พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 736 (เล่ม 59)

ผัวฟัง ครั้นแพะตัวเมียถอยหลังกลับไปไม่มk
ก็นั่งซบเซาถึงแพะตัวเมียชื่อเมณฑิมาตา ผู้มา
แล้วถอยหลังกลับไปเสีย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวณิ เป็นชื่อของสุนักจิ้งจอกตัว
เมียตัวนั้น. บทว่า วณฺเณติ ปติโน สขึ ความว่า แรกที่เดียว
สุนัขจิ้งจอกตัวเมียชื่อว่าเวณีนี้ พรรณาถึงแพะตัวเมียผู้เป็นสหายของตน
ในสำนักของสามีว่า แม่แพะผู้มีความรักใคร่คุ้นเคยในเราจักมาสู่สำนัก
ของสามี ขอให้ท่านจงทำเป็นตายบัดนี้ ครั้นมันถอยกลับไป ก็มานั่ง
ซบเซาถึง คือ เศร้าโศกถึงแม่แพะชื่อว่าเมณฑิมาตานั้น ผู้มาแล้วแต่
ไม่ถึงสำนักเรา.
แม่สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
แน่ะเพื่อน ท่านนั้นแหละเป็นบ้า มี
ปัญญาทราม ขาดปัญญาเครื่องพิจารณา ท่าน
นั้นทำอุบายล่อลวงว่าตาย แต่ชะเง้อดู โดย
กาลอันไม่ควร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิจกฺขโณ คือ เว้นจากปัญญา
เครื่องพิจารณา. บทว่า อกาเลน วิเปกฺขสิ ความว่า เมื่อแม่แพะยัง
ไม่ทันมาถึงสำนักของตนเลย ชะเง้อมองในเวลาที่ไม่ควร.

736
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 737 (เล่ม 59)

ในที่นี้มีอภิสัมพุทธคาถาดังนี้ว่า :-
บัณฑิตไม่ควรชะเง้อมองในกาลอันไม่ควร
ควรมองดูแต่ในกาลอันควร ผู้ใดชะเง้อมอง
ในกาลอันไม่ควร ผู้นั้นย่อมซบเซา เหมือน
สุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกาเล ได้แก่ ในกาลที่จิตตุปบาท
เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตร เพราะปรารภกามคุณ กาลนี้แลชื่อว่า
กาลอันไม่ควรที่ภิกษุจะพึงแลดูรูป. บทว่า กาเล ได้แก่ ในกาลที่
กำหนดถือเอารูปด้วยสามารถแห่งอศุภนิมิตร ด้วยสามารถแห่งอนุสสติ
หรือด้วยสามารถแห่งกสิณ กาลนี้แลชื่อว่ากาลอันควรที่ภิกษุจะพึงแลดู
รูป.
ในกาลทั้งสองนั้น ชนทั้งหลายที่แลดูรูปในกาลที่มีความกำหนัด
ย่อมถึงมหาพินาศ ดังนั้น. คำว่า ในกาลอันไม่ควรบัณฑิตพึงเปรียบ-
เทียบด้วยชาดกทั้งหลายมีหริตจชาดกและโลมสกัสสปชาดกเป็นต้น ชนที่
แลดูรูปด้วยสามารถแห่งอศุภนิมิตรย่อมดำรงอยู่ในพระอรหัตผล ดังนั้น
คำว่า ในกาลอันควร บัณฑิตพึงเปรียบเทียบด้วยเรื่องพระติสสเถระผู้-
เจริญอสุภกรรมฐาน. บทว่า ปูติมํโสว ปชฺฌาติ ความว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะชะเง้อดูแม่แพะในกาลอันไม่ควร

737
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 738 (เล่ม 59)

จึงเสื่อมจากเหยื่อของตน ซบเซาอยู่ฉันใด ภิกษุแลดูรูปด้วยสามารถ
แห่งศุภนิมิตรในกาลอันไม่ควร จึงเสื่อมจากอารมณ์มีสติปัฏฐานเป็นต้น
ซบเซาอยู่ คือลำบากอยู่ทั้งในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพฉันนั้น.
แม่สุนัขจิ้งจอกชื่อเวณี ได้กล่าวปลอบโยนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติ-
มังสะว่า ข้าแต่สามีท่านอย่าเสียใจเลย ฉันจะใช้อุบายนำนางแพะนั้น
มาอีก เวลานางแพะมา ท่านอย่าประมาท จงจับไว้ให้ได้ แล้วไปสำนัก
นางแพะนั้น กล่าวว่า สหายเอ๋ย การที่ท่านกลับมาเสียนั่นแหละเกิด
ประโยชน์แก่เรา เพราะพอท่านมาแล้วเท่านั้นสามีก็กลับได้สติ บัดนี้
ยังมีชีวิตอยู่ท่านจงมา ไปทำปฏิสันถารกับสามีของเราเถิด ดังนี้ แล้ว
กล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :-
ดูก่อนสหาย ขอความรักจงมีแก่เรา
ท่านจงให้ความเอิบอิ่มแก่เรา สามีของเรากลับ
ฟื้นขึ้นมาแล้ว ถ้าท่านมีความรักเรา ก็จงมา
ไปกับเราเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺณปตฺตํ ททาหิ เม ความว่า
ขอท่านจงให้ความยินดีแก่เราผู้มาแล้วเพื่อชนที่รักทั้งหลาย. บทว่า ปติ
สญฺชีวิโต ความว่า สามของเรากลับฟื้นขึ้นมาแล้ว คือลุกขึ้นมาแล้ว
เป็นผู้ไม่มีโรค. บทว่า เอยฺยาสิ ความว่า ขอท่านจงมาไปกับเราเถิด

738
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 739 (เล่ม 59)

แม่แพะคิดว่า แม่สุนัขจิ้งจอกเลวทรามนี้ ประสงค์จะลวงเรา
การกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ไม่สมควรเลย เราจักใช้ลวงนางสุนัขจิ้งจอก
บ้าง ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
แน่ะสหาย ขอความรักจงมีแต่ท่าน เรา
จะให้ความเอิบอิ่มแก่ท่าน เราจักมาด้วยบริวาร
เป็นอันมาก ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสฺสํ ความว่า เราจักมา แลเมื่อ
มา จักมาด้วยบริวารเป็นอันมาก สำหรับอารักขาตน.
ลำดับนั้น แม่สุนัขจิ้งจอกเมื่อจะถามถึงบริวารกะแม่แพะ ได้
กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-
บริวารของท่านเป็นเช่นไร เราจักจัดแจง
โภชนาหารเพื่อบริวารเหล่าใด ก็บริวารเหล่านั้น
ทั้งหมดมีชื่อว่าอย่างไร เราขอถาม ขอท่านจง
บอกบริวารเหล่านั้นแก่เรา.
เมื่อแม่แพะจะบอก ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
บริวารของเราเช่นนี้ คือ สุนัขชื่อมาลิ-
ยะ ๑ ชื่อจตุรักขะ ๑ ชื่อปิงคิยะ ๑ ชื่อชัม-

739
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 740 (เล่ม 59)

พุกะ ๑ ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เพื่อบริวาร
เหล่านั้นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต เม ความว่า ขอท่านจงบอก
บริวารเหล่านั้นแก่เรา.
คำว่า มาลิโย เป็นต้น เป็นชื่อของสุนัข ๔ ตัว.
แม่แพะกล่าวดังนี้แล้วได้กล่าวต่อไปว่า บรรดาสุนัขเหล่านั้น
ตัวหนึ่ง ๆ มีบริวารตัวละห้าร้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักมีสุนัขสองพันตัว
แวดล้อมมา ดังนี้ แล้วกล่าวว่า ถ้าสุนัขเหล่านั้นไม่ได้โภชนาหาร ก็
จักฆ่าท่านทั้งสองกินเสีย. แม่สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นก็กลัว คิดว่า ไม่
เป็นการสมควรที่แม่แพะนี้จะไปในสำนักของสามีเรา เราจักใช้อุบายทำ
ให้แม่แพะนี้ไม่ไป ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
เมื่อท่านออกจากเรือนไป สิ่งของของ
ท่านไม่มีใครดูแล จักเสียหาย คำพูดของ
สหายมิได้มีความรังเกียจ ท่านจงอยู่ที่นี้เถิด
อย่าไปเลย.
อธิบายความแห่งคาถานั้นว่า แน่ะสหาย ในเรือนของท่านมีสิ่ง
ของอยู่เป็นอันมาก เมื่อท่านออกจากเรือนไป สิ่งของนั้นก็จักไม่มีใคร

740
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 741 (เล่ม 59)

ดูแล จักเสียหาย เรานี้แหละจักบอก คำกล่าวของท่านผู้เป็นสหาย คือ
เป็นเพื่อน มิได้มีความรังเกียจ ท่านจงอยู่ที่นี่แหละ อย่าไปเลย.
ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว แม่สุนัขจิ้งจอกมีความกลัวมรณ-
ภัยรีบไปสำนักของสามี พาสามีหนีไปที่อื่น ทั้งสองผัวเมียก็ไม่อาจมาที่
นั้นอีก.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง
ประชุมชาดกว่า ในครั้งนั้น เราตถาคตเกิดเป็นเทวดาอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่
ในที่นั้น ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปูติมังสชาดกที่ ๑๑

741
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 742 (เล่ม 59)

๑๒. ทัททรชาดก๑
ว่าด้วยคนอกตัญญู ไม่รู้จักบุญคุณคนอื่น
[๑๓๑๐] ผู้ใด เจ้าให้ข้าวมันหุงกิน มันเลยกิน
ลูกทั้งสองของเจ้าผู้ไม่มีความผิด เจ้าจงวาง
เขี้ยวลงบนผู้นั้น อย่างปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ต่อ
ไปเลย.
[๑๓๑๑] บุรุษผู้เกลือกกลั้วด้วยความหยาบ ผู้
ลบหลู่ท่อนผ้าที่ตนนุ่งอยู่ เราไม่ขอเห็นมันเลย
เราจะพึงให้เขี้ยวตกไปในบุรุษไรเล่า ?
[๑๓๑๒] อันคนอกตัญญู มักคอยหาโอกาสอยู่
เป็นนิตย์ ถึงจะให้สมบัติทั้งแผ่นดิน ก็ไม่พึง
ทำให้มันชื่นชมยินดีได้เลย.
[๑๓๑๓] ดูก่อนเสือโคร่ง ชื่อว่า สุพาหุ เพราะ
เหตุไรหนอ ท่านจึงรีบด่วนกลับมาพร้อมกับ
มาณพ กิจที่เป็นประโยชน์ของท่านมีอยู่ในที่นี้
๑. อรรถกถา เรียก ติตติรชาดก (เรียกนกกระทาพระโพธิสัตว์).

742
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 743 (เล่ม 59)

หรือ เราขอถามถึงกิจอันเป็นประโยชน์นั้น ?
ขอท่านจงบอกแก่เรา.
[๑๓๑๔] นกกระทาใด ผู้มีรูปงาม ซึ่งเป็นสหาย
ของท่าน เราสงสัยว่า นกกระทานั้นจะถูกฆ่า
เสียแล้วในวันนี้ เราได้ฟังเหตุทั้งหลายที่ต่อ
เนื่องด้วยการกระทำของบุรุษนี้ จึงมิได้สำคัญ
ว่า นกกระทาจะมีความสุขในวันนี้.
[๑๓๑๕] ในการดำรงชีพของบุรุษนี้ ท่านได้ฟัง
เหตุการณ์อะไรที่ต่อเนื่องด้วยการกระทำของ
เขา หรือท่านได้ฟังคำปฏิญาณอะไรของบุรุษนี้ ?
จึงสงสัยว่า นกกระทาถูกมาณพนี้ฆ่าเสียแล้ว.
[๑๓๑๖] การค้าขายอันเป็นของชาวกลิงครัฐ บุรุษ
นี้ก็ได้สั่งสมประพฤติมาแล้ว แม้หนทางที่มี
หลักตอควรรังเกียจ บุรุษนี้ก็ได้ประพฤติเที่ยว
ไปด้วยการรับจ้าง การฟ้อนรำขับร้องกับคน
ฟ้อนทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ประพฤติมาถึงการรบ
กันด้วยท่อนไม้ในท่ามกลางมหรสพ บุรุษนี้
ก็ได้เคยประพฤติมา.

743
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 744 (เล่ม 59)

[๑๓๑๗] นกทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ดักมาแล้ว การ
ตวงข้าวเปลือกด้วยเครื่องตวง บุรุษนี้ก็ได้ตวง
มาแล้ว การเล่นสกา บุรุษนี้ก็ได้ตั้งให้นักเลง
สกาเล่นกัน ความสำรวมระวัง บุรุษนี้ก็ก้าว
ล่วงเสีย เลือดที่ไหลออกมาตั้งครึ่งคืน บุรุษนี้
ก็คัดให้หยุดได้ มือทั้งสองของบุรุษนี้มีความ
ร้อนในเวลารับก้อนข้าว.
[๑๓๑๘] เราได้ฟังเหตุทั้งหลาย อันเกี่ยวเนื่องด้วย
การกระทำของบุรุษนี้ ในการดำรงชีพของบุรุษ
นี้ ดังนี้ กลุ่มขนนกกระทายังปรากฏอยู่ที่ชฎา
ของบุรุษนี้ วัวทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ฆ่ากินแล้ว
ไฉนจะไม่ฆ่านกกระทากินเล่า.
จบ ทัททรชาดกที่ ๑๒
อรรถกถาติตติรชาดกที่ ๑๒
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภ การที่
พระเทวทัตพยายามจะปลงพระชนม์พระองค์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่ม
ต้นว่า โย เต ปุตฺตเก ดังนี้.

744
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 745 (เล่ม 59)

ความย่อมีว่า สมัยนั้นภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่า
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตไม่มีความละอาย ไม่ใช่คนดี คบกับ
พระเจ้าอชาตศัตรู ทำอุบายเพื่อปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรง
พระคุณสูงสุด โดยวิธีประกอบนายขมังธนู กลิ้งก้อนศิลา และปล่อย
ช้างนาฬาคิรี พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้
พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรง
ทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่
พระเทวทัตพยายามฆ่าเรา แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ได้พยายาม
ฆ่าเราเหมือนกัน ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไป
นี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ-
นครพาราณสี อาจารย์ทิศาปาโมกข์คนหนึ่ง สอนศิลปะแก่มาณพ
ห้าร้อยคนในพระนครพาราณสี วันหนึ่งคิดว่า เราอยู่ในที่นี้มีความ
กังวล แม้มาณพทั้งหลายก็จะไม่สำเร็จการศึกษา เราจะเข้าป่าเขตถิ่น
หิมพานต์ อยู่ในที่นั้น บอกศิลปะ. อาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น บอกแก่
พวกมาณพ แล้วให้ขนงา ข้าวสาร น้ำมัน และผ้าเป็นต้น เข้าป่า
ให้สร้างบรรณศาลาอยู่ในที่ไม่ไกลจากหนทาง แม้พวกมาณพก็สร้าง
บรรณศาลาของตน ๆ พวกญาติของมาณพทั้งหลายต่างก็ส่งน้ำมันและ
ข้าวสารเป็นต้น แม้ชาวแว่นแคว้นก็พูดว่า ได้ยินว่าอาจารย์ทิศาปาโมกข์

745