ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 926 (เล่ม 59)

หลายพันเหล่านั้น จึงไม่เท่าถึงส่วนเสี้ยวแห่ง
ผลทานของคนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดย
ชอบให้อยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสเม คือ ตั้งอยู่ในกายกรรมเป็น
ต้นอันไม่เสมอกัน. บทว่า ฆตฺวา คือ ทำสัตว์ให้ลำบาก. บทว่า วธิตฺวา
คือ ทำสัตว์ให้ตาย. บทว่า โสจยิตฺวา คือ ทำสัตว์ให้มีความเศร้าโศก.
เศรษฐีนั้น ฟังธรรมกถาของปัญจสิขเทพบุตรแล้ว กล่าวว่า
ถ้าเช่นนั้นไปเถิดท่านจงเข้าไปนั่งในเรือน จะให้หน่อยหนึ่ง ปัญจสิข-
เทพบุตรได้ไปนั่งในสำนักของพราหมณ์เหล่านั้น ลำดับนั้น พิลารโกสิย
เศรษฐีเรียกทาสีคน ๑ มาสั่งว่า เจ้าจงให้ข้าวลีบแก่พราหมณ์เหล่านี้
คนละทะนาน นางทาสีถือทะนานข้าวเปลือกเข้าไปหาพราหมณ์แล้ว
กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงเอาข้าวเปลือกเหล่านี้ไปหุงกิน ณ ที่ใดที่หนึ่ง
พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราไม่ต้องการข้าวเปลือก พวกเรา
ไม่จับต้องข้าวเปลือก นางทาสีบอกเศรษฐีว่า ได้ยินว่าพราหมณ์ทั้งหลาย
ไม่จับต้องข้าวเปลือก เศรษฐีกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงให้ข้าวสารแก่
พราหมณ์เหล่านั้น นางทาสีได้ถือเอาข้าวสารไปให้พวกพราหมณ์แล้ว
กล่าวว่า ท่านพราหมณ์ทั้งหลาย ขอพวกท่านจงรับเอาข้าวสารเถิด
พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราไม่รับของดิบ นางทาสีบอกเศรษฐี
ว่า ข้าแต่นายได้ยินว่า พราหมณ์ทั้งหลายไม่รับของบิดา เศรษฐีกล่าวว่า

926
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 927 (เล่ม 59)

ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงคดข้าวสำหรับโคกินใส่กระโหลกไปให้แก่พวก
พราหมณ์เหล่านั้น นางทาสีได้คดข้าวสุกสำหรับโคกินใส่กระโหลกไป
ให้พราหมณ์เหล่านั้นแล้ว พราหมณ์ทั้ง ๕ ปั้นข้าวเป็นคำ ๆ ใส่ปาก
ทำให้ข้าวติดคอแล้วกลอกตาไปมานอนทำเป็นตายหมดความรู้สึก ทาสี
เห็นดังนั้นคิดว่า พราหมณ์จักตาย. จึงกลัวไปบอกเศรษฐีว่า ข้าแต่นาย
พราหมณ์เหล่านั้น ไม่อาจจะกลืนข้าวสำหรับโคได้ตายหมดแล้ว.
เศรษฐีนั้นคิดว่า คราวนี้คนทั้งหลายจักติเตียนเราว่า เศรษฐีนี้
มีใจชั่ว ให้นางทาสีให้ข้าวสำหรับโคแก่พวกพราหมณ์ผู้สุขุมาลชาติ
พวกพราหมณ์เหล่านั้นไม่อาจกลืนข้าวนั้นได้ จึงตายหมด ลำดับนั้น
เศรษฐีจึงกล่าวกะทาสีว่า เจ้าจงรีบไปเอาข้าวสำหรับโคในกระโหลก
เหล่านั้นมาเสีย แล้วจงคดข้าวสาลีที่โอชารสไปให้ใหม่ นางได้กระทำ
ตามนั้นแล้ว เศรษฐีเรียกพวกคนเดินถนนมาบอกว่า เราให้ทาสีนำ
อาหารตามที่เราเคยบริโภคไปให้พวกพราหมณ์เหล่านี้ พราหมณ์เหล่านั้น
มีความโลภบริโภคคำใหญ่ ๆ จึงติดคอตาย ท่านทั้งหลายจงรู้ว่า เราไม่มี
ความผิด แล้วให้ประชุมบริษัท.
เมื่อมหาชนประชุมกันแล้ว พราหมณ์ทั้งหลายลุกขึ้นแลดูมหาชน
แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงดูเศรษฐีนี้กล่าวเท็จ เศรษฐีกล่าวว่าได้ให้
ข้าวสำหรับตนบริโภคแก่พวกเรา ความจริงเศรษฐีได้ให้ข้าวสำหรับโค
กินแก่พวกเราก่อน เมื่อพวกเราทำเป็นนอนตาย จึงให้ทาสีไปคดข้าวนี้

927
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 928 (เล่ม 59)

ส่งมาให้ กล่าวดังนี้แล้วจึงคายข้าวที่อมไว้ในปากลงบนพื้นดินแสดงแก่
มหาชน มหาชนพากันติเตียนเศรษฐีว่า แน่ะคนอันธพาลเจ้าทำวงศ์
ตระกูลของตนให้พินาศ ให้เผาโรงทาน ให้จับคอพวกยาจกขับไล่ไป
บัดนี้เมื่อจะให้ข้าวแก่พวกพราหมณ์สุขุมาลชาติเหล่านี้ ได้เอาข้าวสำหรับ
โคกินให้ เมื่อเจ้าจะไปปรโลก เห็นจะเอาสมบัติในเรือนของเจ้าผูกคอ
ไปด้วยกระมัง.
ขณะนั้น ท้าวสักกะถามมหาชนว่า ท่านทั้งหลายรู้ไหมว่าทรัพย์
ในเรือนนี้เป็นของใคร มหาชนตอบว่าไม่รู้ ท้าวสักถะถามว่า พวกท่าน
เคยได้ยินไหมว่าครั้งกระโน้น ในพระนครนี้มีมหาเศรษฐี เมืองพาราณสี
สร้างโรงทานแล้วบำเพ็ญทานเป็นการใหญ่ มหาชนตอบว่า ถูกแล้ว
พวกเราได้ยิน ท้าวสักกะกล่าวว่า เราคือเศรษฐีคนนั้น ครั้นให้ทาน
แล้วไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช แม้บุตรของเราก็มิได้ทำลายวงศ์ตระกูล
ได้ให้ทานแล้วเกิดเป็นจันทเทพบุตร บุตรของจันทเทพบุตรเกิดเป็น
สุริยเทพบุตร บุตรของสุริยเทพบุตรเกิดเป็นมาตลีเทพบุตร บุตรของ
มาตลีเทพบุตรเกิดเป็นคนธรรพ์เทพบุตรชื่อปัญจสิขะ บรรดาเทพบุตร
เหล่านั้น ผู้นี้คือจันทเทพบุตร ผู้นี้คือสุริยเทพบุตร ผู้นี้คือมาตลีสัง-
คาหกเทพบุตร คือผู้นี้คนธรรพ์เทพบุตร ชื่อปัญจสิขะ ผู้เป็นบิดาของ
เศรษฐีผู้มีใจลามกนี้ กุศลทานที่มีคุณมากอย่างนี้ บัณฑิตควรทำแท้
ขณะกำลังกล่าวอยู่ เพื่อจะตัดความสงสัยของมหาชน เทพบุตรทั้งหลาย

928
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 929 (เล่ม 59)

จึงเหาะไปในอากาศ ยืนเปล่งรัศมีกายงามรุ่งเรืองอยู่ด้วยอานุภาพอันยิ่ง
ใหญ่ พระนครทั้งสิ้นได้เป็นเหมือนสว่างไสวอยู่.
ท้าวสักกะเรียกมหาชนมาตรัสว่า พวกเราจะทิพยสมบัติของตน
มา ก็เพราะพิลารโกสิยเศรษฐีผู้มีใจลามก. ผู้สืบสกุลวงศ์คนสุดท้ายนี้
เศรษฐีใจลามกคนนี้ ทำลายวงศ์ตระกูลของตน ให้เผาโรงทาน ให้จับ
คอพวกยาจกขับไล่ไป ตัดวงศ์ของพวกเราเสีย เขาไม่ให้ทานไม่รักษา
ศีล จะพึงเกิดในนรก พวกเรามาเพื่ออนุเคราะห์เศรษฐีนี้ เมื่อจะทรง
ประกาศคุณแห่งทาน ได้แสดงธรรมแก่มหาชน.
แม้พิลารโกสิยเศรษฐี ก็ได้ประคองอัญชลีขึ้นเหนือเศียร ให้
ปฏิญญาแก่ท้าวสักกะว่า ข้าแต่พระองค์ตั้งแต่นี้ไป ข้าพระองค์จักไม่ทำ
ลายวงศ์ตระกูลที่มีมาแต่โบราณ จักบำเพ็ญทาน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ถ้ายังไม่ได้ให้อาหารที่ได้มา แม้ที่สุดจนน้ำและไม้ชำระฟันแก่ผู้อื่นก่อน
ข้าพระองค์จักไม่บริโภคเลย ท้าวสักกะทรงทรมานเศรษฐีนั้นทำให้หมด
พยศ ให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ แล้วพาเทพบุตรทั้ง ๔ ไปสู่วิมานของตน ๆ
แม้เศรษฐีนั้นครั้นดำรงอยู่ตลอดชีวิตแล้ว ก็ได้ไปเกิดในดาวดึงส์พิภพ.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนภิกษุนี้ไม่มีศรัทธา ไม่ให้ทานแก่ใคร ๆ
แก่เราได้ทรมานเธอให้รู้จักผลทานอย่างนี้ แม้เกิดในภพต่อ ๆ มาก็ยังละ
จิตคิดจะให้ทานนั้นไม่ได้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า เศรษฐีในครั้งนั้น

929
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 930 (เล่ม 59)

ได้มาเป็นภิกษุผู้เป็นทานบดีรูปนี้ ในบัดนี้ จันทเทพบุตรในครั้งนั้นได้
มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ สุริยเทพบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระ-
โมคคัลลานะในบัดนี้ มาตลีเทพบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระกัสสป
ในบัดนี้ ปัญจสิขเทพบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาพิลารโกสิยชาดกที่ ๑๒

930
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 931 (เล่ม 59)

๓. จักวากชาดก
ว่าด้วยนกจักรพราก
[๑๔๕๓] ดูก่อนจักรพราก ท่านมีสีสวย รูปงาม
ร่างกายแน่นแฟ้น มีสีแดงดังทอง ทรวดทรง
งาม ใบหน้าผุดผ่อง.
[๑๔๕๔] ท่านจับอยู่ที่ฝั่งคงคา เห็นจะได้กิน
อาหารอย่างนี้ คือปลากา ปลากระบอก ปลา
หมอ ปลาเค้า ปลาตะเพียนกระมัง.
[๑๔๕๕] ดูก่อนสหาย สิ่งอื่นนอกจากสาหร่าย
และแหนแล้ว เรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บกหรือ
สัตว์น่ามากินเป็นอาหารเลย สาหร่ายและแหน
เท่านั้นเป็นอาหารของเรา.
[๑๔๕๖] ดูก่อนสหาย เราไม่เชื่อว่าอาหารของ
นกจักรพรากเป็นอย่างนี้ แม้เรากินอาหารที่
คลุกเคล้าด้วยเกลือและน้ำมันในบ้าน.

931
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 932 (เล่ม 59)

[๑๔๕๗] ซึ่งเป็นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด
ทำกินกันในหมู่มนุษย์ ดูก่อนนกจักรพราก
ถึงสระนั้นสีของเราก็ไม่เหมือนท่าน.
[๑๔๕๘] ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย จึงต้อง
คอยมองดูผู้ที่ผูกเวรในตน เพียงแต่จะกินก็
สะดุ้งแล้ว เพราะเหตุนั้น สีกายของท่านจง
จึงเป็นเช่นนี้.
[๑๔๕๙] แน่ะท่านธังกะ ท่านเป็นผู้ถูกคนทั่วโลก
โกรธเคือง อาหารที่ท่านได้มาด้วยกรรมอัน
ลามก ย่อมไม่อิ่มท้อง เพราะเหตุนั้น สีกาย
ของท่านจึงเป็นเช่นนี้.
[๑๔๖๐] ดูก่อนสหาย ส่วนเรามิได้เบียดเบียน
สัตว์ทั้งปวงมากิน มีความขวนขวายน้อย ไม่มี
ใครรังเกียจ ใจไม่ห่อเหี่ยว ภัยแต่ที่ไหน ๆ
ก็มิได้มี.
[๑๔๖๑] ท่านนั้นจงสร้างอานุภาพ ละปกติคือ
ความทุศีลของตนเสีย อย่าเบียดเบียนใคร

932
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 933 (เล่ม 59)

เที่ยวไปในโลก จะเป็นที่รักของชาวโลกเช่น
ตัวเรา.
[๑๔๖๒] ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ทำ
ทรัพย์ให้เสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เสื่อม มี
เมตตาจิตในสัตว์ทั่วไป ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับ
ใคร.
จบ จักกวากชาดกที่ ๑๓
อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๑๓
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุเหลาะเเหละรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า วณฺณวา
อภิภูโปสิ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นไม่อิ่มด้วยปัจจัยมีจีวรเป็นต้น เที่ยวแสวง
หาอยู่ว่าสังฆภัตมีที่ไหน กิจนิมนต์มีที่ไหน เป็นต้น พอใจอยู่ใน
เรื่องอามิสเท่านั้น ครั้งนั้นภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักหวังจะอนุเคราะห์เธอ
จึงกราบทูลกะพระศาสดา พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาตรัสถาม
ว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้เหลาะแหละจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้น
กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุเธอบวชในศาสนา
ที่จะนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เหตุไรจึงเป็นผู้เหลาะแหละ ขึ้นชื่อว่า

933
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 934 (เล่ม 59)

ความเหลาะแหละเป็นเรื่องลามกมาก แม้ในกาลก่อนเธอก็อาศัยความ
เหลาะแหละไม่รู้จักอิ่มด้วยศพช้างเป็นต้น ในเมืองพาราณสี ต้องเข้า
ไปในป่าใหญ่ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ใน
เมืองพาราณสี มีกาเหลาะแหละตัว ๑ ไม่รู้จักอิ่มด้วยศพช้างเป็นต้น
ในเมืองพาราณสี จึงคิดว่าป่าเป็นเช่นไรหนอ แล้วไปป่าไม่สันโดษด้วย
ผลาผลในป่านั้น เที่ยวไปถึงฝั่งแม่น้ำคงคา เห็นนกจักรพราก ๒ ตัว
ผัวเมียแล้วคิดว่า นกเหล่านี้งามเหลือเกิน นกเหล่านี้เห็นจะกินเนื้อ
ปลามากที่ฝั่งแม่น้ำคงคานี้ แม้เราก็ควรจะถามนกเหล่านี้ แล้วกินอาหาร
ของนกเหล่านี้ จะเป็นผู้มีวรรณะงาม คิดแล้วก็ไปจับอยู่ใกล้ ๆ นก
จักรพรากเหล่านั้นเมื่อจะถามนกจักรพราก จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ดูก่อนจักรพราก ท่านมีสีสวย รูปงาม
ร่างกายแน่นแฟ้น มีสีแดงดังทอง ทรวดทรง
งาม ใบหน้าผุดผ่อง.
ท่านจับอยู่ที่ฝั่งคงคา เห็นจะได้กิน
อาหารอย่างนี้ คือปลากา ปลากระบอก ปลา-
หมอ ปลาเค้า ปลาตะเพียนกระมัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆโน คือมีร่างกายแน่น. บทว่า
สญฺชาตโรหิโต คือมีสีแดงที่เกิดแล้วด้วยดี ดังทองสีแดง. บทว่า

934
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 935 (เล่ม 59)

ปาฏีนํ คือ ปลากา ชื่อว่า ปาฏีนะ. บทว่า ปาวุสํ ได้แก่ปลา
กระบอก บาลีว่า ราวุสํ ดังนี้ก็มี. บทว่า พลชฺชํ ได้แก่ปลาหมอ.
บทว่า มุญฺชโรหิตํ. ได้แก่ปลาเค้าและปลาตะเพียน. กา ถามว่า ท่าน
เห็นจะได้กินอาหารเห็นปานนี้ ? นกจักรพราก เมื่อจะปฏิเสธคำของกานั้น
จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ดูก่อนสหาย สิ่งอื่นนอกจากสาหร่าย
และแหนแล้ว เรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บกหรือ
สัตว์น้ำมากินเป็นอาหารเลย สาหร่ายและแหน
เท่านั้นเป็นอาหารของเรา.
พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ดูก่อนสหาย สิ่งอื่น
นอกจากสาหร่ายและแหนแล้ว เรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บกหรือสัตว์น้ำ
มาบริโภคเป็นอาหารเลย ดูก่อนสหาย ก็สาหร่ายและแหนเท่านั้นเป็น
อาหารของเรา.
ลำดับนั้น กา จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ดูก่อนสหาย เราไม่เชื่อว่าอาหารของ
นกจักรพรากเป็นอย่างนี้ แม้เรากินอาหารที่
คลุกเคล้าด้วยเกลือและน้ำมันในบ้าน.

935