พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 656 (เล่ม 59)

ความกำหนัดนี้เกิดในกาย เกิดขึ้นมา
แล้วเป็นของทำลายวรรณะของท่าน ท่านจง
ละความกำหนัดนั้นเสีย ความเจริญย่อมมีแก่
ท่าน ท่านเป็นผู้อันชนหมู่มากยกย่องแล้วว่า
เป็นคนมีปัญญา.
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า วณฺณวิทูสโน ตว คือ เป็น
ของทำลายสีกายและคุณความดีของท่าน. บทว่า พหุนาสิ ความว่า
ท่านเป็นผู้อันชนหมู่มากยกย่องแล้วว่าเป็นคนมีปัญญา.
คราวนี้ พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้วกลับได้สติ กำหนดโทษ
ในกามทั้งหลายแล้ว กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
กามเหล่านั้นทำแต่ความมืดให้ มีทุกข์
มาก มีพิษใหญ่หลวง อาตมภาพจักค้นหามูล
รากแห่งกามเหล่านั้น จะตัดความกำหนัด
พร้อมเครื่องผูกเสีย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺธกรเณ คือ ชื่อว่าทำแต่ความ
มืดให้ เพราะทำปัญญาจักขุให้พินาศ. ในบทว่า พหุทุกฺเข นี้ บัญฑิต
พึงนำสูตรว่า กามทั้งหลายมีความแช่มชื่นน้อย ดังนี้เป็นต้น มาแสดง

656
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 657 (เล่ม 59)

ถึงความที่กามเหล่านั้นมีทุกข์มาก. บทว่า มหาวิเส คือ ชื่อว่ามีพิษ
ใหญ่หลวง เพราะพิษคือสัมปยุตตกิเลสและพิษคือวิบากเป็นของยิ่งใหญ่.
สองบทว่า เตสํ มูลํ ความว่า อาตมภาพจักค้นหา คือจัก
แสวงหามูลรากแห่งกามเหล่านั้น เพื่อละกามซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว
เหล่านั้นเสีย.
ถามว่า ก็อะไรเป็นมูลรากแห่งกามเหล่านั้น ?
ตอบว่า อโยนิโสมนสิการ.
บทว่า เฉชฺชํ ราคํ สพนฺธนํ ความว่า ข้าแต่มหาบพิตร
บัดนี้ อาตมภาพจักตัดความกำหนัดที่ชื่อว่าเครื่องผูกพัน เพราะเครื่อง
ผูกพันคือศุภนิมิตร โดยประการเสียด้วยดาบคือปัญญา.
ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้วได้ขอพระราชทานโอกาสว่า ข้าแต่
มหาบพิตร ขอพระองค์จงประทานโอกาสแก่อาตมาภาพก่อน. แล้วเข้า
ไปยังบรรณศาลา พิจารณาดวงกสิณ ยังฌานที่เสื่อมแล้วให้เกิดขึ้นอีก
ออกจากบรรณศาลา นั่งคู้บัลลังก์ในอากาศถวายธรรมเทศนาแด่พระ-
ราชา แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร อาตมภาพถูกติเตียนในท่ามกลาง
มหาชน เพราะเหตุที่มาอยู่ในที่ไม่สมควร ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่
ประมาท บัดนี้ อาตมภาพจักกลับไปสู่ไพรสณฑ์ให้พ้นจากกลิ่นสตรี.

657
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 658 (เล่ม 59)

เมื่อพระราชาทรงกรรแสดงปริเทวนาอยู่ ได้ไปสู่หิมวันตประเทศ ไม่
เสื่อมจากฌานแล้ว เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้วทรงทราบเรื่องนั้น จึงตรัสพระคาถานี้
ว่า :-
ครั้นพระหาริตฤาษีกล่าวคำนี้แล้ว มี
ความบากบั่นอย่างแท้จริง คลายกามราคะได้
แล้ว ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรม เวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันได้ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล
แล้วพระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็น
พระอานนท์ในบัดนี้ หาริตดาบสในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต
ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาหริตจชาดกที่ ๕

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 659 (เล่ม 59)

๖. ปทุกสลมาณวชาดก
ว่าด้วยภัยที่เกิดแต่ที่พึ่งอาศัย
[๑๒๕๕] แม่น้ำคงคาพัดเอามาณพชื่อปาฏลี ผู้คง
แก่เรียน มีถ้อยคำไพเราะให้ลอยไป พี่จ๋าผู้ถูก
น้ำพัดไป ขอความเจริญจงมีแก่พี่ ขอพี่จงให้
เพลงขับบทน้อย ๆ แก่ฉันสักบทหนึ่งเถิด.
[๑๒๕๖] ชนทั้งหลายย่อมรดผู้ที่ได้รับความทุกข์
ด้วยน้ำใด ชนทั้งหลายย่อมรดผู้ที่เร่าร้อนด้วย
น้ำใด เราจักตายในท่ามกลางน้ำนั้น ภัยเกิด
แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
[๑๒๕๗] พืชทั้งหลายงอกงามขึ้นได้บนแผ่นดิน
ใด สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้บนแผ่นดินใด
แผ่นดินนั้นก็พังทับศีรษะของเราแตก ภัยเกิด
ขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
[๑๒๕๘] ชนทั้งหลายหุงอาหารด้วยไฟใด บรรเทา
ความหนาวด้วยไฟใด ไฟนั้นก็มาไหม้ตัวเรา
ภัยเกิดขึ้นแก่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 660 (เล่ม 59)

[๑๒๕๙] พราหมณ์และกษัตริย์ทั้งหลาย เป็น
จำนวนมากเลี้ยงชีพด้วยข้าวสุกใด ข้าวสุกนั้น
เราบริโภคแล้ว ก็มาทำเราให้ถึงความพินาศ
ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
[๑๒๖๐] บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมปรารถนาลมใน
เดือนท้ายแห่งฤดูร้อน ลมนั้นมาพัดประหาร
ร่างกายเรา ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
[๑๒๖๑] นกทั้งหลายพากันอาศัยต้นไม้ใดที่งอก
แต่แผ่นดิน ต้นไม้นั้นก็พ่นไฟออกมา นกทั้ง
หลายเห็นดังนั้น ก็พากันหลบหนีไป ภัยเกิด
ขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
[๑๒๖๒] เรานำหญิงใดผู้มีความโสมนัส ทัดระ-
เบียบดอกไม้ มีกายประพรมด้วยจันทน์เหลือง
มา หญิงนั้นขับไล่เราออกจากเรือน ภัยเกิด
แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
[๑๒๖๓] เราชื่นชมยินดีด้วยบุตรผู้เกิดแล้วคนใด
เราปรารถนาความเจริญแก่บุตรคนใด บุตรคน

660
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 661 (เล่ม 59)

นั้นก็มาขับไล่เราออกจากเรือน ภัยเกิดขึ้นแต่
ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
[๑๒๖๔] ขอชาวชนบทและชาวนิคมผู้มาประชุม
กันแล้ว จงฟังข้าพเจ้าน้ำมีในที่ใด ไฟก็มีใน
ที่นั้น ความเกษมสำราญบังเกิดขึ้นแต่ที่ใด
ภัยก็บังเกิดขึ้นแต่ที่นั้น พระราชากับพราหมณ์
ปุโรหิตพากันปล้นรัฐเสียเอง ท่านทั้งหลาย
จงพากันรักษาตนของตนอยู่เถิด ภัยเกิดขึ้น
แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
จบ ปทกุศลมาณวชาดกที่ ๖
อรรถกถาปทกุสลชาดกที่ ๖
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ทารกคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า พหุสฺสุตํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ทารกนั้นเป็นบุตรของกุฎุมพีในนครสาวัตถี ได้เป็นผู้
ฉลาดในการสังเกตรอยเท้า ในเวลาที่ตนมีอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น.
ครั้งนั้น บิดาของเขาคิดว่าจักทดลองลูกคนนี้ จึงได้ไปเรือนของเพื่อน

661
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 662 (เล่ม 59)

โดยที่ทารกนั้นไม่รู้เลย ทารกนั้นก็มิได้ถามที่ไปของบิดา เดินไปโดย
สังเกตรอยเท้าของบิดา ได้ไปยินอยู่ที่สำนักของบิดา.
อยู่มาวันหนึ่ง บิดาได้ถามทารกนั้นว่า ลูกรัก เมื่อพ่อไปก็ไป
โดยมิให้เจ้ารู้ แต่เจ้ารู้ที่ไปของพ่อได้อย่างไร ? เขากล่าวตอบบิดาว่า
พ่อจ๋า ฉันจำรอยเท้าของพ่อได้ ฉันฉลาดในการสังเกตรอยเท้า. ลำดับ
นั้น บิดาของเขาต้องการจะทดลองอีก เมื่อบริโภคอาหารเช้าแล้ว ออก
จากเรือนไปยังเรือนของผู้ที่คุ้นเคยซึ่งอยู่ติด ๆ กัน แล้วออกจากเรือน
นั้นไปยังเรือนที่ ๓ ออกจากเรือนที่ ๓ มายังประตูเรือนของตนอีก
แล้วออกจากประตูเรือนของตนไปยังประตูเมืองทิศอุดร ออกประตูนั้น
อ้อมเมืองไปทางซ้าย ไปถึงพระเชตวันวิหาร ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว
นั่งฟังธรรมอยู่. ทารกถามพวกบ้านว่า พ่อฉันไปไหน เมื่อได้รับคำตอบว่า
ไม่ทราบ จึงได้สังเกตรอยเท้าของบิดา ตั้งต้นแต่เรือนของผู้ที่คุ้นเคยซึ่ง
อยู่ติด ๆ กัน ไปตามทางที่บิดาไปนั่นแหละ จนถึงพระเชตวันวิหาร ถวาย
บังคมพระศาสดาแล้วไปยืนอยู่ใกล้ ๆ บิดา เมื่อบิดาถามว่า ลูกรัก เจ้า
รู้ว่าพ่อมาในที่นี้หรือ ? เขาตอบว่า ฉันจำรอยเท้าพ่อไปจึงได้มา โดย
สังเกตรอยเท้า. พระศาสดาตรัสถามว่า พูดอะไรกันอุบาสก ? เมื่อกุฎุมพี
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เด็กคนนี้ฉลาดสังเกตรอยเท้า ข้า
พระองค์ทดลองเด็กนี้จึงได้มาโดยอุบายนี้ แลเด็กนี้ครั้นไม่เห็นข้าพระ-
องค์ในเรือน ได้มาโดยสังเกตรอยเท้าข้าพระองค์ จึงตรัสว่า อุบาสก

662
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 663 (เล่ม 59)

การจำรอยเท้าบนพื้นดินได้ไม่น่าอัศจรรย์ บัณฑิตก่อน ๆ จำรอยเท้าใน
อากาศได้ กุฎุมพีนั้นกราบทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเรื่อง
ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ-
นครพาราณสี พระอัครมเหสีของพระองค์ประพฤตินอกใจ เมื่อพระ-
ราชาตรัสถามก็สบถสาบานว่า ถ้าหม่อมฉันประพฤตินอกใจพระองค์
ขอให้หม่อมฉันเป็นยักษิณีมีหน้าเหมือนม้า. ต่อจากนั้นพระนางได้สิ้น
พระชนม์ เกิดเป็นยักษิณีมีหน้าเหมือนม้า ที่เชิงเขาแห่งหนึ่งอยู่ในคูหา
จับมนุษย์ที่สัญจรไปมาในดงใหญ่ ในทางที่ไปจากตันดงถึงปลายดง
เคี้ยวกินเป็นอาหาร ได้ยินว่านางยักษิณีนั้น ไปบำเรอท้าวเวสวัณอยู่
๓ ปี ได้รับพรให้เคี้ยวกินมนุษย์ได้ในที่ยาว ๓๐โยชน์ กว้าง ๕ โยชน์.
อยู่มาวันหนึ่ง พราหมณ์รูปงามคนหนึ่ง เป็นผู้มั่งคั่งมีโภคทรัพย์มาก
แวดล้อมไปด้วยมนุษย์จำนวนมาก เดินมาทางนั้น นางยักษิณีเห็นดังนั้น
มีความยินดีจึงวิ่งไป พวกมนุษย์ผู้เป็นบริวารพากันหนีไปหมด นาง
ยักษิณีวิ่งเร็วอย่างลม จับพราหมณ์ได้แล้วให้นอนบนหลังไปคูหา เมื่อ
ได้ถูกต้องกับบุรุษเข้าก็เกิดสิเนหาในพราหมณ์นั้นด้วยกิเลส จึงมิได้
เคี้ยวกินเขาเอาไว้เป็นสามีของตน แล้วทั้ง ๒ ต่างก็อยู่ร่วมกันด้วยความ
สามัคคีตั้งแต่นั้นมา นางยักษิณีก็เที่ยวจับมนุษย์ถือเอาผ้า ข้าวสารและ
น้ำมันเป็นต้น มาปรุงเป็นอาหารมีรสเลิศต่างๆ ให้สามี ตนเองเคี้ยว

663
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 664 (เล่ม 59)

กินเนื้อมนุษย์ เวลาที่นางจะไปไหนนางได้เอาหินแผ่นปิดประตูถ้ำ
ก่อนแล้วจึงไป เพราะกลัวพราหมณ์จะหนี เมื่อเขา ๒ คนอยู่กันอย่าง
ปรีดาปราโมทย์เช่นนี้ พระโพธิสัตว์เคลื่อนจากฐานะที่พระองค์เกิดมา
ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางยักษิณีนั้น เพราะอาศัยพราหมณ์ พอล่วง
ไปได้ ๑๐ เดือน นางยักษิณีก็คลอดบุตร นางได้มีความสิเนหาในบุตรและ
พราหมณ์มา ได้เลี้ยงดูคนทั้ง ๒ เป็นอย่าง ต่อมาเมื่อบุตรเจริญวัย
แล้ว นางยักษิณีได้ให้บุตรเข้าไปภายในถ้ำพร้อมกับบิดาแล้วปิดประตู
เสีย ครั้นวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์รู้ว่านางยักษิณีนั้นไปแล้ว จึงได้เอาศิลา
ออกพาบิดาไปข้างนอก นางยักษิณีมาถามว่า ใครเอาศิลาออก เมื่อ
พระโพธิสัตว์ตอบว่า ฉันเอาออกจ้ะแม่ ฉันไม่สามารถนั่งอยู่ในที่มืด นาง
ก็มิได้ว่าอะไรเพราะรักบุตร.
อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ถามบิดาว่า พ่อจ๋า เหตุไรหน้าของ
แม่ฉันจึงไม่เหมือนหน้าของพ่อ. พราหมณ์ผู้เป็นบิดากล่าวว่า ลูกรัก
แม่ของเจ้าเป็นยักษิณีที่กินเนื้อมนุษย์ เราสองพ่อลูกนี้เป็นมนุษย์. พระ-
โพธิสัตว์กล่าวว่า พ่อจ๋า ถ้าเช่นนั้นเราจะอยู่ในที่นี้ทำไม ไปเถิดพ่อ
เราไปแดนมนุษย์กันเถิด. พราหมณ์ผู้เป็นบิดากล่าวว่า ลูกรัก ถ้าเราหนี
แม่ของเจ้าก็จักฆ่าเราทั้งสองเสีย พระโพธิสัตว์พูดเอาใจบิดาว่า อย่ากลัว
เลยพ่อ ฉันรับภาระพาพ่อไปให้ถึงแดนมนุษย์. ครั้นวันรุ่งขึ้น เมื่อ
มารดาไปแล้วได้พาบิดาหนี นางยักษิณีกลับมาไม่เห็นคนทั้ง ๒ นั้น

664
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 665 (เล่ม 59)

จึงวิ่งไปเร็วอย่างลม จับคนทั้ง ๒ นั้นได้แล้วกล่าวว่า พราหมณ์ ท่านหนี
ทำไม ท่านอยู่ที่นี้ขาดแคลนอะไรหรือ ? เมื่อพราหมณ์กล่าวว่า น้องรัก
เธออย่าโกรธพี่เลย ลูกของเธอพาพี่หนีดังนี้ นางก็มิได้ว่าอะไรแก่เขา
เพราะความสิเนหาในบุตร ปลอบโยนคนทั้ง ๒ ให้เบาใจแล้วพาไปยัง
ที่อยู่ของตน. ในวันที่ ๓ นางยักษิณีก็ได้นำคนทั้ง ๒ ซึ่งหนีไปอยู่อย่าง
นั้นกลับมาอีก.
พระโพธิสัตว์คิดว่า แม่ของเราคงจะมีที่ที่เป็นเขตกำหนดไว้
ทำอย่างไรเราจึงจะถามถึงแดนที่อยู่ในอาณาเขตของแม่นี้ได้ เมื่อถามได้
เราจักหนีไปให้เลยเขตแดนนั้น. วัน ๑ พระโพธิสัตว์กอดมารดานั่งลง
ณ ที่ควรแห่ง ๑ แล้วกล่าวว่า แม่จ๋า บรรดาของที่เป็นของแม่ย่อม
ตกอยู่แก่พวกลูก ขอแม่ได้โปรดบอกเขตกำหนดพื้นดินที่เป็นของแม่
แก่ฉัน นางยักษิณีบอกที่ซึ่งยาว ๓๐ โยชน์ กว้าง ๕ โยชน์ มีภูเขาเป็น
ต้นเป็นเครื่องหมายในทิศทั้งปวงแก่บุตรแล้วกล่าวว่า ลูกรัก เจ้าจง
กำหนดที่นี้ซึ่งมีอยู่เพียงเท่านี้ไว้ ครั้นล่วงไปได้ ๒, ๓ วัน เมื่อมารดาไป
ดงแล้ว พระโพธิสัตว์ได้แบกบิดาขึ้นคอวิ่งไปโดยเร็วอย่างลม ตามสัญญา
ที่มารดาให้ไว้ ถึงฝั่งแม่น้ำอันเป็นเขตกำหนด นางยักษิณีกลับมาเมื่อ
ไม่เห็นคนทั้ง ๒ ก็ออกติดตาม พระโพธิสัตว์พาบิดาไปถึงกลางแม่น้ำ
นางยักษิณีไปยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ รู้ว่าคนทั้ง ๒ ล่วงเลยเขตแดนของ

665