อหึสาย คือเป็นผู้ประกอบด้วยอหิงสา
เที่ยวไปในโลก. บทว่า ปิโย โหหิสิ มมฺมิว ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้
ท่านย่อมจะเป็นที่รักของชาวโลกเช่นตัวเรานั้นเทียว. บทว่า น ชินาติ
คือไม่ทำทรัพย์ให้เสื่อมเอง. บทว่า น ชาปเย คือไม่ใช้ให้ผู้อื่นทำ
ทรัพย์ให้เสื่อม. บทว่า เมตฺตํโส คือมีเมตตาจิตอันเป็นส่วนแห่ง
ความรัก. บทว่า น เกนจิ ความว่า ขึ้นชื่อว่าเวรของผู้นั้น ย่อม
ไม่มีกับใคร ๆ แม้สักคนเดียว.
ฉะนั้น ท่านต้องการเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลก ก็จงงด
เว้นจากเวรทั้งหมด นกจักรพรากแสดงธรรมแก่กาด้วยประการฉะนี้.
กากล่าวว่า ท่านไม่บอกอาหารของตนแก่เรา แล้วก็ร้อง กา กา บิน
ไปร่อนลง ณ พื้นที่ที่เจือด้วยอุจจาระในกรุงพาราณสี.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง-
ประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เหลาะแหละดำรงอยู่ในอนาคา-
มิผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า กาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุ
ผู้เหลาะแหละในบัดนี้ นางนกจักรพรากในครั้งนั้น ได้มาเป็นมารดา
พระราหุลในบัดนี้ ส่วนนกจักรพรากในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๑๓

938
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 939 (เล่ม 59)

๑๔. ภูริปัญหาชาดก
ว่าด้วยคนไม่ดี ๔ จำพวก
[๑๔๖๓] ดูก่อนท่านผู้มีปัญญากว้างขวาง ได้ยินว่า
คำที่ท่านอาจารย์เสนอกล่าวนั้นเป็นความจริง
ท่านเป็นผู้มีปัญญา มีสิริ มีความเพียร มี
ความคิดมั่นคง แม้ท่านเป็นผู้มีปัญญา มีสิริ
มีความเพียรมีความคิดมั่นคงเช่นนั้น ก็ป้อง-
กันความเข้าถึงอำนาจแห่งความฉิบหายไม่ได้
ท่านจึงต้องกินข้าวแดงไม่มีแกง.
[๑๔๖๔] เราทำความสุขเดิมของเราให้เจริญได้
ด้วยความยาก เมื่อพิจารณากาลอันควรและไม่
ควรจึงหลบอยู่ตามความพอใจ เปิดช่องประ-
โยชน์ให้แก่ตน ด้วยเหตุนั้นเราจึงยินดีด้วย
ข้าวแดง.
[๑๔๖๕] ก็เรารู้จักกาลเพื่อกระทำความเพียร ทรง
ประโยชน์ให้เจริญด้วยความรู้ของตน องอาจ

939
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 940 (เล่ม 59)

อยู่เหมือนความองอาจแห่งราชสีห์ฉะนั้น ท่าน
จักได้เห็นเราพร้อมด้วยความสำเร็จนั้นอีก.
[๑๔๖๖] ก็บุคคลบางพวก แม้จะมีความสุขก็ไม่
ทำบาป บุคคลอีกพวก ๑ ไม่ทำบาป เพราะ
เกรงกลัวต่อการเกี่ยวข้องด้วยความติเตียน
ท่านเป็นคนสามารถมีความคิดว้างขวาง เหตุไร
จึงไม่ทำทุกข์ให้เกิดแก่เรา.
[๑๔๖๗] บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ประพฤติธรรม
อันเป็นบาป เพราะเหตุแห่งความสุขของตน
ถูกทุกข์กระทบแล้ว แม้จะพลาดพลั้งลงไปก็
สงบอยู่ได้ไม่ละทิ้งธรรม เพราะความรักและ
ความชัง.
[๑๔๖๘] บุคคลควรถอนตนผู้เข็ญใจขึ้น ด้วย
เพศที่อ่อนแอ หรือแข็งแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง
ภายหลังจึงประพฤติธรรม.
[๑๔๖๙] บุคคลนอนหรือนั่งที่ร่มเงาแห่งต้นไม้ใด
ไม่พึงหักก้านกิ่งแห่งต้นไม้นั้น เพราะบุคคลผู้
ประทุษร้ายมิตรเป็นคนชั่วช้า.

940
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 941 (เล่ม 59)

[๑๔๗๐] บุรุษรู้แจ้งธรรมแต่สำนักอาจารย์ใด อนึ่ง
การที่สัตบุรุษทั้งหลาย กำจัดความสงสัยของ
บุรุษนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นดังเกาะหรือเป็น
ที่พึ่งพาของบุรุษนั้น คนมีปัญญาไม่พึงละมิตร-
ภาพกับอาจารย์เช่นนั้น.
[๑๔๗๑] คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามคุณเป็นคนเกียจ-
คร้านไม่ดี บรรพชิตผู้ไม่สำรวมระวังไม่ดี พระ-
ราชาไม่ทรงพิจารณาเสียก่อนแล้ว ประกอบ
ราชกิจไม่ดี บัณฑิตมักโกรธก็ไม่ดี.
[๑๔๗๒] ข้าแต่พระราชา กษัตริย์ควรพิจารณา
ก่อนแล้ว จึงค่อยประกอบราชกิจ ไม่พิจารณา
ก่อน ไม่ควรประกอบราชกิจ พระยศและ
พระเกียรติ ย่อมเจริญแก่พระราชา ผู้ทรง
พิจารณาเสียก่อน แล้วจึงประกอบราชกิจ.
จบ ภูริปัญหาชาดกที่ ๑๔

941
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 942 (เล่ม 59)

อรรถกถาภูริปัญหาชาดกที่ ๑๔
ภูริปัญหาชาดกนี้ มีคำเริ่มกันว่า สจฺจํ กิร ดังนี้ จักมีแจ้ง
ในมหาอุมมังคชาดกแล.
จบ อรรถกถาภูริปัญหาชาดกที่ ๑๔

942
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 943 (เล่ม 59)

๑๕. มหามังคลชาดก
ว่าด้วยมงคล
[๑๔๗๓] นรชนรู้วิชาอะไรก็ดี รู้สุตะทั้งหลายอะไร
ก็ดี กระซิบถามกันว่า อะไรเป็นมงคลในเวลา
ปรารถนามงคล นรชนนั้นจะทำอะไร จึงจะเป็น
ผู้อันความสวัสดีคุ้มครองแล้ว ทั้งในโลกนี้
และโลกหน้า.
[๑๔๗๔] เทวดาและพรหมทั้งปวง ทีฆชาติและ
สรรพสัตว์ทั้งหลาย อันบุคคลใดอ่อนน้อม
อยู่เป็นนิจด้วยเมตตา บัณฑิตทั้งหลายกล่าว
เมตตาของบุคคลนั้นแล ว่าเป็นสวัสดิมงคล
ในสัตว์ทั้งหลาย.
[๑๔๗๕] ผู้ใดประพฤติถ่อมตนแก่สัตวโลกทั้งปวง
แก่หญิงและชายพร้อมทั้งเด็ก เป็นผู้อดทนต่อ
ถ้อยคำชั่วร้าย ไม่กล่าวลำเลิกถึงเรื่องเก่า ๆ
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวความอดกลั้นของผู้นั้นว่า
เป็นสวัสดิมงคล.

943
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 944 (เล่ม 59)

[๑๔๗๖] ผู้ใดเป็นผู้มีปัญญาดี มีความรู้ปรุโปรง
ในเมื่อเหตุเกิดขึ้นไม่ดูหมิ่นมิตรสหายทั้งหลาย
ด้วยศิลปะ สกุล ทรัพย์ และด้วยชาติ
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่ดูหมิ่นสหายของผู้
นั้น ว่าเป็นสวัสดิมงคลในสหายทั้งหลาย.
[๑๔๗๗] สัตบุรุษทั้งหลายเป็นผู้ชอบพอคุ้นเคย
กัน เป็นมิตรแท้ของผู้ใด ผู้มีคำพูดมั่นคง
อนึ่ง ผู้ใด เป็นผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร แบ่งปัน
ทรัพย์ของตนให้แก่มิตร บัณฑิตทั้งหลายกล่าว
การได้ประโยชน์เพราะอาศัยมิตร และการ
แบ่งปันของผู้นั้น ว่าเป็นสวัสดิมงคลในมิตร
ทั้งหลาย.
[๑๔๗๘] ภรรยาของผู้ใดมีวัยเสมอกัน อยู่ร่วมกัน
ด้วยความปรองดอง ประพฤติตามใจกัน เป็น
คนใคร่ธรรม ไม่เป็นหญิงหมัน มีศีลโดย
สมควรแก่สกุล รู้จักปรนนิบัติสามี บัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวคุณความดีในภรรยาของผู้นั้น ว่า
เป็นสวัสดิมงคลในภรรยาทั้งหลาย.

944
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 945 (เล่ม 59)

[๑๔๗๙] พระราชาผู้เป็นเจ้าชีวิต ทรงพระอิสริย-
ยศ ทรงทราบความสะอาด และความขยัน
หมั่นเพียรของราชเสวกคนใด และทรงทราบ
ราชเสวกคนใด ด้วยความเป็นผู้ไม่ร้าวรานกับ
พระองค์ และทรงทราบราชเสวกคนใดว่า มี
ความจงรักภักดีต่อพระองค์ บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวคุณความดีของ ราชเสวกนั้น ๆ ว่า เป็น
สวัสดิมงคลในพระราชาทั้งหลาย.
[๑๔๘๐] บุคคลใดมีศรัทธาให้ข้าวน้ำ ให้ดอกไม้
ของหอม และเครื่องลูบไล้ มีจิตเลื่อมใส
บันเทิงใจ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวคุณข้อนั้น
ของบุคคลนั้นแล ว่าเป็นสวัสดิมงคลในสวรรค์
ทั้งหลาย.
[๑๔๘๑] สัตบุรุษทั้งหลาย ผู้รู้แจ้งด้วยญาณ ผู้
ยินดีแล้วในสัมมาปฏิบัติ เป็นพหูสูต แสวง
หาคุณเป็นผู้มีศีล ยังบุคคลใดให้บริสุทธิ์ด้วย
อริยธรรม บัณฑิตทั้งหลายยกย่องความดีของ

945