ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 886 (เล่ม 59)

เพราะในตระกูลของเรา ๗ ชั่วโคตรมาแล้ว ไม่มีใครเคยตายแต่ยังหนุ่ม
เลย ท่านพูดปด ขณะนั้น คนทั้งหมดได้ตบมือหัวเราะกันยกใหญ่
อาจารย์เห็นความอัศจรรย์นั้น แล้วมีความโสมนัส เมื่อจะถามว่า ท่าน
พราหมณ์ ในประเพณีตระกูลของท่านที่คนหนุ่ม ๆไม่ตาย ถ้าไม่มีเหตุ
คงไม่อาจเป็นไปได้ เพราะเหตุไร คนหนุ่ม ๆ จึงไม่ตาย ? ดังนี้ ได้
กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
อะไรเป็นวัตรของท่าน อะไรเป็นพรหม-
จรรย์ของท่าน การที่คนหนุ่ม ๆ ไม่ตายนี้ เป็น
ผลแห่กรรมอะไรที่ท่านประพฤติดีแล้ว ดูก่อน
พราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา
เหตุไรหนอ คนหนุ่ม ๆ ของพวกท่านจึงไม่
ตาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตํ คือเป็นวัตตสมาทาน. บทว่า
พฺรหฺมจริยํ คือเป็นพรหมจรรย์อันประเสริฐสุด. บทว่า กิสฺส
สุจิณฺณสฺส ความว่า การที่คนหนุ่ม ๆ ในตระกูลของพวกท่านไม่ตาย
เป็นผลแห่งสุจริตอย่างไหน ?
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะพรรณนาคุณานุภาพที่เห็น
เหตุให้คนหนุ่มในตระกูลนั้นไม่ตาย จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

886
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 887 (เล่ม 59)

พวกเราประพฤติธรรม ไม่กล่าวมุสา
งดเว้นธรรมชั่ว งดเว้นกรรมอันไม่ประเสริฐ
ทั้งหมด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของ
พวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราฟังธรรมของอสัตบุรุษและของ
สัตบุรุษแล้ว เราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษ
เลย ละอสัตบุรุษเสีย ไม่ละสัตบุรุษ เพราะเหตุ
นั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
ก่อนที่เริ่มจะให้ทาน พวกเราเป็นผู้ตั้งใจ
ดี แม้กำลังให้ก็มีใจผ่องแผ้ว ครั้นให้แล้วก็
ไม่เดือดร้อนภายหลัง เพราะเหตุนั้นแหละ คน
หนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์ คน
เดินทาง วณิพก ยาจก และคนขัดสนทั้งหลาย
ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ เพราะเหตุนั้น
แหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราไม่นอกใจภรรยา ถึงภรรยาก็ไม่
นอกใจพวกเรา พวกเราประพฤติพรหมจรรย์

887
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 888 (เล่ม 59)

นอกจากภรรยาของตน เพราะเหตุนั้นแหละ
คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราทั้งหมดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
งดเว้นสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลก ไม่ดื่มของเมา
ไม่กล่าวปด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ
ของพวกเราจึงไม่ตาย.
บุตรที่เกิดในภรรยาผู้มีศีลดีเหล่านั้น เป็น
ผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต เรียนจบไตรเพท
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเรา
จึงไม่ตาย.
มารดาบิดา พี่น้องหญิงชาย บุตร ภรรยา
และเราทุกคนประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ใน
โลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ
ของพวกเราจึงไม่ตาย.
ทาส ทาสี คนที่อาศัยเลี้ยงชีวิต คนรับใช้
คนทำงานทั้งหมด ล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่ง
ประโยชน์ในโลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ
คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

888
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 889 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติ
ธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ กุศลกรรมทุกอย่างเป็นต้นว่า
พวกเราไม่ปลงสัตว์โดยที่สุดแม้มดดำจากชีวิต เพราะเหตุแห่งชีวิตตน
และไม่มองดูสิ่งของของผู้อื่นด้วยโลภจิต อันบัณฑิตพึงพรรณนาให้
พิสดาร ก็ในคาถานี้ พราหมณ์กล่าวถึงการพูดมุสา แต่กล่าวไว้ด้วย
สามารถแห่งอกุศลกรรมที่สูงขึ้นว่า ขึ้นชื่อว่าบาปที่บุคคลผู้มักพูดเท็จ
จะไม่ทำย่อมไม่มี ได้ยินว่า บุคคลเหล่านั้น ไม่พูดเท็จ แม้ด้วยประสงค์
จะให้หัวเราะ.
บทว่า ปาปานิ ได้แก่ กรรมอันลามกที่เป็นเหตุให้เข้าถึงนรก
แม้ทุกอย่าง. บทว่า อนริยํ ได้แก่ งดเว้นกรรมที่เว้นจากความเป็น
กรรมอันประเสริฐ คือที่ไม่ดี ได้แก่ ไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด. หิ อักษร
ในคำว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ นี้เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า เพราะเหตุนี้
คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย คือขึ้นชื่อว่า อกาลมรณะในระหว่าง
ย่อมไม่มีแก่พวกเรา บาลีว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ ดังนี้ก็มี. บทว่า สุโณม
เป็นต้น ความว่า ได้ยินว่า พวกเรา ธรรมอันแสดงกุศลของสัตบุรุษ
ก็ฟัง. ธรรมอันแสดงอกุศลของอสัตบุรุษก็ฟังทั้งนั้น แต่พวกเราก็เป็น
สักแต่ว่าฟังธรรมนั้นแล้วเท่านั้น ไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษนั้นเลย
แต่ไม่ให้มีการทะเลาะหรือวิวาทกับอสัตบุรุษเหล่านั้น แม้ฟังแล้ว ได้แล้ว
ก็ประพฤติตามสัตบุรุษ ไม่ละสัตบุรุษแม้สักขณะเดียว ละอสัตบุรุษ
คือบาปมิตรเสียแล้ว เป็นผู้ซ่องเสพแก่กัลยาณมิตรเท่านั้น.

889
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 890 (เล่ม 59)

บทว่า สมเณ มยํ พฺราหฺมเณ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์
พวกเราเลี้ยงดู สมณพราหมณ์ คือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีบาปอันสงบ
แล้วแล มีบาปอันลอยแล้วบ้าง สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมที่เหลือ
บ้าง ชนที่เหลือมีมารเดินทางเป็นต้นบ้าง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าว
น้ำ ก็ในพระบาลีคาถานี้ก็มาตามหลังคาถาว่า ปุพฺเพว ทานา เหมือน
กัน. บทว่า นาติกฺกมาม ความว่า พวกเราไม่นอกใจภรรยาของตน
กระทำมิจฉาจารในหญิงอื่นในภายนอก. บทว่า อญฺญตฺร ตาหิ ความว่า
พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ในหญิงที่เหลือ นอกจากภรรยาของตน
แม้ภรรยาของพวกเราก็เป็นไปในชายที่เหลืออย่างนี้เหมือนกัน บทว่า
ชายเร แปลว่า ย่อมเกิด. บทว่า สุตฺตมาสุ คือในหญิงผู้สูงสุด ผู้มี
ศีลดีทั้งหลาย.
ข้อนี้มีอธิบายว่า บุตรเหล่าใดของพวกเราเกิดในหญิงผู้สูงสุด
ผู้มีศีลสมบูรณ์เหล่านั้น บุตรเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีประการอย่างนี้ คือ
เป็นผู้ฉลาดเป็นต้น ความตายในระหว่างจักมีแก่บุตรเหล่านั้น แต่ที่
ไหนเล่า แม้เพราะเหตุนั้น คนหนุ่ม ๆ ในตระกูลของพวกเราจึงไม่ตาย.
บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติสุจริตธรรม ๓ ประการ เพื่อ
ประโยชน์แก่ปรโลก. หญิงรับใช้ทั้งหลาย ชื่อว่า ทาสี.
ในที่สุด พราหมณ์ก็ได้แสดงคุณของผู้ประพฤติธรรม ด้วยคาถา
๒ คาถาเหล่านี้ ว่า :-

890
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 891 (เล่ม 59)

ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรม
ที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้
เป็นอานิสงส์ ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้
ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
เหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ฉะนั้น ธรรมปาละ-
บุตรของเรา อันธรรมคุ้มครองแล้ว กระดูกที่
ท่านนำเอามานี้ เป็นกระดูกสัตว์อื่น บุตรของ
เรายังมีความสุข.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รกฺขติ ความว่า ธรรมดาว่า ธรรม
ที่บุคคลรักษาแล้วนี้ ย่อมกลับรักษาซึ่งบุคคลผู้มีธรรมอันตนรักษา
แล้ว. บทว่า สุขมาวหาติ คือ ย่อมนำสุขในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
กับนิพพานสุขมาให้. บทว่า น ทุคฺคตึ คือย่อมไม่ไปสู่ทุคติ อัน
ต่างด้วยทุคติมีนรกเป็นต้น.
พราหมณ์นั้นแสดงว่า ดูก่อนพราหมณ์ พวกเรารักษาธรรม
อย่างนี้ แม้ธรรมก็รักษาพวกเราเหมือนกัน. บทว่า ธมฺเมน คุตฺโต
คืออันธรรมที่ตนรักษาอันเช่นกับด้วยร่มใหญ่คุ้มครองแล้ว. บทว่า
อสฺญสฺส อฏฐีนิ ความว่า ก็กระดูกที่ท่านนำมานี้ จักเป็นกระดูก

891
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 892 (เล่ม 59)

ของสัตว์อื่น คือของแพะก็ตามของสุนัขก็ตาม ท่านจงทิ้งกระดูกเหล่านั้น
เสีย บุตรของเรายังมีความสุข.
อาจารย์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า การมาของข้าพเจ้าเป็นการ
มาดี มีผล ไม่ไร้ผล แล้วมีความยินดี ขอขมาโทษกะบิดาธรรมปาละ
แล้วกล่าวว่า นี้เป็นกระดูกแพะ. ข้าพเจ้านำมาเพื่อจะลองท่าน บุตร
ของท่านสบายดี ท่านจงให้ธรรมที่ท่านรักษาแก่ข้าพเจ้าบ้าง ดังนี้แล้ว
เขียนข้อความลงในสมุด อยู่ในที่นั้น ๒,๓ วันแล้ว ไปเมืองตักกศิลา
ให้ธรรมปาลกุมารศึกษาศิลปะทุกอย่าง แล้วส่งไปด้วยบริวารใหญ่.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่ พระเจ้า-
สุทโธทนมหาราชแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมในเวลาจบสัจจะ พระเจ้า-
สุทโธทนมหาราชได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พระทศพลทรงประชุมชาดก
ว่า มารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธมารดาพุทธบิดาในบัดนี้
อาจารย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ บริษัทในครั้งนั้น
ได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนธรรมปาลกุมาร ได้มาเป็นเราตถาคต
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามหาธัมมปาลชาดกที่ ๙

892
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 893 (เล่ม 59)

๑๐. กุกกุฏชาดก
ว่าด้วยพ้นศัตรูเพราะรู้เท่านั้น
[๑๔๒๒] บุคคลไม่พึงคุ้นเคยในคนทำบาป คน
มักพูดเหลาะแหละ คนมีปัญญาคิดแต่ประ-
โยชน์ตน คนแสร้งทำสงบเสงี่ยมแต่ภายนอก.
[๑๔๒๓] มีคนพวก ๑ มีปกติเหมือนโคกระหาย
น้ำทำทีเหมือนจะกล้ำกลืนมิตรด้วยวาจา แต่ไม่
ใช้ด้วยการงาน ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนี้.
[๑๔๒๔] คนพวก ๑ เป็นคนชูมือเปล่า พัวพัน
อยู่แต่ด้วยวาจา เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความ
กตัญญู ไม่ควรนั่งใกล้คนเช่นนั้น.
[๑๔๒๕] บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อสตรีหรือบุรุษผู้
มีจิตกลับกลอก ไม่ทำความเกี่ยวข้องให้แจ้ง-
ชัดด้วยเหตุต่าง ๆ.
[๑๔๒๖] ไม่ควรคุ้นเคยกับบุคคล ผู้หยั่งลงสู่
กรรมอันไม่ประเสริฐ เป็นคนไม่แน่นอน กำ-

893
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 894 (เล่ม 59)

จัดคนไม่เหลือกหน้า เหมือนดาบที่เขาลับแล้ว
ปกปิดไว้ ฉะนั้น.
[๑๔๒๗] คนบางพวกในโลกนี้ คอยเพ่งโทษ
เข้าไปหาด้วยอุบายต่าง ๆ ด้วยคำพูดอันคมคาย
ซึ่งไม่ตรงกับน้ำใจ ด้วยสามารถแห่งคนเทียม
มิตร แม้คนเช่นนี้ก็ไม่ควรคุ้นเคย.
[๑๔๒๘] คนมีความคิดชั่วเช่นนั้น พบเห็นอามิส
หรือทรัพย์เข้า ณ ที่ใด ย่อมคิดประทุษร้าย
และครั้นได้แล้วก็ละสหายนั้นไป.
[๑๔๒๙] มีคนจำนวนมากที่ปลอมเป็นมิตรมาคบ
หา บุคคลพึงละบุรุษชั่วเหล่านั้นเสีย เหมือน
ไก่ละเหยี่ยว ฉะนั้น.
[๑๔๓๐] อนึ่ง บุคคลใดไม่รู้เท่าเหตุที่เกิดขึ้นได้
ฉับพลัน หลงไปตามอำนาจศัตรู บุคคลนั้น
ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
[๑๔๓๑] ส่วนบุคคลใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้
ฉับพลัน บุคคลนั้นย่อมพ้นจากการเบียดเบียน

894
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 895 (เล่ม 59)

ของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว ฉะนั้น.
[๑๔๓๒] คนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ควรเว้น
บุคคลผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มักทำการกำจัดอยู่
เป็นนิตย์ เหมือนแร้วที่เขาดักไว้ในป่าเช่นนั้น
เสียให้ห่างไกล เหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้น
เหยี่ยว ฉะนั้น.
จบ กุกกุฏชาดกที่ ๑๐
อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภ
ความพยายามปลงพระชนม์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาสฺมเส
กตปาปมฺหิ ดังนี้.
ความย่อว่า ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาถึงความไม่ดี
ของพระเทวทัตว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำอุบายเพื่อจะปลงพระ-
ชนม์พระทศพล ด้วยการวางนายขมังธนูเป็น. พระศาสดาเสด็จมา
ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่อง
อะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตพยายามฆ่าเรา แม้

895