ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 846 (เล่ม 59)

เราอนุวัตรตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น กำ
หนดใจไว้ว่า อย่าได้เป็นคนตัดธรรมเนียม
แห่งตระกูลภายหลัง เราเกลียดถ้อยคำเช่นนี้
แม้ไม่ประสงค์ก็ให้ทานนี้ได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสุํ สัมพันธ์กับ บทว่า สทฺธา
นี้ อธิบายว่า ได้เป็นผู้มีศรัทธาแล้ว. บทว่า อหุ เป็นต้น ความว่า
เป็นผู้มีศรัทธายิ่งกว่านั้น ยิ่งเป็นใหญ่ในทานด้วย เป็นผู้ส่องเนื้อความ
แห่งคำที่ท่านกล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงกล่าว จงกระทำดังนี้ให้แจ่มแจ้ง
ด้วย. บทว่า ตํ กูลวตฺตํ คือตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น ถึงใน
อรรถกถาก็มีบาลีอย่างนี้ เหมือนกัน. บาทคาถาว่า มาหํ กุเล อนฺติม-
คนฺธิโน อหุํ ความว่า นายมัณฑัพยะแสดงว่า เรากำหนดใจไว้ว่า
ขอเราอย่าได้เป็นคนสุดท้ายเขาทั้งหมดในตระกูลของตนด้วย อย่าได้เป็น
คนตัดธรรมเนียมแห่งตระกูลด้วยดังนี้ เกลียดวาทะว่าเป็นคนตัดธรรม-
เนียมแห่งตระกูลภายหลังนั้น แม้ไม่ประสงค์เลย ก็ให้ทานนี้ได้.
ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นายมันฑัพยะเมื่อจะถาม
ภรรยาของตน จึงได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
ดูก่อนนางผู้มีร่างกายงาม เรานำเจ้าผู้ยัง
เป็นสาวรุ่น มีปัญญายังไม่สามารถ มาแต่

846
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 847 (เล่ม 59)

ตระกูลญาติ แม้เจ้าก็ยังไม่เคยแสดงความไม่
รักใคร่เรา เจ้าไม่มีความรักใคร่ปฏิบัติเราอยู่
เออ ก็นางผู้เจริญการที่เจ้าอยู่ร่วมกับเราเห็น
ปานนี้ได้ เพราะเหตุอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสมตฺถปญฺญํ คือผู้ยังเป็นยาว
น้อย ๆ มีปัญญายังไม่สามารถที่จะจับจ่าย. คำว่า ยนฺตานยึ ตัดบทเป็น
ยํ ตํ อานยึ มีอธิบายว่า เรานำเจ้าผู้ยังเป็นยาวรุ่นมาจากตระกูล
แห่งญาติ. บทว่า อญฺญตฺร กามา ปริจารยนฺตา ความว่า เจ้าไม่
มีความรักใคร่ แม้ปฏิบัติเราอยู่ด้วยความไม่เต็มใจก็ไม่ให้เรารู้ว่าตนไม่
มีความรักตลอดกาลประมาณเท่านี้ คือแสดงความรักใคร่ปรนนิบัติเรา
แล้ว. บทว่า เกนวณฺเณน แปลว่า ด้วยเหตุอะไร นายมัณฑัพยะ
ร้องเรียกภรรยาว่านางผู้เจริญ. บทว่า เอวรูโป ความว่า การที่เจ้า
อยู่ร่วมกับเราผู้มีความปฏิกูลเสมอด้วยอสรพิษเห็นปานนี้อยู่ได้ คือเป็น
ดุจว่าอยู่ร่วมกับคนที่รักได้อย่างไร ?
ลำดับนั้น เมื่อภรรยาจะบอกแก่สามี จึงได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
ตั้งแต่ไหนแต่ไรนานมาแล้ว อันภรรยา
ที่มีสามีบ่อย ๆ มิได้มีในตระกูลนี้ ดิฉันอนุวัตร
ตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น กำหนดใจไว้

847
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 848 (เล่ม 59)

ว่า ขออย่าให้เป็นคนตัดธรรมเนียมของตระกูล
ในภายหลังเลย ดิฉันเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้
แม้จะไม่มีความพอใจก็ปฏิบัติท่านได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารา ทูเร เป็นไวพจน์ของ
กันและกัน นางเมื่อจะแสดงธรรมเนียมนั้นว่า นานมาก จึงกล่าว
อย่างนี้. ศัพท์ว่า อิธ เป็นเพียงนิบาต ความว่า ในกาลไหน ๆ ก็ไม่มี
บทว่า ปรํปรา คือที่เปลี่ยนผู้ชายบ่อย ๆ.
ข้อนี้มีอรรถกถาธิบายว่า นาย ตั้งแต่ไหนแต่ไรนานมาแล้ว
จนกระทั่งถึง ๗ ชั่วตระกูล อันภรรยาที่มีสามีบ่อย ๆ มิได้มีในตระกูล
แห่งญาติของดิฉันเลย แม้หญิงบางคนจะทั้งกะสามีแล้วก็ไม่เคยที่จะคว้า
เอาชายอื่นมาเป็นสามีเลย. บทว่า ตํ กูลวตฺตํ ดิฉันเมื่อจะอนุวัตร
ตามธรรมเนียมของตระกูล คือตามประเพณีของตระกูลนั้น กำหนดใจ
ไว้ว่า ขอเราอย่าพึงเป็นหญิงกลับกลอกคนสุดท้ายในตระกูลของตนเถิด
เกลียดวาทะว่า เป็นหญิงตัดธรรมเนียมของตระกูลคนสุดท้ายในตระกูล
นั้น แม้จะไม่มีความพอใจก็ปฏิบัติ ท่านได้ คือเป็นผู้ทำความขวนขวาย
เป็นผู้บำเรอใกล้เท้าท่านได้.
ครั้นนางได้กล่าวอย่างนี้แล้ว จึงคิดว่าความลับที่ไม่ควรจะกล่าว
ต่อหน้าสามี เราได้กล่าวแล้วเขาคงโกรธเรา เราจะขอโทษเขา ต่อหน้า

848
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 849 (เล่ม 59)

พระดาบสผู้เข้าถึงตระกูลของเรา เมื่อจะให้สามีอดโทษ จึงได้กล่าวคาถา
ที่ ๑๐ ว่า :-
ข้าแต่ท่านมัณฑัพยะ. วันนี้ดิฉันพูด
ถ้อยคำที่ไม่ควรจะพูด ขอท่านจงอดโทษถ้อย
คำนั้นให้แก่ดิฉัน เพราะเห็นแก่ลูกเถิด สิ่งอื่น
อะไร ๆ ในโลกนี้ที่จะรักเท่าบุตรมิได้มี ยัญญ
ทัตตบุตรของเรานี้ก็ได้รอดชีวิตแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ขมตํ แปลว่า จงอดโทษ
ถ้อยคำนั้น. บทว่า ปุตฺตเหตุ มมชฺช ความว่า ขอท่านจงอดโทษ
ถ้อยคำที่ฉันพูดแล้วนั้น เพราะเหตุแห่งบุตรนี้ในวันนี้เถิด. บทว่า
โส โน อยํ ความว่า ฉันพูดคำนั้นเพราะเหตุแห่งบุตรคนใด บุตร
ของเราคนนั้นก็ได้รอดชีวิตแล้ว เพราะบุตรคนนี้รอดชีวิตแล้วนั่นแหละ
ขอท่านจงอดโทษแก่ดิฉัน ตั้งแต่วันนี้ไปดิฉันจักเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจ
ของท่าน.
ลำดับนั้น นายมัณฑัพยะได้กล่าวกะภรรยาว่า ลุกขึ้นเถิด ที่รัก
เราอดโทษให้เจ้า ตั้งแต่นี้ไปเจ้าอย่าได้มีจิตกระด้าง แม้เราก็จะไม่เกลียด
เจ้า พระดาบสโพธิสัตว์กล่าวกะนายมัณฑัพยะว่า อาวุโส การที่ท่าน
หาทรัพย์ได้มาโดยลำบาก แล้วบริจาคทานโดยไม่เชื่อกรรมและผลแห่ง

849
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 850 (เล่ม 59)

กรรมนั้นเป็นการไม่สมควร แต่นี้ไปท่านจงเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม
ให้ทานเถิด นายมัณฑัพยะรับคำว่า ดีแล้ว แล้วกล่าวกะพระดาบส
โพธิสัตว์ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านดำรงอยู่ในความเป็นทักขิไณยบุคคลของ
ข้าพเจ้าไม่มีความยินดี ประพฤติพรหมจรรย์เป็นการไม่สมควร ตั้งแต่
นี้ไปขอท่านจงทำจิตให้เลื่อมใส มีจิตบริสุทธิ์ ยินดีในฌาน ประพฤติ
พรหมจรรย์โดยลักษณะที่ข้าพเจ้าทำสักการะแก่ท่านในบัดนี้แล้ว จะได้
รับผลมากเถิด แล้วสองสามีภรรยาก็นมัสการพระมหาสัตว์ แล้วลุกจาก
อาสนะไป ตั้งแต่นั้นมาภรรยาก็มีความเสน่หาในสามีเป็นอย่างดี นาย
มัณฑัพยะก็มีจิตเลื่อมใสถวายทานด้วยศรัทธา พระโพธิสัตว์ก็บรรเทา
ความเบื่อหน่ายเสียได้ ทำฌานและอภิญญา ให้เกิดแล้วเป็นสิ่งมีพรหมโลก
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง-
ประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสัน ได้ดำรงอยู่ในโสดา-
ปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นายมัณฑัพยะในครั้งนั้น ได้มา
เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ภรรยาในครั้งนั้น ได้มาเป็นนางวิสาขาใน
บัดนี้ บุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระราหุลในบัดนี้ อาณิมัณฑัพยะ
ดาบส ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนกัณหทีปายนดาบสในครั้ง
นั้น คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถากัณหทีปายชาดกที่ ๖

850
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 851 (เล่ม 59)

๗. นิโครธชาดก
ว่าด้วยการคบหากับคนดี
[๑๓๙๐] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระนามว่านิโครธ
ท่านสาขะเสนาบดีพูดว่า เราไม่รู้จักคนนี้เลยว่า
เป็นใครกัน หรือเป็นเพื่อนของใคร พระองค์
จะทรงเข้าพระทัยอย่างไร.
[๑๓๙๑] ลำดับนั้น บุรุษผู้ทำตามคำของท่านสาขะ
เสนาบดีเข้าจับคอ ตบหน้าข้าพระองค์ขับไส
ออกไป.
[๑๓๙๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร
ธรรมอันไม่ประเสริฐเช่นนี้. อันท่านสาขะเสนา-
บดีผู้เป็นเพื่อนเก่าของพระองค์ เป็นคนมีความ
คิดทราม เป็นคนอกตัญญูประทุษร้ายมิตร ได้
กระทำแล้ว.
[๑๓๙๓] ดูก่อนสหาย เรื่องนี้เราไม่รู้เลย แม้ใคร ๆ
ก็มิได้บอกเรา ท่านมาบอกเราแล้วว่า ท่าน
สาขะเสนาบดีฉุดคร่าท่าน.

851
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 852 (เล่ม 59)

[๑๓๙๔] ท่านเป็นคนทำเพื่อนให้มีชีวิตอยู่สบายดี
ท่านเป็นคนให้อิสริยยศ คือความเป็นใหญ่ใน
หมู่มนุษย์แก่เรา และแก่สาขะเสนาบดีทั้งสอง
คน เราได้รับความสำเร็จเพราะท่าน ในข้อนี้
เราไม่มีความสงสัยเลย.
[๑๓๙๕] กรรมที่บุคคลทำในอสัตบุรุษ ย่อม
ฉิบหายไม่งอกงามเหมือนพืชที่บุคคลหว่านลง
ในไฟย่อมถูกไฟไหม้ไม่งอกงาม ฉะนั้น.
[๑๓๙๖] ส่วนกรรมที่บุคคลทำในคนกตัญญู มีศีล
มีความประพฤติประเสริฐ ย่อมไม่ฉิบหายไป
เหมือนพืชที่บุคคลหว่านลงในนาดี ฉะนั้น.
[๑๓๙๗] ราชบุรุษทั้งหลาย จงฆ่าสาขะเสนาบดี ผู้
ชั่วช้ามักหลอกลวง มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ
คนนี้เสียด้วยหอกทั้งหลาย เราไม่อยากให้มัน
มีชีวิตอยู่เลย.
[๑๓๙๘] ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์ได้โปรด
อดโทษให้แก่เขาเถิด ชีวิตของคนตายแล้วไม่

852
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 853 (เล่ม 59)

อาจจะนำกลับคืนมาได้ ขอได้ทรงโปรดอดโทษ
แก่อสัตบุรุษเถิดพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่
อยากให้ฆ่าเขา.
[๑๓๙๙] ควรคบแต่ท่านนิโครธเท่านั้น ไม่ควร
เข้าไปคบเจ้าสาขะอยู่ ตายเสียในสำนักท่าน
นิโครธประเสริฐ ว่า เป็นอยู่ในสำนักเจ้าสาขะ
จะประเสริฐอะไร.
จบ นิโครธชาดกที่ ๗
อรรถกถานิโครธชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
พระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนาเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น จาหเมตํ
ชานามิ ดังนี้.
ได้ยินว่า วันหนึ่งภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาถึงเรื่อง
พระเทวทัต ที่ภิกษุทั้งหลายตักเตือนว่า ดูก่อนท่านเทวทัต พระศาสดา
ทรงมีพระอุปการะแก่เธอมา เพราะเธอได้อาศัยพระองค์ จึงได้
บรรพชาอุปสมบท ได้เรียนพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก และได้ฌาน
แม้ลาภสักการะของเธอก็เกิดแต่พระทศพลทั้งนั้น พระเทวทัตยังยก

853
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 854 (เล่ม 59)

สลากหญ้าขึ้นประกาศว่า อุปการคุณแม้เพียงเท่านี้เราก็ไม่แลเห็นว่า
พระสมณโคดมกระทำให้แก่เรา ดังนี้ พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อ
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นอกตัญญูประทุษร้ายมิตร แม้
ในกาลก่อน พระเทวทัตก็เป็นคนอกตัญญูประทุษร้ายเหมือนกัน แล้ว
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระเจ้ามคธราชครองราชสมบัติอยู่ในนครราชคฤห์
ครั้งนั้นเศรษฐีเมืองราชคฤห์ได้ขอธิดาของเศรษฐีในชนบทมาให้เป็น
ภรรยาของบุตรตน นางนั้นเป็นหญิงหมัน ต่อมาภายหลังตระกูลนั้นก็
เสื่อมลาภสักการะลง เขาพูดกันให้นางนั้นได้ยินว่า เมื่อหญิงหมันมาอยู่
เรือนลูกชายเรา วงศ์ตระกูลจักเจริญได้อย่างไร นางได้ฟังคำนั้นจึงคิดว่า
ช่างเถอะ เราจักทำมีครรภ์ลวงคนเหล่านี้ แล้วกล่าวถามหญิงพี่เลี้ยงที่
ไว้วางใจ ถึงวิธีการของหญิงมีครรภ์ว่า ธรรมดาหญิงที่มีครรภ์จะต้องทำ
อย่างไรบ้าง ? ครั้นได้ฟังแล้ว เมื่อถึงคราวมีระดูก็ปกปิดเสีย แสดงกิริยา
ของหญิงแพ้ท้อง มีชอบของเปรี้ยวเป็นต้น ในเวลาที่มือเท้าบวมจึงทุบ
หลังมือหลังเท้าให้นูน เอาผ้าเก่าพันท้องให้โตขึ้นทุกวัน ๆ ทำหัวนมให้
ดำ แม้จะทำสรีรกิจก็ไม่ทำต่อหน้าคนอื่นนอกจากหญิงพี่เลี้ยงคนนั้น แม้
สามีก็ได้ช่วยบริหารครรภ์แก่นางอยู่มาได้ ๙ เดือนด้วยอาการอย่างนี้

854
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 855 (เล่ม 59)

นางจึงลาพ่อผัวแม่ผัวจะไปคลอดบุตร ณ เรือนบิดาในชนบท แล้วก็
ขึ้นรถออกจากเมืองราชคฤห์เดินทางไปด้วยบริวารใหญ่.
ข้างหน้านาง มีพวกเกวียนไปพวกหนึ่ง นางไปถึงที่ซึ่งพวกเกวียน
หยุดพักแล้วไปในเวลาอาหารเช้า วันหนึ่งหญิงเข็ญใจคนหนึ่งที่อาศัยไป
ในพวกเกวียนนั้น ตลอดบุตรที่โคนต้นไทรต้นหนึ่งในกลางคืน ครั้น
รุ่งเช้าเมื่อพวกเกวียนออกเดินทาง จึงคิดว่า เราเว้นพวกเกวียนเสียแล้ว
ไม่อาจไปได้ แลเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ก็อาจที่จะได้บุตร ดังนี้แล้วจึงเอารถ
และครรภมลทินมาราดลงที่ควงข่ายต้นไทรแล้วทิ้งบุตรไป เทวดาได้มา
อารักขาทารกไว้ เพราะทารกนั้นไม่ใช่สัตว์สามัญ คือองค์พระโพธิสัตว์
ทีเดียว แลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้มาถือปฏิสนธิเช่นนั้น.
เวลาเช้า หญิงหมันได้ไปถึงที่นั้นในเวลาอาหารเช้า คิดว่าจักทำ
สรีรกิจจึงไปที่โคนต้นไทรกับหญิงพี่เลี้ยงนั้น เห็นทารกมีวรรณะดังทอง
จึงพูดกับพี่เลี้ยงว่า กิจของเราสำเร็จแล้ว แล้วก็แก้ผ้าพ้นท้องออก เอา
โลหิตและครรภมลทินทาหน้าขาแล้วบอกว่าตนคลอดบุตร ทันใดนั้นพวก
บริวารชนต่างพากันร่าเริงยินดี ช่วยกันเอาม่านกั้นให้นาง แล้วมีหนังสือ
ส่งไปนครราชคฤห์ ลำดับนั้น พ่อผัวแม่ผัวของนางมีหนังสือส่งไปว่า
เมื่อคลอดแล้วก็ไม่ต้องไปตระกูลบิดาจงกลับมาที่นี้เถิด นางจึงกลับเข้า
นครราชคฤห์ทันที เมื่อจะรับขวัญตั้งชื่อทารก ญาติทั้งหลายตั้งชื่อให้
ว่า นิโครธกุมาร เพราะเกิดที่โคนต้นไทร ในวันเดียวกันนั้นหญิง

855