ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 826 (เล่ม 59)

ชนิดหนึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่อาตมภาพ แต่ว่าอาตมภาพได้ห้ามกันความ
โกรธที่เกิดขึ้นแล้วได้ด้วยเมตตาภาวนา ดังนี้แล้ว เมื่อจะประกาศโทษ
ในความโกรธ จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
เมื่อความโกรธเกิดขึ้นแล้ว บุคคลย่อม
ไม่เห็นประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น เมื่อความ
โกรธไม่เกิดขึ้น บุคคลย่อมเป็นได้ดี ความ
โกรธนั้นเกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อม
คลายไป ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนไร้
ปัญญา.
ชนทั้งหลายย่อมยินดีด้วยความโกรธที่
เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเป็นศัตรูแก่ตัวเอง หาความ
ทุกข์ใส่ตัว ความโกรธนั้นเกิดขึ้นแก่อาตมภาพ
แล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป ความโกรธเป็น
อารมณ์ของคนไร้ปัญญา.
อนึ่ง เมื่อความโกรธเกิดขึ้น บุคคล
ย่อมไม่รู้จักประโยชน์ตน ความโกรธนั้นเกิด
ขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป
ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนไร้ปัญญา.

826
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 827 (เล่ม 59)

ผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมละ
ทิ้งกุศลเสีย และจะซัดส่ายประโยชน์แม้มา
มายได้ เขาประกอบด้วยเสนาคือกิเลสหมู่ใหญ่
ที่น่ากลัว มีกำลังสามารถปราบผู้อันให้อยู่ใน
อำนาจได้ ความโกรธนั้นยังไม่เสื่อมคลายไป
จากอาตมภาพ ขอถวายพระพร.
ธรรมดาไฟย่อมเกิดขึ้นที่ไม้สีไฟอัน
บุคคลสีอยู่ ไฟเกิดขึ้นแต่ไม้ใด ย่อมเผาไม้
นั้นเองให้ไหม้.
ความโกรธย่อมเกิดขึ้นแก่คนพาล ผู้
โฉดเขลาไม่รู้จริง เพราะความแข็งดี แม้เขา
ก็ถูกความโกรธนั้นแหละเผาลน.
ความโกรธย่อมเจริญขึ้นแก่ผู้ใด ดุจไฟ
เจริญขึ้นในกองหญ้าแลไม้ฉะนั้น ยศของ
บุคคลนั้นย่อมเสื่อมไป เหมือนพระจันทร์ข้าง
แรม ฉะนั้น.
ความโกรธของผู้ใดสงบลงได้ ประดุจ

827
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 828 (เล่ม 59)

ไฟที่ไม่มีเชื้อฉะนั้น ยศของผู้นั้นย่อมเต็ม
เปี่ยม เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ปสฺสติ คือ ย่อมไม่เห็นแม้
กระทั่งประโยชน์ตน จะป่วยกล่าวไปใยถึงประโยชน์ผู้อื่น. บทว่า สาธุ
ปสฺสติ ได้แก่ ย่อมเห็นประโยชน์ทั้ง ๒ คือประโยชน์ตน ประโยชน์
ผู้อื่นได้ดี. บทว่า ทุมฺเมธโคจโร คือ เป็นสถานที่รองรับของบุคคล
ผู้ไร้ปัญญาทั้งหลาย. บทว่า ทุกฺขเมสโน คือ อยากได้ทุกข์ใส่ตัว.
บทว่า สทตฺถํ ได้แก่ สิ่งที่เป็นประโยชน์ของตน คือความเจริญ
ทั้งโดยอรรถและโดยธรรม. บทว่า ปรกฺกเร ได้แก่ ทำประโยชน์
ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างไพบูลย์ให้เป็นของคนอื่น ท่านทั้งหลายจงนำออกไป
อาตมภาพไม่ต้องการสิ่งนี้.
บทว่า ส ภีมเสโน ความว่า เขาประกอบด้วยเสนาคือกิเลสหมู่
ใหญ่ที่จะให้ภัยเกิดขึ้น. บทว่า ปมทฺที คือ เพราะค่าที่ตนเป็นผู้มีเสนา
คือกิเลสหนา จึงเป็นผู้สามารถที่จะจับสัตว์ทั้งหลายแม้เป็นอันมากมา
ปราบปรามด้วยการกระทำให้อยู่ในอำนาจของตนได้. บทว่า น เม
อมุญฺจิตฺถ ความว่า ไม่ได้หลุดพ้นไปจากสำนักของอาตมภาพ อีกอย่าง
หนึ่ง ความว่า ไม่ตั้งอยู่ในหทัยของอาตมภาพ ดุจน้ำนมไม่ตั้งอยู่โดย
ความเป็นนมส้ม เพียงชั่วครู่ฉะนั้น ดังนี้ก็มี.
บทว่า กฏฺฐสฺมึ มตฺถมานสฺมึ ได้แก่ อัน บุคคลสีอยู่ด้วยไม้สีไฟ

828
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 829 (เล่ม 59)

บาลีว่า มตฺถมานสฺมึ ดังนี้ ก็มี. บทว่า ยสฺมา ความว่า ไฟ
เกิดขึ้นแต่ไม้ใด ก็เผาไม้อันนั้นเอง. ไฟชื่อว่า คินิ.
บทว่า พาลสฺส อวิชานโต เท่ากับ พาลสฺส อวิชานนฺตสฺส
แปลว่า ผู้โง่เขลา ไม่รู้จริง. บทว่า สารมฺภา ชายเต ความว่า ความ
โกรธย่อมเกิดขึ้นแก่คนผู้ทำการฉุดมาฉุดไปว่า ฉันว่าท่านเพราะความ
แข็งดี อันมีเพราะทำให้เกินกว่าเหตุเป็นลักษณะ ดุจไฟป่าเกิดขึ้นเพราะ
การเสียดสีแห่งไม้สีไฟ ฉะนั้น.
บทว่า โสปิ เตเนว ความว่า แม้เขาคือคนพาล ก็ถูกความ
โกรธนั่นแหละเผาลน ดุจไม้ถูกไฟเผาอยู่ฉะนั้น. บาทคาถาว่า อนินฺโท
ธูมเกตุว แปลว่า ดุจไฟที่ไม่มีเธอฉะนั้น. บทว่า ตสฺส เป็นต้น ความว่า
ยศที่บุคคลผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันตินั้นได้แล้ว ย่อมเต็มเปี่ยมเหมือน
พระจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น.
พระราชาทรงฟังธรรมกถาของพระมหาสัตว์แล้ว ทรงยินดีรับสั่ง
ให้อำมาตย์คนหนึ่งนำนางปริพพาชิกามา แล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
โดยที่ไม่มีความโกรธ ขอท่านทั้งสองจงดำรงอยู่ด้วยความสุข เกิดแต่
บรรพชาอยู่ในพระราชอุทยานนี้เถิด ข้าพเจ้าจะช่วยพิทักษ์รักษาโดย
ชอบธรรมแก่ท่านทั้ง ๒ ครั้นแล้วได้ขอขมาโทษนมัสการแล้วเสด็จหลีก
ไป บรรพชิตทั้งสองนั้นได้ อยู่ ณ พระราชอุทยานนั่นเอง ต่อมานาง
ปริพพาชิกาถึงมรณภาพ พระโพธิสัตว์ เมื่อนางปริพพาชิกาถึงมรณภาพ

829
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 830 (เล่ม 59)

แล้วก็เข้าถิ่นหิมพานต์ไป ทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิด เจริญพรหม-
วิหาร ๔ แล้วไปสู่พรหมโลก.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง
ประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุมักโกรธได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นางปริพพาชิกาในครั้งนั้น ได้มาเป็น
มารดาพระราหุลในบัดนี้ พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์
ในบัดนี้ ส่วนปริพพาชกได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาจุลลโพธิชาดกที่ ๕

830
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 831 (เล่ม 59)

๖. มัณฑัพยชาดก
ว่าด้วยความรักที่มีต่อบุตร
[๑๓๘๐] เราเป็นผู้มีความต้องการบุญ ได้มีจิต
เลื่อมใสประพฤติพรหมจรรย์อยู่เพียง ๗ วัน
เท่านั้น ต่อจากนั้นมา แม้เราจะไม่มีความใคร่
บรรพชา ก็ทนประพฤติพรหมจรรย์ของเราอยู่
ได้ถึง ๕๐ กว่าปี ด้วยความสัตย์อันนี้ ขอความ
สวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก
ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด.
[๑๓๘๑] เพราะเหตุที่เราเห็นแขกในเวลาที่มาถึง
บ้านเพื่อจะพักอยู่ บางครั้งไม่พอใจจะให้พัก
เลย แม้สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต ก็ไม่ทราบ
ความไม่พอใจของเรา แม้เราไม่ประสงค์จะให้
ให้ได้ ด้วยความสัตย์นี้ขอความสวัสดี จงมี
แก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตต
กุมารจงรอดชีวิตเถิด.

831
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 832 (เล่ม 59)

[๑๓๘๒] ลูกรัก อสรพิษที่ออกจากโพรงกัดเจ้า
นั้นมีเดชมาก ไม่เป็นที่รักของแม่ในวันนี้เลย
อสรพิษนั้นกับบิดาของเจ้า ไม่แปลกกันเลย
ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่
ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตต
กุมารจงรอดชีวิตเถิด.
[๑๓๘๓] ก็นักพรตทั้งหลายเป็นผู้สงบระงับ ฝึก
ฝนตนแล้ว ย่อมเว้นรอบนอกจากท่านกัณหะ
แล้วที่จะเป็นผู้ทนฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์
ไม่มีเลย ดูก่อนท่านทีปายนะ ท่านเกลียดชัง
อะไร จึงสู้ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้.
[๑๓๘๔] บุคคลออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว กลับเข้า
บ้านอีก เป็นคนเหลวไหล เป็นคนกลับกลอก
เราเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้ จึงสู้ฝืนใจประพฤติ
พรหมจรรย์อยู่นี้เป็นฐานะที่วิญญูชนสรรเสริญ
และเป็นฐานะของสัตบุรุษทั้งหลาย เราเป็นผู้
กระทำบุญด้วยประการฉะนี้.

832
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 833 (เล่ม 59)

[๑๓๘๕] ท่านเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และคนเดิน
ทาง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำและภิกษา-
หาร เรือนของท่านนี้บริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ
เป็นเหมือนบ่อน้ำ เออ ก็ท่านเกลียดต่อถ้อยคำ
อะไรแม้ไม่ประสงค์ก็ให้ทานนี้ได้.
[๑๓๘๖] บิดามารดาและ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา
เป็นคนมีศรัทธาเป็นทานบดี รู้หลักนักปราชญ์
เราอนุวัตรตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น กำ-
หนดใจไว้ว่า อย่าได้เป็นคนตัดธรรมเนียม
แห่งตระกูลภายหลัง เราเกลียดถ้อยคำเช่นนี้
แม้ไม่ประสงค์ก็ให้ทานนี้ได้.
[๑๓๘๗] ดูก่อนนางผู้มีร่างกายงาม เรานำเจ้าผู้ยัง
เป็นสาวรุ่น มีปัญญายังไม่สามารถ มีแต่
ตระกูลญาติ แม้เจ้าก็ยังไม่เคยแสดงความไม่
รักใคร่เรา เจ้าไม่มีความรักใคร่ปฏิบัติเราอยู่
เออก็นางผู้เจริญ การที่เจ้าอยู่ร่วมกับเราเห็น
ปานนี้ได้ เพราะเหตุอะไร ?

833
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 834 (เล่ม 59)

[๑๓๘๘] ตั้งแต่ไหนแต่ไรนานมาแล้ว อันภรรยา
ที่มีสามีบ่อย ๆ มิได้มีในตระกูลนี้ ดิฉันอนุวัตร
ตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น กำหนดใจไว้
ว่า ขออย่าให้เป็นคนตัดธรรมเนียมของตระกูล
ในภายหลังเลย ดิฉันเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้
แม้จะไม่มีความพอใจก็ปฏิบัติท่านได้.
[๑๓๘๙] ข้าแต่ท่านมัณฑัพยะ วันนี้ดิฉันพูด
ถ้อยคำที่ไม่ควรจะพูด ขอท่านจงอดโทษถ้อย
คำนั้นให้แก่ดิฉัน เพราะเห็นแก่ลูกเถิด สิ่งอื่น
อะไร ๆ ในโลกนี้ที่จะรักเท่าบุตรมิได้มี ยัญญ-
ทัตตบุตรของเรานี้ก็ได้รอดชีวิตแล้ว.
จบ มัณฑัพยชาดกที่ ๖
อรรถกถากัณหทีปายนชาดกที่ ๖๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สตฺตาหเมวาหํ
ดังนี้ ส่วนเนื้อเรื่องจักมีแจ้งในกุสราชชาดก.
๑. บาลี เป็น มัณฑัพยชาดก.

834
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 835 (เล่ม 59)

พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสัน
จริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น โบราณกบัณฑิตได้บวชในลัทธิ
นอกพุทธศาสนา ไม่มีความยินดี ยังประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้กว่า
๕๐ ปี ไม่แสดงความที่ตนกระสันให้ปรากฏแก่ใคร ๆ เพราะกลัวหิริ-
โอตตัปปะจะทำลายเธอบวชในศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ตั้ง
อยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นครูเช่นเรา เหตุไรจึงทำความ
กระสันให้ปรากฏในท่ามกลางบริษัท ๔ เหตุไรจึงไม่รักษาหิริโอตตัปปะ
ของตนไว้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า โกสัมพิกะ ครองราช-
สมบัติอยู่ในพระนครโกสัมพีแคว้นวังสะ ครั้งนั้น นิคมแห่งหนึ่ง
มีพราหมณ์สองคนมีสมบัติคนละ ๘๐ โกฏิ เป็นสหายรักกันเห็นโทษ
ในกามคุณให้ทานเป็นการใหญ่ แล้วทั้ง ๒ ก็ละกาม ทั้ง ๆ ที่มหาชน
กำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ได้ออกไปสร้างอาศรมบวชอยู่ในถิ่นหิมพานต์
เที่ยวแสวงหาเผือกมันผลไม้เลี้ยงชีพอยู่ ๕ ปี ยังไม่สามารถทำฌานให้
เกิดขึ้นได้ ครั้นล่วงไป ๕๐ ปี เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มรสเปรี้ยว
จึงเที่ยวไปตามชนบทถึงแคว้นกาสี. ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นกาสี
นั้น ท่านทีปายนดาบสมีสหายคฤหัสถ์อยู่คนหนึ่ง ชื่อมัณฑัพยะ ทั้งสอง
ดาบสได้ไปเยี่ยมเขา เขาเห็นสองดาบสนั้นแล้วก็มีความยินดี สร้าง
บรรณศาลาถวายแล้วบำรุงด้วยปัจจัย ๔ สองดาบสอยู่ที่นั้น ๓ , ๔

835