ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 836 (เล่ม 59)

พรรษา แล้วลานายมัณฑัพยะ เที่ยวจาริกไปถึงเมืองพาราณสี อาศัย
อยู่ในอธิมุตติกสุสาน ทีปายนดาบสอยู่ ณ ที่นั้นพอควรแก่อัธยาศัย
แล้ว ก็กลับไปสู่สำนักสหายนั้นอีก แต่มัณฑัพยะดาบสยังอยู่ที่ป่าช้า
นั่นเอง.
อยู่มาวันหนึ่ง โจรคนหนึ่งขโมยของภายในเมือง ถือเอาทรัพย์
ออกไป เมื่อเจ้าของเรือนและเจ้าหน้าที่ตื่นขึ้นรู้ว่าขโมย ก็พากันตามจับ
จึงหนีออกทางท่อน้ำ รีบวิ่งเข้าป่าช้าทิ้งห่อทรัพย์ไว้ที่ประตูบรรณศาลา
แห่งพระดาบสแล้วหนีไป พวกมนุษย์ที่ตามจับเห็นห่อทรัพย์เข้าจึงคุก
คามว่า ไอ้ชฎิลร้าย กลางคืนเจ้าเที่ยวขโมยเขา กลางวันทำถือเพศดาบส
อยู่ ทุบตีแล้วจับตัวนำส่งพระราชา พระราชาไม่ทรงพิจารณาก่อน
รับสั่งให้ราชบุรุษเอาตัวไปเสียบหลาวเสีย พวกราชบุรุษนำตัวไปเสียบ
หลาวไม้ตะเคียนที่ป่าช้านั้น เสียบหลาวไม่เข้า จึงเปลี่ยนเอาหลาวไม้
สะเดาเสียบก็ไม่เข้าอีก เอาหลาวเหล็กเสียบก็ไม่เข้า ดาบสจึงใคร่ครวญดู
บุพกรรมของตน ลำดับนั้น ท่านก็เกิดญาณเครื่องระลึกชาติได้ ใช้
ญาณนั้นใคร่ครวญดูก็ได้รู้แล้ว ถามว่า ก็อะไรเป็นบุพกรรมของท่าน
ตอบว่า การเอาหนามไม้ทองหลางเสียบแมลงวัน เป็นบุพกรรม
ของท่าน นัยว่า ในภพก่อนท่านเกิดเป็นบุตรนายช่างไม้ ไปถากไม้กับ
บิดา จับแมลงวันมาตัวหนึ่งแล้วเอาหนามไม้ทองหลางมาเสียบ บาป
กรรมนั้นเองมาถึงเข้า ท่านรู้ตัวว่า ไม่อาจพ้นบาปกรรมนี้ได้ จึงได้

836
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 837 (เล่ม 59)

กล่าวกะราชบุรุษว่า ถ้าท่านต้องการจะเอาหลาวเสียบเราจงเอาหลาวไม้
ทองหลาง พวกราชบุรุษก็การทำตามเสียบเข้าแล้วก็วางคนซุ่มรักษาอยู่
แล้วหลีกไป พวกที่ซุ่มรักษาอยู่ได้คอยดูผู้ที่จะมาหาดาบส.
ครั้งนั้น ทีปายนดาบสคิดว่า เราไม่ได้พบสหายนานแล้ว จึงมา
สำนักของท่านมัณฑัพยะดาบส ได้ฟังข่าวในระหว่างทางในวันนั้นเองว่า
มัณฑัพยะดาบสถูกหลาวเสียบ ก็ไป ณ ที่นั้นแล้วยืนอยู่ ส่วน
ข้างหนึ่งถามว่า เพื่อน ! ท่านได้ทำผิดอย่างไรหรือ ? เมื่อดาบสนั้นตอบ
ว่า เราไม่ได้ทำผิด จึงถามว่า ท่านอาจจะรักษาใจตนไม่ให้มีความ
ขุ่นเคืองได้หรือไม่ ? มัณฑัพยะดาบสตอบว่า เพื่อน ! ผู้ที่จับเรามาส่ง
พระราชาเรามิได้มีใจขุ่นเคืองเลยทีปายนดาบสกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น
ร่มเงาของผู้มีศีลเช่นท่านเป็นความสุขสำหรับเรา แล้วเข้าไปนั่งพิง
หลาวอยู่ หยาดโลหิตที่ออกจากตัวมัณฑัพยะดาบสก็หยดลงต้องทีปายน
ดาบส หยาดโลหิตเหล่านั้นหยดลงที่สรีระอันมีสีดุจทอง แห้งดำไปทั้งตัว
ตั้งแต่นั้นมา ท่านจึงได้นามเริ่มต้นว่ากัณหทิปายนะ ท่านนั่งพิงหลาว
นั้นเองตลอดคืนยังรุ่ง วันรุ่งขึ้นพวกคนรักษาจึงไปกราบทูลเหตุการณ์
นั้นแต่พระราชา พระราชาทรงพระดำริว่า เรื่องนี้เราทำลงไปโดยไม่
พิจารณา จึงรีบเสด็จไปที่นั้น แล้วตรัสถามทีปายนดาบสว่า ดูก่อน
บรรพชิต เหตุไรท่านจึงนั่งพิงหลาวอยู่ ? ทีปายนดาบสตอบว่า มหา-
บพิตร อาตมภาพนั่งรักษาดาบสนี้อยู่ ก็มหาบพิตรทรงทราบแล้วหรือ
ว่าดาบสนี้ทำผิดหรือไม่ได้ทำผิด จึงได้ลงพระราชอาญาอย่างนี้ พระราชา

837
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 838 (เล่ม 59)

ตรัสบอกว่าลงโทษไปโดยไม่พิจารณา พระดาบสจึงกล่าวแก่พระราชาว่า
มหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรจะพิจารณาก่อนแล้วจึงการทำดังนี้
แล้วแสดงธรรมว่า คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ถ้าเป็นคนเกียจคร้านแล้ว
ไม่ดีดังนี้เป็นต้น.
พระราชาทรงทราบว่า มัณฑัพยะดาบสไม่มีความผิดจึงรับสั่งให้
ถอนหลาวออก พวกราชบุรุษไม่สามารถจะถอนหลาวออกได้ มัณฑัพยะ
กราบทูลพระราชาว่า มหาบพิตร อาตมภาพถึงความพินาศย่อยยับ
อย่างนี้ด้วยอำนาจกรรมที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน ไม่มีใครอาจถอนหลาว
ออกจากตัวอาตมภาพได้ ถ้าพระองค์มีพระราชประสงค์จะพระราชทาน
ชีวิตแก่อาตมภาพไซร้ ก็จงโปรดให้เอาเลื่อยมาตัดหลาวนี้ให้เสมอหนัง
พระราชารับสั่งให้การทำตามนั้น ภายในร่างกายได้มีหลาวอยู่ภายใน
เรื่อยมา.
ได้ยินว่า ครั้งนั้น ดาบสนั้นเอาหนามทองหลางเรียว ๆ เสียบ
ก้นแมลงวัน หนามทองหลางติดอยู่ในตัวแมลงวัน แต่แมลงวันไม่
ตายเพราะถูกเสียบ ตายเมื่อหมดอายุของตน ฉะนั้น ดาบสนี้จึงไม่
ตาย พระราชาทรงนมัสการพระดาบสทั้งสองให้ขมาโทษแล้ว นิมนต์
ให้อยู่ในพระราชอุทยาน ทรงบำรุงแล้ว ตั้งแต่นั้นมามัณฑัพยะดาบส
ได้ชื่อเติมหน้าว่า อาณิมัณฑัพยะท่านอาศัยพระราชาอยู่ในพระราช-

838
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 839 (เล่ม 59)

อุทยานนั้น ส่วนทีปายนดาบสรักษาแผลมัณฑัพยดาบสหายดีแล้ว ไป
สำนักนายมัณฑัพยะผู้เป็นสหายคฤหัสถ์ของตน.
บุรุษผู้หนึ่งเห็นทีปายนดาบสนั้นเข้าไปสู่บรรณศาลา จึงบอกแก่
นายมัณฑัพยะผู้เป็นสหาย นายมัณฑัพยะนั้นได้ฟังข่าวก็ยินดี พาบุตร
ภรรยาถือเครื่องสักการะมีของหอมดอกไม้และเครื่องลูบไล้เป็นต้น เป็น
อันมากไปสู่บรรณศาลา ไหว้ทีปายนดาบสแล้ว ล้างเท้าทาน้ำมันให้
ถวายน้ำปานะให้ดื่มแล้วนั่งฟังข่าวอาณิมัณฑัพยะดาบส ครั้งนั้นบุตรของ
เขาชื่อยัญญทัตตกุมารเล่นลูกข่างอยู่ในที่สุดที่จงกรม ก็ที่จอมปลวกแห่ง
หนึ่งใกล้บรรณศาลานั้น มีอสรพิษตัวหนึ่งอาศัยอยู่ลูกข่างที่กุมารปา
เหนือพื้นดินได้เข้าไปตกถูกศีรษะอสรพิษในโพรงจอมปลวก กุมารนั้น
ไม่รู้จึงเอามือล้วงเข้าไปในโพรง ครานั้นอสรพิษเดือดดาลเขาจึงกัด
เอามือ เขาสลบล้มลง ณ ที่นั้นด้วยกำลังอสรพิษ ลำดับนั้น มารดา
บิดารู้ว่าลูกถูกอสรพิษกัดจึงยกกุมารขึ้นแล้วอุ้มมาที่พระดาบสให้นอนลง
แทบเท้าแล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ธรรมดาบรรพชิตย่อมจะรู้โอสถหรือ
ปริต ขอท่านได้โปรดทำบุตรของข้าพเจ้าให้หายโรคเถิด พระดาบส
กล่าวว่า เราไม่รู้โอสถ เราเป็นบรรพชิตจักทำเวชกรรมไม่ได้ พระดาบส
ถูกเขาขอร้องว่า ถ้าเช่นนั้น ขอท่านได้ตั้งเมตตาในกุมารทำสัตยาธิษฐาน
เถิด จึงรับว่า ดีแล้วเราจักทำสัจกิริยาแล้ววางมือลงที่ศีรษะยัญญทัตต-
กุมาร จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

839
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 840 (เล่ม 59)

เราเป็นผู้มีความต้องการบุญ ได้มีจิต
เลื่อมใสประพฤติพรหมจรรย์อยู่เพียง ๗ วัน
เท่านั้น ต่อจากนั้นมา แม้เราจะไม่มีความใคร่
บรรพชา ก็ทานประพฤติพรหมจรรย์ของเราอยู่
รู้ถึง ๕๐ กว่าปี ด้วยความสัตย์อันนี้ ขอความ
สวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก
ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อถาปรํ ยํ จริตํ ความว่า
เพราะฉะนั้น ต่อจาก ๗ วันนั้นมาแม้เราจะได้มีความใคร่ ก็ทนประพฤติ
พรหมจรรย์ของเราอยู่ได้. บทว่า อากามโก วาปิ คือไม่ปรารถนา
บรรพชาเลย. บทว่า เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ความว่า ถ้าว่า
ความที่แห่งใคร ๆ เป็นผู้อันเราผู้ทนอยู่ด้วยความไม่พอใจถึง ๕๐ กว่าปี
ไม่บอกแล้วเป็นสัจจะไซร้ ด้วยความสัตย์นั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่
ยัญญทัตตกุมาร ขอยัญญทัตตกุมารจงกลับได้ชีวิตเถิด.
พร้อมกับสัจกิริยา พิษในกายตอนบนของยัญญทัตตกุมารก็ตกเข้า
แผ่นดินหมด กุมารลืมนัยน์ตาขึ้นดูมารดาบิดาเรียกว่า แม่ แล้วพลิกนอน.
ลำดับนั้น กัณหทีปายนดาบสจึงกล่าวกะบิดาของกุมารนั้นว่า กำลังของ
เรา เราทำได้เท่านั้น ท่านจงทำกำลังของตนบ้างเถิด เขากล่าวว่า

840
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 841 (เล่ม 59)

เราจักทำสัจกิริยาบ้าง แล้ววางมือลงที่หน้าอกบุตร จึงได้กล่าวคาถา
ที่ ๒ ว่า :-
เพราะเหตุที่เราเห็นแขกในเวลาที่มาถึง
บ้านเพื่อจะพักอยู่ บางครั้งไม่พอใจจะให้พัก
เลย แม้สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต ก็ไม่ทราบ
ความไม่พอใจของเรา แม้เราไม่ประสงค์จะให้
ก็ให้ได้ ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมี
แก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตต
กุมารจงรอดชีวิตเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาสกาเล คือในเวลาที่แขกมาถึง
บ้านเพื่อต้องการจะพักอยู่. บทว่า น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทุํ
ความว่า ก็แม้สมณพราหมณ์ที่เป็นพหูสูตก็ไม่ทราบเหตุ. คืออาการอัน
ไม่เป็นที่พอใจนี้ของเราว่า ผู้นี้ไม่พอใจจะให้ ผู้นี้ไม่พอใจพวกเรา
ด้วยคำนี้บิดาของกุมารย่อมแสดงว่า เราคงแลดูด้วยสายตาอันแสดง
ความรักอยู่. บทว่า เอเตน สจฺเจน อธิบายว่า ถ้าเราแม้ให้ทาน
ก็ไม่เธอผลของทานให้ด้วยความไม่พอใจของตน และชนเหล่าอื่นก็ไม่
ทราบเหตุคืออาการอันไม่เป็นที่พอใจของเราไซร้ ด้วยความสัตย์นี้ ขอ
ความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมารเถิด.

841
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 842 (เล่ม 59)

เมื่อบิดาทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว พิษในกายตอนเหนือสะเอวก็ตก
เข้าแผ่นดิน กุมารลุกขึ้นนั่งได้แต่ยังยืนไม่ได้ ลำดับนั้น บิดาได้กล่าว
กะมารดาของกุมารนั้นว่า ที่รัก เราได้ทำกำลังของเราแล้ว ทีนี้เจ้าจง
ทำสัจกิริยาให้บุตรลุกขึ้นเดินได้ มารดากล่าวว่า ข้าแต่นายความสัตย์ของ
ฉันก็มีอยู่อย่างหนึ่งแต่ไม่อาจกล่าวต่อหน้านาย บิดากล่าวว่า อย่างไร ๆ
ก็กล่าวไปเถอะที่รัก จงทำบุตรของเราให้หายโรค นางรับคำว่า ดีแล้ว
เมื่อกระทำสัจกิริยา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ลูกรัก อสรพิษที่ออกจากโพรงกัดเจ้า
นั้นมีเดชมาก ไม่เป็นที่รักของแม่ในวันนี้เลย
อสรพิษนั้นกับบิดาของเจ้า ไม่แปลกกันเลย
ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่
ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตต
กุมารจงรอดชีวิตเถิด.
มารดาร้องเรียกบุตรว่า ตาต ในคาถานั้น.
บทว่า ปหูตเตโช คือมีพิษกล้า. บทว่า พิฬารา คือจากช่อง.
อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า อุทฺธจฺจ คือออกแล้ว
อธิบายว่า เลื้อยขึ้นมาจากโพรงจอมปลวก. บทว่า ปิตรญฺจ เต คือ
ในบิดาของเจ้าถึงในอรรถกถา บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.

842
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 843 (เล่ม 59)

ข้อนี้มีอธิบายว่า แน่ะลูกยัญญทัตต อสรพิษนั้นก็ไม่แปลกอะไร
กับบิดาของเจ้า โดยไม่เป็นที่รักของแม่เลยเหมือนกัน ก็แหละเว้นความ
ไม่เป็นที่รักนั้นเสีย ความแปลกอะไรที่แม่เคยให้เจ้ารู้ย่อมไม่มีในวันนี้
ถ้าข้อนี้เป็นความสัตย์ไซร้ ด้วยความสัตย์อันนี้ขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้า
เถิด.
พร้อมกับสัจกิริยา พิษทั้งหมดก็ตกลงเข้าแผ่นดิน ยัญญทัตตเมื่อ
ร่างกายหมดพิษแล้วลุกขึ้นเริ่มจะเล่นต่อไป เมื่อบุตรลุกขึ้นได้แล้ว
อย่างนี้ นายมัณฑัพยะเมื่อถามถึงอัธยาศัยของทีปายนดาบส จึงได้กล่าว
นักพรตทั้งหลายเป็นผู้สงบระงับ ฝึก
ฝนตนแล้ว ย่อมเว้นรอบนอกจากท่านกัณหะ
แล้วที่จะเป็นผู้ทนฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์
ไม่มีเลย ดูก่อนท่านทีปายนะ ท่านเกลียดชัง
อะไร ? จึงสู้ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้.
พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า
อิสรชนทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้น เหล่าใดเหล่าหนึ่งละกามเสีย
แล้วจึงบวชในโลกนี้ ชนเหล่านั้น นอกจากท่านกัณหะ คือชนเหล่าอื่น
เว้นท่านกัณหะผู้เจริญ ที่ชื่อว่าจะเป็นผู้ทนฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์

843
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 844 (เล่ม 59)

ย่อมไม่มีก็ท่านเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นผู้สงบเพราะระงับกิเลสด้วย
ฌานภาวนา ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกแล้ว เพราะฝึกจักษุทวารเป็นต้นให้พ้นจาก
พยศหมดพิษ ยินดียิ่งแล้วจึงประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ ท่านทีปายนะ
ผู้เจริญ ก็ท่านเกลียดชังความชั่วเพราะเหตุอะไร จึงสู้ฝืนใจประพฤติ-
พรหมจรรย์อยู่ได้ ทำไมจึงไม่สึกมาครองเรือนเล่า ?
เมื่อพระดาบสจะบอกเรื่องราวแก่เขา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :-
บุคคลออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว กลับเข้า
บ้านอีก เป็นคนเหลวไหล เป็นคนกลับกลอก
เราเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้ จึงสู้ฝืนใจประพฤติ
พรหมจรรย์อยู่นี้เป็นฐานะที่วิญญูชนสรรเสริญ
และเป็นฐานะของสัตบุรุษทั้งหลาย เราเป็นผู้
กระทำบุญด้วยประการฉะนี้.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งคำเป็นคาถานั้นว่า :-
เราเกลียดถ้อยคำเช่นนี้ว่า บุคคลเชื่อกรรมอันคำและผลแห่ง
กรรม ละสมบัติเป็นอันมากออกบวชแล้วกลับมาเพื่อสิ่งที่ตนละอีก บุคคล
นี้นั้นเป็นคนเหลวไหลหนอ เป็นคนกลับกลอกเหมือนเด็กชาวบ้านหนอ
แม้จะไม่ปรารถนาเพราะกลัวหิริและโอตตัปปะของตนจะทำลาย ก็ต้อง
ทนประพฤติพรหมจรรย์ไป ก็ธรรมดาว่าบรรพชาและบุญนั้นแม้นิด

844
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 845 (เล่ม 59)

หน่อย ก็เป็นฐานะที่วิญญูชนทั้งหลาย คือบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า
เป็นต้นสรรเสริญอย่างยิ่ง และเป็นฐานะที่อยู่ของสัตบุรุษทั้งหลายเหล่า
นั้น เราเป็นผู้กระทำบุญด้วยประการฉะนี้ คือด้วยเหตุแม้นี้ แม้จะ
ร้องไห้จนน้ำตานองหน้า ก็ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้.
พระดาบสครั้นบอกอัธยาศัยของตนอย่างนี้แล้ว เมื่อจะย้อนถาม
นายมัณฑัพยะ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
ท่านเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และคนเดิน
ทาง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำและภิกษา-
หาร เรือนของท่านนี้บริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ
เป็นเหมือนบ่อน้ำ เออ ก็ท่านเกลียดต่อถ้อยคำ
อะไรแม้ไม่ประสงค์ก็ให้ทานนี้ได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขํ คือให้ภิกษาหารอย่างอุดม
สมบูรณ์แก่สมณพราหมณ์และคนเดินทางทั้งหลายผู้เที่ยวไปอยู่. บทว่า
โอปานภูตํว คือเหมือนบ่อน้ำสาธารณะซึ่งเขาขุดไว้ในทางหลวง ๔
แพร่ง.
ลำดับนั้น นายมัญฑัพยะเมื่อจะบอกอัธยาศัยของตน จึงกล่าว
คาถาที่ ๗ ว่า :-
บิดา มารดาและ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา
เป็นคนมีศรัทธาเป็นทานบดี รู้หลักนักปราชญ์

845