พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 676 (เล่ม 59)

หลายเห็นดังนั้น ก็พากันหลบหนีไป ภัยเกิด
ขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขคติรุหํ แปลว่า งอกแต่แผ่นดิน
พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระองค์ ต้นไม้เป็นที่พึ่ง
อาศัยของนกทั้งหลายฉันใด พระราชาก็เป็นที่พึ่งอาศัย ของมหาชนฉัน
นั้น เมื่อพระราชานั้นกระทำโจรกรรมใครเล่าจะป้องกันได้ ขอพระ-
องค์จงทรงทราบเถิดพระพุทธเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เจ้า
จงจับโจรให้แก่เราเถิด ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้นำตัวอย่างมากราบ
ทูลพระราชาอีกเรื่องหนึ่งว่า :-
ข้าแต่มหาราชเจ้า ที่บ้านของชาวกาสีตำบลหนึ่ง มีแม่น้ำที่มี
จระเข้อยู่ด้านหลังของตระกูล ๆ หนึ่ง และตระกูลนั้นมีบุตรคนเดียว
เท่านั้น เมื่อบิดาของเขาตายเขาได้ปฏิบัติมารดา มารดาได้นำกุล-
ธิดาคนหนึ่งมาให้เขาโดยที่เขาไม่ปรารถนาเลย ตอนแรก ๆ นางกุลธิดา
นั้นก็รักใคร่แม่ผัวดี ภายหลังเจริญด้วยบุตรและธิดา จึงอยากจะขับไล่
แม่ผัวเสีย แม้มารดาของนางก็อยู่ในเรือนนั้นเหมือนกัน ครั้งนั้น นาง
กล่าวโทษแม่ผัวมีประการต่าง ๆ ต่อหน้าสามี แล้วกล่าวว่า ฉันไม่อาจที่จะ
เลี้ยงดูมารดาของพี่ได้ จงฆ่ามารดาของพี่เสีย เมื่อสามีกล่าวว่า การ
ฆ่ามนุษย์เป็นกรรมหนักฉันจักฆ่าแม่ได้อย่างไร จึงกล่าวว่า ในเวลา
ที่แกหลับ เราช่วยกันพาแกไปทั้งเตียงทีเดียว โยนลงแม่น้ำที่มีจระเข้

676
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 677 (เล่ม 59)

แล้วจระเข้ก็จักฮุบแกไปกิน สามีถามว่า มารดาของเธอนอนที่ไหน
นางตอบว่า นอนอยู่ใกล้ ๆ กับมารดาพี่นั่นแหละ สามีกล่าวว่า ถ้า
เช่นนั้น เธอจงไปเอาเชือกผูกเตียงที่มารดาของฉันนอนทำเครื่องหมาย
ไว้ครานั้นนางได้กระทำเช่นนั้นแล้วบอกว่า ฉันได้กระทำเครื่องหมายไว้
แล้ว สามีกล่าวว่า รอสักหน่อยให้คนทั้งหลายหลับเสียก่อน ตนเองก็
นอนทำเป็นหลับ แล้วไปแก้เชือกนั้นมาผูกที่เตียงของมารดาภรรยา
ปลุกภรรยาขึ้น แล้วทั้ง ๒ คนก็ไปช่วยกันยกขึ้นทั้งเตียงทีเดียว โยน
ลงไปในน้ำ จระเข้ทั้งหลายได้ยื้อแย่งกันเคี้ยวกินมารดาของหญิงนั้นใน
แม่น้ำนั้น.
วันรุ่งขึ้น นางรู้ว่ามารดาถูกเปลี่ยนตัวจึงกล่าวว่า พี่ มารดา
ของฉันถูกฆ่าแล้ว ต่อไปนี้พี่จงฆ่ามารดาของพี่ เมื่อสามีตอบว่า ถ้า
เช่นนั้นตกลง จึงกล่าวว่า เราช่วยกันทำเชิงตะกอนในป่าช้า แล้วจับ
แกใส่เข้าไปในไฟให้ตาย ลำดับนั้น คนทั้ง ๒ ได้นำมารดาผู้กำลังหลับ
อยู่ไปวางไว้ที่ป่าช้า สามีกล่าวกะภรรยาที่ป่าช้านั้นว่า เธอนำไฟมาแล้ว
หรือ ? ภรรยาตอบว่า ไม่ได้นำมาเพราะลืม สามีกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น
เธอจงไปนำมา ภรรยากล่าวว่า ฉันไม่อาจไปคนเดียว แม้เมื่อพี่ไปฉันก็
ไม่อาจอยู่คนเดียว เราไปกันทั้ง ๒ คนเถิด เมื่อผัวเมีย ๒ คนไปกันแล้ว
หญิงแก่ตื่นขึ้นเพราะลมหนาว รู้ว่าที่นั่นเป็นป่าช้าจึงใคร่ครวญดูว่า ผัว
เมีย ๒ คนนี้คงจะประสงค์จะฆ่าเรา มันคงไปเพื่อเอาไฟมาเผาเป็นแน่
คิดว่า มันไม่รู้กำลังของเราดังนี้ แล้วจึงได้เอาซากศพศพหนึ่งขึ้นนอน

677
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 678 (เล่ม 59)

บนเตียง เอาผ้าเก่าคลุมข้างบน แล้วตนเองหนีเข้าถ้ำที่เร้นลับใกล้ป่าช้า
นั้นแหละ ผัวเมีย ๒ คนนำไฟมาแล้วเผาซากศพด้วยเข้าใจว่า เป็นหญิง
แก่ แล้วหลีกไป.
ก็ครั้งนั้น ในถ้ำที่เร้นลับนั้น โจรคนหนึ่งเอาสิ่งของไปเก็บไว้
ก่อน โจรนั้นคิดว่า เราจักไปเอาสิ่งของนั้น จึงได้มาเห็นหญิงแก่เข้าใจ
ว่าเป็นยักษิณีตน ๑ สิ่งของของเราเกิดมีอมนุษย์หวงแหนเสียแล้ว
จึงได้ไปนำหมอผีมาคน ๑ ครั้นหมอผีเดินร่ายมนต์เข้าไปในถ้ำ หญิง
แก่จึงกล่าวกะหมอผีนั้นว่า ฉันไม่ใช่ยักษิณีท่านจงมาเถิด เราทั้ง ๒ จะ
บริโภคทรัพย์นี้ หมอผีพูดว่า เราจะเชื่อได้อย่างไร ? หญิงแก่พูดว่า ท่าน
จงเอาลิ้นของท่านวางบนลิ้นของเรา หมอผีได้กระทำอย่างนั้น ทันใด
นั้นหญิงแก่ได้กัดลิ้นของหมอผีขาดตกไป หมอผีมีโลหิตไหลจากลิ้น
คิดว่า หญิงแก่นี้เป็นยักษิณีแน่จึงร้องวิ่งหนีไป ฝ่ายหญิงแก่นั้นครั้นวัน
รุ่งขึ้น ก็นุ่งผ้าเนื้อเลี่ยนถือเอาสิ่งของคือรัตนะต่าง ๆ ไปเรือน ลำดับ
นั้น หญิงลูกสะใภ้เห็นดังนั้นจึงถามว่า แม่จ๋า แม่ได้สิ่งของนี่ที่ไหน.
หญิงแก่ตอบว่า ลูกคนที่ถูกเผาบนเชิงตะกอนไม้ในป่าช้านั้น ย่อมได้
ทรัพย์สิ่งของเห็นปานนี้ หญิงลูกสะใภ้ถามว่า แม่จ๋า ถ้าเช่นนั้นอย่างฉัน
นี้อาจที่จะได้ไหม ? หญิงแก่ตอบว่า ถ้าจักเป็นอย่างเราก็จักได้ ครั้งนั้น
ด้วยความโลภในสิ่งของเครื่องประดับ นางได้บอกแก่สามีแล้วให้เผาตน
ในป่าช้านั้น. ครั้นในวันรุ่งขึ้นสามีไม่เห็นภรรยากลับมา จึงพูดกะมารดา

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 679 (เล่ม 59)

ว่า แม่ ก็แม่มาในเวลานี้ แต่ลูกสะใภ้ทำไมจึงไม่มา. หญิงแก่ได้ฟังดัง
นั้นจึงดุลูกชายว่า เฮ้ยไอ้คนเลว ! ขึ้นชื่อว่าคนที่ตายแล้วจะมาได้อย่างไร
แล้วกล่าวคาถาว่า :-
เรานำหญิงใดผู้มีความโสมนัส ทัดระ
เบียบดอกไม้ มีกายประพรมด้วยจันทน์เหลือง
มา หญิงนั้นขับไล่เราออกจากเรือน ภัยเกิด
แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสมนสฺสํ คือ ยังความโสมนัส
ให้เกิดขึ้น อีกอย่างหนึ่งบาลีว่า โสมนสฺสา ความว่า เป็นผู้ยินดีใน
ความโสมนัส.
ข้อนี้อธิบายว่า เราเข้าใจว่าบุตรของเราจักเจริญด้วยบุตรและ
ธิดาทั้งหลาย เพราะอาศัยหญิงนี้ เรานำหญิงใด ผู้มีความโสมนัสทัดระ-
เบียบดอกไม้ มีกายประพรมด้วยจันทน์เหลืองมาประดับตกแต่งให้เป็น
สะใภ้ด้วยหวังว่าจักเลี้ยงดูเราในเวลาแก่ หญิงนั้นขับไล่เราออกจากเรือน
ในวันนี้ ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้วดังนี้.
พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาเป็น
ที่พึ่งของมหาชน เหมือนหญิงสะใภ้เป็นที่พึ่งของแม่ผัว เมื่อภัยเกิดแต่
พระราชานั้นแล้วใครอาจจะทำอะไรได้ ขอพระองค์จงทรงทราบเถิด
พระเจ้าข้า พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เหตุการณ์

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 680 (เล่ม 59)

ที่เจ้านำมาเล่านี้เราไม่รู้ เจ้าจงมอบโจรให้เถิด พระโพธิสัตว์คิดว่า เรา
จักรักษาเกียรติคุณพระราชา จึงได้นำเรื่องมากราบทูลอีกเรื่องหนึ่งว่า :-
ข้าแต่พระองค์ ในกาลก่อนบุรุษผู้หนึ่งในพระนครนี้แหละ ตั้ง
ความปรารถนาแล้วก็ได้บุตร ในเวลาที่บุตรเกิดเขาเกิดปีติโสมนัสว่า
เราได้บุตรแล้ว เลี้ยงดูบุตรนั้นเป็นอย่างดี เมื่อเจริญวัยแล้วได้หาภรรยา
ให้ ต่อมาภายหลังเขาแก่เฒ่าลง ไม่อาจทำงานให้สำเร็จได้ ครั้งนั้น
บุตรได้กล่าวกะเขาว่า พ่อไม่อาจทำการงานได้จงออกไปจากบ้านนี้ แล้ว
ก็ขับออกจากบ้าน เขาขอทานเลี้ยงชีพด้วยความยากแค้น คร่ำครวญอยู่
กล่าวคาถาว่า :-
เราชื่นชมยินดีด้วยบุตรผู้เกิดแล้วคนใด
เราปรารถนาความเจริญแก่บุตรคนใด บุตรคน
นั้นก็มาขับไล่เราออกจากเรือน ภัยเกิดขึ้นแต่
ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โสมํ เป็นต้น ความว่า บุตร
คนนั้น ก็มาขับไล่เราออกจากเรือน เรานั้นเที่ยวขอทานเลี้ยงชีพอย่าง
ลำบาก ภัยเกิดขึ้นแก่เราแต่ที่พึ่งอาศัยนั่นเอง.
พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขึ้นชื่อว่าบิดา
ผู้แก่ชรา บุตรผู้มีกำลังความสามารถศึกษาฉันใด ชนบททั้งหมด
พระราชาควรรักษาฉันนั้น ก็แลภัยนี้เมื่อเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นแล้วจากสำนัก

680
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 681 (เล่ม 59)

ของพระราชาผู้รักษาสัตว์ทั้งปวง ขอพระองค์จงทรงทราบว่า คนชื่อโน้น
เป็นโจร ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัส
ว่า นี่แน่ะเจ้า เราไม่ทราบเหตุที่ควรและไม่ควร เจ้าจงชี้ตัวโจร
ให้เถิด หรือว่าตัวเจ้าเองเป็นโจร พระราชาทรงรบเร้ามาณพอยู่เนือง ๆ
ด้วยประการดังว่ามานี้.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กราบทูลพระราชาอย่างนี้ว่า ข้าแต่
พระมหาราชเจ้า พระองค์จะให้ข้าพระองค์ชี้ตัวโจรอย่างเดียวเท่านั้น
มิใช่หรือ ? พระราชาตรัสว่า ถูกแล้วเธอ พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า
ถ้าเช่นนั้น ข้าพระองค์จักประกาศในท่ามกลางบริษัทว่า คนโน้นด้วย
คนนี้ด้วยเป็นโจร พระราชาตรัสว่า จงทำอย่างนั้นเถิด เธอ พระ-
โพธิสัตว์ได้สดับพระราชดำรัสดังนั้นแล้วคิดว่า พระราชานี้ไม่ให้เรา
รักษาพระองค์ไว้ ฉะนั้นเราจักจับโจรในบัดนี้ คิดดังนี้แล้วจึงป่าว
ประกาศเรียกประชุมชาวนิคมชนบท แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ขอชาวชนบทและชาวนิคมผู้มาประชุม
กันแล้ว จงฟังข้าพเจ้า น้ำมีในที่ใด ไฟก็มีใน
ที่นั้น ความเกษมสำราญบังเกิดขึ้นแต่ที่ใด
ภัยก็บังเกิดขึ้นแต่ที่นั้น พระราชากับพราหมณ์
ปุโรหิตพากันปล้นรัฐเสียเอง ท่านทั้งหลาย

681
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 682 (เล่ม 59)

จงพากันรักษาตนของตนอยู่เถิด ภัยเกิดขึ้น
แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโตทกํ ตทาทิตฺตํ ความว่า น้ำ
มีที่ไหน ไฟก็มีที่นั่น บทว่า ยโต เขมํ ความว่า ความเกษมสำราญ
พึงมีแต่พระราชาพระองค์ใด ภัยเกิดขึ้นแล้วแก่พระราชาพระองค์นั้น.
บทว่า อตฺตคุตฺตา วิหรถ ความว่า บัดนี้ ท่านทั้งหลายไม่มีที่พึ่งแล้ว
ขออย่าได้ยังตนให้พินาศเถิด ขอท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตนเองรักษา
ทรัพย์และข้าวเปลือกที่เป็นของของตนเถิด ธรรมดาว่าพระราชาเป็นที่
พึ่งของมหาชน ภัยเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านทั้งหลายแต่พระราชาพระองค์
นั่นเอง พระราชากับพราหมณ์ปุโรหิตเป็นโจรผู้หากินด้วยการปล้น ถ้า
ท่านทั้งหลายประสงค์จะจับโจร ก็จงจับพระราชากับพราหมณ์ปุโรหิตทั้ง
สองคนนี้ไปลงโทษเถิด.
ลำดับนั้น ประชาชนเหล่านั้น ได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้น
แล้วพากันว่า พระราชาพระองค์นี้ควรจะมีหน้าที่ปกปักรักษา บัดนี้พระ
องค์กลับใส่โทษคนอื่น เอาสิ่งของของพระองค์ไปไว้ในสระโบกขรณีด้วย
พระองค์เองแล้วค้นหาโจร บัดนี้พวกเราจะฆ่าพระราชาลามกนี้เสีย เพื่อ
ไม่ให้กระทำโจรกรรมอีกต่อไป. ลำดับนั้น ประชาชนเหล่านั้นจึงได้
พร้อมกัน ลุกขึ้นถือท่อนไม้บ้างตะบองบ้าง ทุบตีพระราชาและพราหมณ์
ปุโรหิตให้ตาย แล้วอภิเษกพระมหาสัตว์ให้ครองราชสมบัติต่อไป.

682
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 683 (เล่ม 59)

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงดังนี้ แล้วตรัส
ว่า ดูก่อนอุบาสก การจำรอยเท้าบนแผ่นดินได้ไม่น่าอัศจรรย์ บัณฑิต
ครั้งก่อนจำรอยเท้าในอากาศได้ถึงอย่างนี้ แล้วทรงประกาศสัจธรรม
เวลาจบสัจธรรม อุบาสกและบุตรดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพล
ทรงประชุมชาดกว่า บิดาในครั้งนั้นได้มาเป็นพระกัสสปในครั้งนี้ มาณพ
ผู้ฉลาดในการสังเกตรอยเท้าได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาปทกุสลมาณวชาดกที่ ๖

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 684 (เล่ม 59)

๗. โลมกัสสปชาดก
ว่าด้วยตบะเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ
[๑๒๖๕] ถ้าท่านนำเอาฤาษีโลมสกัสสปะมาบูชา-
ยัญได้ ท่านจักได้เป็นพระราชาเสมอด้วยพระ-
อินทร์ ไม่รู้แก่ ไม่รู้ตายเลย.
[๑๒๖๖] อาตมาไม่ปรารถนาแผ่นดินที่มีทะเลล้อม
รอบมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขตพร้อมกับความ
นินทา ดูก่อนไสยหะ ท่านจงทราบอย่างนี้เถิด.
[๑๒๖๗] ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ
การได้ทรัพย์ และความประพฤติอันไม่เป็น
ธรรม มีแต่จะให้ถึงความพินาศ.
[๑๒๖๘] ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา
เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่
เช่นนั้น ยังดีกว่าการแสวงหาที่ไม่เป็นธรรม
จะดีอะไร.

684
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 685 (เล่ม 59)

[๑๒๖๙] ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา
เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่
นั่นและประเสริฐกว่า ความเป็นพระราชาใน
โลก.
[๑๒๗๐] พระจันทร์มีกำลัง พระอาทิตย์มีกำลัง
สมณพราหมณ์มีกำลัง ฝั่งแห่งสมุทรก็มีกำลัง
หญิงมีกำลังยิ่งกว่ากำลังทั้งหลาย.
[๑๒๗๑] พระนางจันทวดี ทำให้ฤาษีชื่อโลม-
สกัสสปะผู้มีตบะกล้า มาบูชายัญเพื่อประโยชน์
แก่พระราชบิดาได้.
[๑๒๗๒] กรรมที่ทำด้วยความโลภนั้น เผ็ดร้อน
มีกามเป็นเหตุ เราจักค้นหามูลรากของกรรม
นั้น จักตัดความกำหนัดพร้อมทั้งเครื่องผูกเสีย.
[๑๒๗๓] ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ติเตียนกาม-
คุณทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ตบะ
ธรรมเท่านั้น ประเสริฐกว่ากามคุณทั้งหลาย
ข้าพระองค์จักละกามคุณทั้งหลายเสีย แล้ว

685