พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 686 (เล่ม 59)

บำเพ็ญตบะ ส่วนนางจันทวดี จงอยู่ในแว่น
แคว้นของพระองค์เถิด.
จบ โลมสกัสสปชาดกที่ ๗
อรรถกถาโลมสกัสสปชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสฺส อินฺทสโม
ราชา ดังนี้.
ความย่อมีว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ
เขาว่าเธอกระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุรูปนั้น กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ก็ลมที่พัดภูเขาสิเนรุให้หวั่นไหว ทำไมจึงจักไม่
พัดใบไม้เก่า ๆ ให้หวั่นไหวเล่า แม้ผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยศทั่ว ๆ ไป ยัง
ถึงความเสื่อมยศได้ ชื่อว่ากิเลส ย่อมทำสัตว์ที่บริสุทธิ์ให้เศร้าหมองได้
จะป่วยกล่าวไปใยถึงคนเช่นเธอ ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา
สาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพรหมทัตผู้ครองพระนครพาราณ-
สี ชื่อว่า พรหมทัตตกุมาร และบุตรของปุโรหิต ชื่อว่า กัสสปะ เป็น
สหายกัน เรียนศิลปะทุกอย่างในตระกูลอาจารย์คนเดียวกัน ต่อมา
เมื่อพระราชบิดาสวรรคต พรหมทัตตกุมารได้ครองราชสมบัติ ทีนั้น

686
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 687 (เล่ม 59)

กัสสปกุมารคิดว่า สหายของเราเป็นพระราชา บัดนี้ คงจักพระราชทาน
ความเป็นใหญ่ ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นใหญ่สำหรับเรา เราจัก
ลามารดาบิดาและพระราชาแล้วบวช ครั้นเขาคิดดังนี้แล้ว จึงได้ถวาย
บังคมลาพระราชาและลามารดาบิดา เข้าดินแดนหิมพานต์ บวชเป็นฤาษี
ในวันที่ ๗ ได้อภิญญาและสมาบัติ เลี้ยงชีพอยู่ด้วยการเที่ยวแสวงหาผล
ไม้ คนทั้งหลายพากันเรียกท่านซึ่งเป็นบรรพชิตว่า โลมสกัสสปะ
ท่านเป็นดาบสที่มีอินทรีย์สงบระงับอย่างยิ่ง มีตบะแรงกล้า ภพของ
ท้าวสักกเทวราชหวั่นไหวด้วยเดชแห่งตบะของดาบสนั้น ลำดับนั้น
ท้าวสักกเทวราชทรงพิจารณาดูเห็นเหตุดังนั้นแล้ว ทรงดำริว่า ดาบสนี้
มีเดชสูงนัก จะทำเราให้เคลื่อนจากความเป็นท้าวสักกะ เราจักร่วมมือ
กับพระเจ้าพาราณสี ทำลายตบะของดาบสนั้นเสีย ครานั้นท้าวเธอ
ได้เสด็จเข้าไปยังห้องสิริไสยาสน์ของพระเจ้าพาราณสีในเวลาเที่ยงคืน
แสดงอานุภาพของท้าวสักกะ บันดาลห้องทั้งหมดให้สว่างด้วยรัศมีแห่ง
พระสรีระ ลอยอยู่ในอากาศในสำนักของพระราชา ปลุกพระราชาว่า
ตื่นขึ้นเถิดมหาราช เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ตรัสตอบ
ว่า เราคือท้าวสักกะ ตรัสถามว่า ท่านมาเพื่ออะไร ? ตรัสย้อนถามว่า
มหาราช ท่านจะปรารถนาความเป็นเอกราชในชมพูทวีปทั้งสิ้น หรือ
ไม่ปรารถนา ? ตรัสตอบว่า ทำไมจึงจะไม่ปรารถนาเล่า. ลำดับนั้น
ท้าวสักกเทวราช จึงตรัสกะพระราชาว่า ถ้าเช่นนั้น พระองค์จงนำ
โลมสกัสสปดาบสมาบูชาปสุฆาตยัญ พระองค์จะเสมอด้วยท้าวสักกะ

687
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 688 (เล่ม 59)

ไม่แก่ไม่ตายจักได้ครองราชสมบัติทั่วชมพูทวีป ดังนี้ แล้วตรัสคาถาที่ ๑
ว่า :-
ถ้าท่านนำเอาฤาษีโลมสกัสสปะมาบูชา-
ยัญได้ ท่านจักได้เป็นพระราชาเสมอด้วยพระ-
อินทร์ ไม่รู้แก่ ไม่รู้ตายเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺส แปลว่า จักได้เป็น. บทว่า
ยเชยฺย ความว่า ถ้าท่านนำฤาษีโลมสกัสสปะจากที่อยู่ในป่ามาบูชายัญ.
ได้.
ลำดับนั้น พระราชาได้ทรงสดับพระดำรัสของท้าวสักกะแล้ว
ทรงรับคำว่า ดีแล้ว ครานั้น ท้าวสักกะตรัสเตือนว่า ถ้าเช่นนั้น ก็อย่า
เนิ่นช้า แล้วเสด็จหลีกไป วันรุ่งขึ้น พระราชารับสั่งให้เรียกไสยหะ
อำมาตย์ตรัสว่า แน่ะเพื่อน ท่านจงไปสำนักโลมสกัสสปะผู้เป็นสหาย
ที่รักของเรา จงพูดตามคำของเราอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า พระราชาจักให้
ท่านบูชาปสุฆาตยัญ แล้วจักเป็นเอกราชทั่วชมพูทวีป ท่านปรารถนา
ประเทศเท่าใด พระราชาจักพระราชทานประเทศเท่านั้นแก่ท่าน ขอ
ท่านจงมาเพื่อบูชายัญกับเรา ไสยหะอำมาตย์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เพื่อจะ
รู้ที่อยู่ของดาบส เมื่อชาวป่าคนหนึ่งบอกว่า ข้าพเจ้ารู้ ได้ให้เขาเป็นคน
นำทางไปในที่นั้นด้วย บริวารใหญ่ไหว้พระฤๅษีแล้วนั่ง ณ ที่ควรแห่ง

688
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 689 (เล่ม 59)

หนึ่ง แจ้งข่าวสาส์นนั้น ลำดับนั้น พระดาบสได้ฟังคำของไสยหะ
อำมาตย์ แล้วกล่าวว่า ดูก่อนไสยหะ ท่านพูดอะไรนั่น เมื่อจะปฏิเสธ
ถ้อยคำของไสยหะอำมาตย์ ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :-
อาตมาไม่ปรารถนาแผ่นดินที่มีทะเลล้อม
รอบ มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขตพร้อมกับความ
นินทา ดูก่อนไสยหะ ท่านจงทราบอย่างนี้เถิด.
ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ
การได้ทรัพย์ และความประพฤติอันไม่เป็น
ธรรม มีแต่จะให้ถึงความพินาศ.
ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา
เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่
เช่นนั้น ยังดีกว่าการแสวงหาที่ไม่เป็นธรรม
จะดีอะไร.
ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา
เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่
นั่นแหละประเสริฐ ว่าความเป็นพระราชาใน
โลก.

689
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 690 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสมุทฺทปริยายํ คือที่มีทะเลล้อม
รอบ. บทว่า สาครกุณฺฑลํ คือที่ประกอบด้วยสาครอันตั้งแวดล้อม
ทวีปทั้ง ๔ ดุจกุณฑลที่เขาประดับไว้ที่จอนหู ฉะนั้น. บทว่า สห
นินฺทาย ความว่า โลมสกัสสปดาบสกล่าวว่า อาตมาไม่ปรารถนาแม้
มหาปฐพีที่มีจักรวาลเป็นที่สุด พร้อมด้วยคำนินทานี้ว่า โลมสกัสสป-
ดาบสนี้ ได้ทำปสุฆาตกรรมแล้ว. ด้วยบทว่า ยา วุตฺติ วินิปาเตน
โลมกัสสปดาบส แสดงว่า เราติเตียนความเป็นไปแห่งชีวิต คือตำหนิ
ความประพฤตินั้น เพราะเป็นกรรมที่ให้ตกไปในนรก. บทว่า สาเยว
ชีวิกา ความว่า ความเป็นอยู่โดยวิธีอุ้มเอาบาตรเดินเข้าไปสู่เรือนของ
ผู้อื่น แสวงหาอาหารของบรรพชิตนั่นแหละ ดีกว่าการได้ยศทรัพย์
และลาภตั้งร้อยเท่าพันทวีคูณ. บทว่า อปิ รชฺเชน ตํ วรํ ความว่า
การงดเว้นความชั่วของบรรพชิต ผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นประเสริฐกว่า
ความเป็นพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น.
อำมาตย์ฟังคำของพระดาบสนั้นแล้ว ได้ไปกราบทูลแต่พระราชา
พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ตรัสว่า เมื่อท่านไม่มา เราก็ไม่อาจจะทำ
อะไรได้ จึงได้ทรงนิ่งอยู่ ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จมาในเวลา
เที่ยงคืนอีก ประทับอยู่ในอากาศ ตรัสว่า ดูก่อนมหาราช เหตุไร
พระองค์จึงไม่บังคับโลมสกัสสปดาบสให้บูชายัญ. พระราชาตรัสว่า
ข้าพระองค์ส่งอำมาตย์ไปบอกแล้ว แต่ท่านไม่มา ท้าวสักกะตรัสว่า

690
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 691 (เล่ม 59)

ดูก่อนมหาราช ถ้าเช่นนั้น พระองค์จงตกแต่งจันทวดีกุมารี ซึ่งเป็น
พระราชธิดาของพระองค์ แล้วมอบให้ไสยหะอำมาตย์นำไปบอกว่า ถ้า
ท่านมาบูชายัญ. พระราชาจักพระราชทานพระราชกุมารีนี้แก่ท่าน พระ-
ดาบสนั้นจักมีจิตปฏิพัทธ์ในกุมารี จักมาเป็นแน่ พระราชาได้ทรงสดับ
ดังนั้น ทรงรับว่า ดีแล้ว วันรุ่งขึ้น ทรงมอบพระราชธิดาของพระองค์
แก่ไสยหะอำมาตย์ส่งไปแล้ว ไสยหะอำมาตย์พาพระราชธิดาไปในที่นั้น
ไหว้พระฤาษีทำปฏิสันถารแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง แสดงพระ-
ราชธิดาซึ่งงามประดุจเทพอัปสรแก่พระฤาษี ลำดับนั้น พระดาบส
ทำลายอินทรีย์เสียแล้ว แลดูพระราชธิดา พร้อมกับการแลดูนั่นเอง
เกิดจิตปฏิพัทธ์ขึ้นแล้วเสื่อมจากฌาน อำมาตย์รู้ว่าพระดาบสมีจิตปฏิพัทธ์
จึงกล่าวว่า ท่านขอรับ ถ้าท่านบูชายัญ พระราชาจักพระราชทาน
พระราชธิดานี้ให้เป็นบาทบริจาริกาสำหรับท่าน พระดาบสนั้นกำลัง
หวั่นไหวไปด้วยอำนาจกิเลส จึงถามว่า ได้ยินว่า พระราชาจักพระ-
ราชทานพระราชธิดานี้แก่เราหรือ ? อำมาตย์ตอบว่า ถูกแล้ว พระราชา
จักพระราชทานแก่ท่านผู้บูชายัญ พระดาบสกล่าวว่า ดีแล้ว เมื่อเรา
ได้พระราชธิดานี้ จักบูชายัญ แล้วสรวมชฎาพาพระราชธิดาขึ้นรถที่
ประดับงดงาม ไปพระนครพาราณสี.
แม้พระราชาได้สดับว่า พระดาบสมา ก็รับสั่งให้ตั้งพิธีกรรมขึ้น
ที่หลุมบูชายัญไว้สำหรับพระดาบสนั้น ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพระ-

691
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 692 (เล่ม 59)

ดาบสมา ก็ตรัสว่า ท่านบูชายัญในวันพรุ่งนี้ เราจักเป็นผู้เสมอด้วย
พระอินทร์ เวลาเสร็จการบูชายัญ เราจักถวายธิดาแก่ท่าน กัสสปดาบส
รับคำว่า ดีแล้ว ครั้นในวันรุ่งขึ้น พระราชาพาท่านดาบสไปที่หลุม
บูชายัญพร้อมกับนางจันทวดี ในหลุมนั้น ได้มีสัตว์ ๔ เท้าทุกอย่าง เช่น
ช้าง ม้า โคเป็นต้น ประดิษฐานไว้เป็นลำดับ พระดาบสเริ่มจะฆ่า
สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดให้ตาย แล้วบูชายัญ มหาชนที่มาประชุมกันอยู่
ณ ที่นั้น เห็นดังนั้น กล่าวว่า ดูก่อนโลมสกัสสปะ กรรมนี้ไม่เหมาะ
ไม่สมควรแก่ท่าน ทำกรรมนั้นเพื่ออะไร แล้วคร่ำครวญกล่าวคาถา
๒ คาถาว่า :-
พระจันทร์มีกำลัง พระอาทิตย์มีกำลัง
สมณพราหมณ์มีกำลัง ฝั่งแก่งสมุทรก็มีกำลัง
หญิงมีกำลังยิ่งกว่ากำลังทั้งหลาย.
พระนางจันทวดี ทำให้ฤาษีชื่อโลมส-
กัสสปะผู้มีตบะกล้า มาบูชายัญเพื่อประโยชน์
แก่พระราชบิดาได้.
บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า พลํ จนฺโท พลํ สุริโย ความว่า
ในการจำกัดความมืดใหญ่ ชื่อว่ากำลังอย่างอื่น ย่อมไม่มีในการกำจัด
ความมืดใหญ่นี้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เท่านั้นมีกำลัง. บทว่า

692
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 693 (เล่ม 59)

สมณพฺราหฺมณา ความว่า ในการอดกลั้นต่อกำลังแห่งอิฏฐารมณ์แล้ว
อนิฏฐารมณ์ สมณะพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยกำลัง คือขันติและกำลัง
คือญาณ ผู้มีบาปอันสงบและบาปอันลอยแล้ว มีกำลัง. บทว่า พลํ
เวลา สมุทฺทสฺส ความว่า ฝั่งแห่งมหาสมุทรชื่อว่ามีกำลัง เพราะ
สามารถที่จะไม่ให้น้ำล้นขึ้นมา และกั้นน้ำเอาไว้ให้พินาศได้. บทว่า
พลาติพลมิตฺถิโย ความว่า ส่วนหญิงทั้งหลาย ชื่อว่ามีกำลังยิ่งกว่า
กำลังทั้งหมด เพราะสามารถจะพาบุรุษที่มีความรู้ดีแต่มีกำหนัดมาสู่
อำนาจของตน แล้วให้พินาศได้ อธิบายว่า กำลังแห่งหญิงเท่านั้น
มีมากกว่ากำลังทั้งหมด. ศัพท์ว่า ยถา เท่ากับ ยสฺมา แปลว่า
เพราะเหตุใด. บทว่า ปิตุ อตฺถา คือเพื่อประโยชน์แห่งความเจริญ
แก่พระราชบิดา.
ข้อนี้มีอธิบายว่า เพราะนางจันทวดีนี้ กระทำโลมสกัสสปะ ผู้มี
ตบะกล้า ผู้ชื่อว่าเป็นฤาษี เพราะเป็นผู้แสวงหาคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น
ให้เป็นผู้ไม่มีศีล แล้วให้บูชาวาชเปยยะ คือยัญ เพื่อประโยชน์แก่
พระราชบิดาได้ ฉะนั้น ข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า หญิงมีกำลังยิ่งกว่า
กำลังทั้งหลาย.
ขณะนั้น กัสสปดาบส เงื้อพระขรรค์แก้วขึ้น ด้วยคิดว่า จัก
ฟันคอมงคลหัตถีเพื่อบูชายัญ ช้างเห็นดังนั้น ก็สะดุ้งกลัวต่อมรณภัย
จึงร้องเสียงดัง แม้พวกสัตว์นอกนี้ คือ ช้าง ม้า โค เป็นต้น ได้ฟัง

693
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 694 (เล่ม 59)

เสียงร้องของช้างมงคลหัตถีนั้น ต่างก็สะดุ้งกลัวต่อมรณภัย จึงได้ร้องลั่น
ด้วยความกลัว แม้มหาชนก็พากันร้อง กัสสปดาบสได้ยินเสียงร้อง
ลั่นใหญ่ดังนั้น ก็สลดใจ แลดูชฎาเป็นต้นของตน ลำดับนั้น ชฎา
หนวด ขนรักแร้ ขนอก ได้ปรากฏแก่พระดาบสนั้น พระดาบสมีความ
เดือดร้อนใจ คิดว่า เราได้ทำกรรมลามก ไม่สมควรเลย เมื่อจะประกาศ
ความสลด ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
ธรรมที่ทำด้วยความโลภนั้น เผ็ดร้อน
มีกามเป็นเหตุ เราจักค้นหามูลรากของธรรม
นั้น จักตัดความกำหนัดพร้อมทั้งเครื่องผูกเสีย.
พึงทราบความแห่งคำที่เป็นคาถานั้นว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็น
ใหญ่ กรรมใดที่ข้าพระองค์ทำความโลภในนางจันทวดีให้เกิดขึ้น แล้วทำ
ลงด้วยความโลภนั้น กรรมนั้นมีกามเป็นเหตุ เป็นกรรมลามก เผ็ดร้อน
มีวิบากแรงกล้า ข้าพระองค์จักค้นหามูลราก กล่าวคืออโยนิโสมนสิการ
ของกรรมนั้น สมควรแล้วที่ข้าพระองค์จักซักดาบ คือปัญญาออก ตัด
ความกำหนัดยินดี พร้อมด้วยเครื่องผูกพัน คือศุภนิมิตร.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะพระดาบสว่า ดูก่อนสหาย อย่ากลัว
เลย เราจักให้นางจันทวดีกุมารีและกองแก้ว ๗ ประการแก่ท่านในบัดนี้

694
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 695 (เล่ม 59)

ท่านจงบูชายัญเถิด พระกัสสปดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่
มหาราช ข้าพระองค์ไม่ต้องการด้วยกิเลสนี้ แล้วกล่าวคาถาสุดท้าย
ว่า :-
ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ติเตียนกาม-
คุณทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ตบะ
ธรรมเท่านั้น ประเสริฐกว่ากามคุณทั้งหลาย
ข้าพระองค์จักละกามคุณทั้งหลายเสีย แล้ว
บำเพ็ญตบะ ส่วนนางจันทวดี จงอยู่ในแว่น
แคว้นของพระองค์เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุพหูปิ คือแม้อันมากยิ่ง. บทว่า
ตโป กริสฺสามิ คือจักบำเพ็ญความสำรวมในศีลเท่านั้น.
พระดาบส ครั้นทูลดังนี้แล้ว ได้ประมวลกสิณบริกรรมทำคุณ
วิเศษที่เสียไปให้เกิดขึ้น นั่งบัลลังก์ในอากาศแสดงธรรมแก่พระราชา
กล่าวสอนว่า จงอย่าประมาท แล้วทำลายหลุมบูชายัญ ให้อภัยทาน
แก่มหาชน เมื่อพระราชายังวิงวอนอยู่ ได้เหาะไปที่อยู่ของตน เจริญ
พรหมวิหารธรรมจนตลอดชีวิต ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามาแสดง ดังนี้แล้ว
ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันตั้งอยู่ในพระ-

695