พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 696 (เล่ม 59)

อรหัตผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า ไสยหะมหาอำมาตย์ในครั้งนั้น
ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนโลมสกัสสปดาบส ได้มาเป็น
เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาโลมสกัสสปชาดกที่ ๗

696
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 697 (เล่ม 59)

๘. จักกวากชาดก
ว่าด้วยความเป็นอยู่ของนกจักรพราก
[๑๒๗๔] ข้าพเจ้าขอพูดกับนกทั้งสอง ที่เหมือน
ดังคลุมด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด มีใจเพลิดเพลิน
เที่ยวไปอยู่ นกทั้งหลายย่อมสรรเสริญชาติ
ของนกอะไรในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ขอเชิญ
ท่านทั้งสองบอกนกนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.
[๑๒๗๕] ดูก่อนท่านผู้เบียดเบียนมนุษย์ ในหมู่
มนุษย์ นกทั้งหลายย่อมกล่าวถึงข้าพเจ้าทั้ง-
หลาย ซึ่งชื่อว่านกจักรพราก เนื่องโดยลำดับ
มาว่า บรรดานี้ทั้งหลาย เขารู้กันทั่วไปว่า
พวกข้าพเจ้าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ เป็นผู้มีรูป
งาม เที่ยวไปใกล้ห้วงน้ำ พวกข้าพเจ้าไม่ทำ
บาป แม้เพราะการกันเป็นเหตุ.
[๑๒๗๖] ดูก่อนนกจักรพราก ท่านทั้งหลายกิน
ผลไม้อะไร ที่ห้วงน้ำนี้ หรือว่าท่านทั้งหลาย

697
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 698 (เล่ม 59)

กินเนื้อแก่ที่ไหน หรือว่าท่านทั้งหลายกิน
โภชนาหารอะไร กำลังและสีของท่านทั้งหลาย
จึงไม่เสื่อมทรามผิดรูป.
[๑๒๗๗] ดูก่อน ผลไม่ทั้งหลายจะมีที่ห้วงน้ำ
ก็หามิได้ เนื้อที่นกจักรพรากจะกินก็มิได้มี
แต่ที่ไหน ข้าพเจ้าทั้งหลายกินแต่สาหร่าย
กับน้ำ จะได้ทำบาปเพราะการกินก็หามิได้.
[๑๒๗๘] ดูก่อนนกจักรพราก อาหารของท่านนี้
เราไม่ชอบ อาหารที่ท่านกินในภพนี้อย่างไร
ท่านก็เป็นผู้ละม้ายคล้ายกันกับอาหารนั้น ครั้ง
ก่อนเราเคยเป็นอย่างนี้มาแล้ว แต่เดี๋ยวนี้
กลายเป็นอย่างอันไปด้วยเหตุนี้แหละ เราจึง
เกิดความสงสัยในสีกายของท่าน.
[๑๒๗๙] แม้เราได้กินเนื้อ ผลไม้ และอาหารที่
เคล้าด้วยเกลือเจือด้วยน้ำมัน เราได้กินอาหาร
มีรสที่เขากินกันในหมู่มนุษย์ จึงได้กล้าหาญ
เข้าต่อสู้สงครามได้ ดูก่อนนกจักรพราก แต่สี
ของเราหาเหมือนกับของท่านไม่.

698
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 699 (เล่ม 59)

[๑๒๘๐] ดูก่อนกา ท่านเป็นผู้กินอาหารไม่บริสุทธิ์
มักจะโฉบลงในขณะที่เขาพลั้งเผลอ จะได้กิน
ข้าวและน้ำก็โดยยาก ลูกไม้ทั้งหลายท่านก็ไม่
ชอบใจกิน หรือเนื้อในกลางป่าช้า ท่านก็ไม่
ชอบใจกิน.
[๑๒๘๑] ดูก่อนกา ผู้ใดอาศัยบริโภคโภคสมบัติ
ด้วยกรรมอันสาหัส มักจะโฉบลงในขณะที่เขา
พลั้งเผลอ ภายหลังสภาวธรรมตนเอง ก็ย่อม
ติเตียนผู้นั้น ผู้นั้นถูกสภาวธรรมตนเองติเตียน
แล้ว ก็ย่อมละทิ้งวรรณะ และกำลังเสีย.
[๑๒๘๒] ถ้าผู้ใดบริโภคอาหาร แม้จะนิดหน่อย
ซึ่งเป็นของเย็นไม่เบียดเบียนผู้อื่นถึงสาหัส ใน
กาลนั้นกำลังกายและวรรณะ ย่อมมีแก่ผู้นั้น
วรรณะทั้งปวงจะมีแก่ผู้นั้น ด้วยอาหารต่าง ๆ
เท่านั้นก็หาไม่.
จบ จักกวากชาดกที่ ๘

699
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 700 (เล่ม 59)

อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๘
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุเหลาะแหละรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาสายวตฺเถ
ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้เหลาะแหละโลภปัจจัย ทิ้งอาจริย-
วัตรและอุปัชฌายวัตรเป็นต้นเสีย เข้าพระนครสาวัตถีแต่เช้าทีเดียว แม้
ดื่มข้าวยาคูที่มีของเคี้ยวหลายอย่างเป็นบริวารแล้วฉันข้าวสาลี เนื้อและ
ข้าวสุกที่มีรสเลิศต่างๆ ที่เรือนนางวิสาขา เท่านั้นก็ยังไม่อิ่ม ออกจาก
ที่นั้นมุ่งหน้าไปยังนิเวศน์ของตนนั้น ๆ คือ จูลอนาถปิณฑิกเศรษฐี มหา-
อนาถปิณฑิกเศรษฐี และพระเจ้าโกศล.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภา ปรารภ
ความเหลาะแหละของภิกษุนั้น พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่า
นั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้วตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้เหลาะแหละจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้น
กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ดังนี้ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรเธอจึง
เป็นผู้เหลาะแหละ แม้ในกาลก่อน เธอก็ไม่อิ่มด้วยซากศพช้างเป็นต้น
ในพระนครพาราณสี เพราะความเป็นผู้เหลาะแหละ ออกจากที่นั้นแล้ว

700
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 701 (เล่ม 59)

เที่ยวไปตามฝั่งแม่น้ำคงคาเข้าหิมวันตประเทศดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่อง
ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี มีกาเหลาะแหละตัวหนึ่งเที่ยวเคี้ยวกินซากศพช้างเป็นต้น ใน
พระนครพาราณสี ไม่อิ่มด้วยซากศพเหล่านั้น คิดว่า เราจักเคี้ยวกิน
ปลาที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ไปหากินปลาตายที่ฝั่งแห่งแม่น้ำคงคานั้นอยู่ ๒, ๓ วัน
เข้าถิ่นหิมพานต์ เคี้ยวกินผลไม้น้อยใหญ่นานาชนิด ไปยังสระปทุมใหญ่
ซึ่งมีปลาและเต่ามา เห็นนกจักรพราก ๒ ตัวมีสีดังทอง กำลังเคี้ยวกิน
สาหร่ายอยู่ในสระนั้น คิดว่า นกจักรพราก ๒ ตัวนี้มีสีสวยงามเลิศ
เหลือเกิน นกเหล่านี้คงจักมีโภชนาหารเป็นที่พอใจ เราจักถามถึง
โภชนาหารของนกเหล่านี้ แล้วกินเช่นนั้นบ้างก็จักมีสีเหมือนทอง แล้ว
ไปยังสำนักของนกเหล่านั้น กระทำปฏิสันถาร แล้วจับอยู่ที่ปลายกิ่งไม้
แห่งหนึ่ง กล่าวคาถาที่ ๑ ซึ่งประกอบด้วยการสรรเสริญนกเหล่านั้น
ว่า :-
ข้าพเจ้าขอพูดกับนกทั้ง ๒ ที่เหมือน
ดังคลุมด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด มีใจเพลิดเพลิน
เที่ยวไปอยู่ นกทั้งหลายย่อมสรรเสริญชาติ
ของนกอะไรในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ขอเชิญ
ท่านทั้ง ๒ บอกนกนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.

701
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 702 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาสายวตฺเถ คือ ที่มีสีดุจทอง
ดังคลุมด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด. ของบทว่า ทุเว ทุเว แปลว่า ทั้ง ๒.
บทว่า นนฺทมเน คือ มีใจยินดี. บทว่า กํ อณฺฑชํ อณฺฑชา
มานุเสสุ ชาตึ ปสํสนฺติ ความว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นกทั้งหลาย
เมื่อสรรเจริญพวกท่าน ย่อมกล่าวสรรเสริญว่า นกอะไร คือ นกชื่อ
อะไร ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย อธิบายว่า นกทั้งหลายย่อมยกย่องท่าน
ทั้งหลายในระหว่างมนุษย์ทั้งหลายระบุว่า ชื่อนกอะไร. บาลีว่า
อณฺฑชํ อณฺฑชมานุเสสุ ดังนี้ก็มี บาลีนั้นมีอธิบายว่า นกทั้งหลาย
กล่าวสรรเสริญพวกท่าน ในหมู่นกทั้งหลายและในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย
ว่า นกชนิดไร.
นกจักรพรากได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนท่านผู้เบียดเบียนมนุษย์ ในหมู่
มนุษย์ นกทั้งหลายย่อมกล่าวถึงข้าพเจ้าทั้ง-
หลาย ซึ่งชื่อว่านกจักรพราก เนื่องโดยลำดับ
มาว่า บรรดานกทั้งหลาย เขารู้กันทั่วไปว่า
พวกข้าพเจ้าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ เป็นผู้มีรูป
งาม เที่ยวไปใกล้ห้วงน้ำ พวกข้าพเจ้าไม่ทำ
บาป แม้เพราะการกินเป็นเหตุ.

702
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 703 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสหึส ความว่า กาย่อมเบียด-
เบียน คือ รบกวนมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นนกจักรพรากจึงทักทาย
กานั้นอย่างนี้. บทว่า อนุพฺพเต หมายความว่า ไปตาม คือ บันเทิง
อยู่ ได้แก่อยู่ด้วยความรักซึ่งกันและกัน บทว่า จกฺกวาเก ความว่า
นกทั้งหลายย่อมสรรเสริญ คือ ยกย่อง ได้แก่กล่าวขวัญถึงว่า ชาตินก
นั้นชื่อว่าจักรพราก บทว่า ทิเชสุ ความว่า ขึ้นชื่อว่านกทั้งหลาย มี
ประมาณเท่าใด บรรดานกทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น เขารู้กันทั่วไป
ในหมู่มนุษย์ว่า พวกข้าพเจ้าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ.
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถวิกัปที่ ๒ ว่า ในหมู่มนุษย์ นกทั้งหลาย
ย่อมกล่าวถึงข้าพเจ้าทั้งหลายว่านกจักรพราก แต่ในหมู่นกด้วยกัน นก
ทั้งหลายย่อมกล่าวถึงพวกข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีภาวะน่า-
นับถือ. บทว่า อณฺณเว ความว่า ในที่นี้นกจักรพรากเรียกสระว่า
ห้วงน้ำ อธิบายว่า พวกข้าพเจ้าสองตัวเท่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีรูปงาม
เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่าอื่น เที่ยวไปใกล้สระปทุมนี้.
ก็แล บทที่ ๔ ของคาถานี้ อาจารย์บางพวกพูดว่า น ฆาสเหตุํปิ
กโรม ปาปํ ดังนี้. คำนั้น มีอธิบายว่า เพราะพวกข้าพเจ้าไม่ทำบาป
เพราะเห็นแก่กิน เพราะเหตุนั้น เขาจึงยกย่องพวกข้าพเจ้าทั้งในหมู่
มนุษย์และในหมู่นี้ว่าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ.
กาได้ยินดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

703
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 704 (เล่ม 59)

ดูก่อนนกจักรพราก ท่านทั้งหลายกิน
ผลไม้อะไร ที่ห้วงน้ำนี้ หรือว่าท่านทั้งหลาย
กินเนื้อแต่ที่ไหน หรือว่าท่านทั้งหลายกิน
โภชนาหารอะไร กำลังและสีของท่านทั้งหลาย
จึงไม่เสื่อมทรามผิดรูป.
ศัพท์ว่า กึ ในคาถานั้น เป็นอาลปนะด้วยสามารถแห่งคำลามก
มีอธิบายว่า ดูก่อนนกจักรพราก ท่านทั้งหลายกินโภชนาหารอะไร.
บทว่า อณฺณเว คือ ในสระนี้. บทว่า ภุญฺเช เท่ากับ ภุญฺชถ
แปลว่า กิน อีกอย่างหนึ่ง เท่ากับ ภุญฺชิตฺถ แปลว่า กินแล้ว.
หลายบทว่า มํสํ กุโต ขาทถ คือ ท่านทั้งหลายกินเนื้อของสัตว์จำพวก
ไหน ?
โว อักษรในคำว่า ภุญฺชถ โว เป็นเพียงนิบาต. ศัพท์ว่า โว
นั้น สัมพันธ์เข้ากับบทข้างหน้าว่า พลญฺจ โว วณฺโณ จ อนปฺปรูโป
ต่อจากนั้น นกจักรพรากกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ดูก่อนกา ผลไม้ทั้งหลายจะมีที่ห้วงน้ำ
ก็หามิได้ เนื้อที่นกจักรพรากจะกินก็มิได้มี

704
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 705 (เล่ม 59)

แต่ที่ไหน ข้าพเจ้าทั้งหลายกินแต่สาหร่าย
กับน้ำ จะได้ทำบาปเพราะการกินก็หามิได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺกวาเก เท่ากับ จกฺกวากสฺส.
บทว่า อวากโภชนา ได้แก่ กินน้ำที่ปราศจากความผิดปกติ นกจักร-
พรากแสดงไว้ว่า พวกเรามีสาหร่ายกับน้ำเท่านั้นเป็นอาหาร. บทว่า น
ฆาสเหตุ ความว่า พวกเราจะได้ทำบาปเพราะเห็นแก่กินเหมือนอย่าง
พวกท่านก็หามิได้.
ต่อจากนั้น กาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ดูก่อนนกจักรพราก อาหารของท่านนี้
เราไม่ชอบ อาหารที่ท่านกินในภพนี้อย่างไร
ท่านก็เป็นผู้ละม้ายคล้ายกันกับอาหารนั้น ครั้ง
ก่อนเราเคยเป็นอย่างนี้มาแล้ว แต่เดี๋ยวนี้
กลายเป็นอย่างอื่นไปด้วยเหตุนี้แหละ เราจึง
เกิดความสงสัยในสีกายของท่าน.
แม้เราได้กินเนื้อ ผลไม้ และอาหารที่
เคล้าด้วยเกลือเจือด้วยน้ำมัน เราได้กินอาหาร
มีรสที่เขากินกันในหมู่มนุษย์ จึงได้กล้าหาญ

705