พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 586 (เล่ม 59)

[๑๑๙๒] เมื่อใด หนูทั้งหลายจะพึงไต่บันได
ขึ้นไปกัดพระจันทร์ และขับไล่ราหูให้หนีไป
ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วนได้แน่.
[๑๑๙๓] เมื่อใด แมลงวันทั้งหลายเที่ยวไปเป็น
หมู่ ๆ ดื่มเหล้าหมดหม้อเมาแล้ว จะพึงเข้า
ไปอยู่ในโรงถ่านเพลิง เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึง
อยู่ร่วมกันได้แน่.
[๑๑๙๔] เมื่อใด ลาพึงมีริมฝีปากงาม สีเหมือน
ผลมะพลับ มีหน้างามเหมือนแว่นทอง จะ
เป็นสัตว์ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องได้ เมื่อนั้น
เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
[๑๑๙๕] เมื่อใด กากับนกเค้า พึงปรารถนา
สมบัติให้แก่กันและกัน ปรึกษาปรองดองกัน
อยู่ในที่ลับได้ เมื่อนั้นเราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกัน
ได้แน่.
[๑๑๙๖] เมื่อใด รากไม้และใบไม้อย่างละเอียด
พึงเป็นร่มมั่นคงป้องกันฝนได้ เมื่อนั้น เรา
ทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 587 (เล่ม 59)

[๑๑๙๗] เมื่อใด นกตัวเล็ก ๆ พึงเอาจะงอยปาก
คาบภูเขาคันธมาทน์ บินไปได้ เมื่อนั้น เรา
ทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
[๑๑๙๘ ] เมื่อใด เด็ก ๆ พึงขับเรือใหญ่ อัน
ประกอบด้วยเครื่องยนต์ และใบพัดกำลังแล่น
ไปในสมุทรไว้ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่
ร่วมกันได้แน่.
จบ อัฏฐานชาดกที่ ๙
อรรถกถาอัฏฐานชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า คงฺคา กุมุทินี
ดังนี้.
พระศาสดา ตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอ
กระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทลูว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสถามว่า
เธอกระสันเพราะเหตุไร ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า เพราะอำนาจกิเลส
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามมักอกตัญญู ประทุษร้ายมิตร
ไม่น่าไว้วางใจ บัณฑิตทั้งหลายในครั้งก่อน แม้ให้ทรัพย์วันละพัน ก็

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 588 (เล่ม 59)

ไม่สามารถจะให้มาตุคามยินดีได้ นางนั้นพอไม่ได้ทรัพย์พันหนึ่งเพียง
วันเดียวเท่านั้น ก็ได้ให้คนลากคอบัณฑิตเหล่านั้นไปเสีย มาตุคามไม่รู้
คุณคนอย่างนี้ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจกิเลส เพราะเหตุมาตุคามนั้น
ดังนี้แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโอรสของพระองค์ มีพระนามว่า พรหมทัตกุมาร แต่
บุตรของเศรษฐีพระนครพาราณสี มีชื่อว่า มหาธนกุมาร กุมาร
ทั้งสองเป็นสหายกันมาแต่เล็ก ๆ เรียนศิลปะในตระกูลอาจารย์เดียวกัน.
พรหมทัตกุมารได้ครองราชสมบัติ เมื่อพระราชบิดาสวรรคต. บุตร
เศรษฐีได้อยู่ในราชสำนักนั้นแหละ ก็ในพระนครพาราณสี มีนาง
วรรณทาสีคนหนึ่งเป็นหญิงนครโสเภณี มีรูปร่างงามเลิศ. บุตรเศรษฐี
ได้ให้ทรัพย์วันละพัน อภิรมย์อยู่กับนางนั้นตลอดกาล แม้ได้ตำแหน่ง
เศรษฐี เมื่อบิดาตายแล้ว ก็ไม่ทิ้งนางนั้น คงยังให้ทรัพย์วันละพัน
อภิรมย์อยู่เช่นนั้นเอง.
เศรษฐีบุตร ต้องเข้าเฝ้าพระราชาวันละ ๓ ครั้ง. ครั้นอยู่มา
วัน ๑ เมื่อเศรษฐีบุตรเข้าเฝ้าพระราชาเวลาเย็น ปราศรัยอยู่กับพระ-
ราชาจนพลบค่ำ จึงออกจากราชสำนักคิดว่า บัดนี้ถ้าเราจะไปบ้านก่อน
แล้วมาหาหญิงนครโสเภณี เวลาไม่พอ เราจักไปบ้านหญิงนครโสเภณี
เลยทีเดียว แล้วส่งคนใช้ไปเรือนตัวคนเดียวเท่านั้น ไปบ้านหญิงนคร

588
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 589 (เล่ม 59)

โสเภณี. ลำดับนั้น หญิงนครโสเภณีเห็นเศรษฐีบุตรแล้วกล่าวว่า แน่ะ
ลูกเจ้า ท่านนำทรัพย์พันหนึ่งมาหรือเปล่า ? เศรษฐีบุตรกล่าวว่า น้องรัก
วันนี้เราล่วงเลยผิดเวลาไป เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ไปบ้าน ส่งแต่คนใช้
ไป เราเข้ามานี่แต่คนเดียว แต่วันพรุ่งนี้เราจักให้ทรัพย์แก่เจ้าสองพัน.
นางคิดว่า ถ้าวันนี้เราให้โอกาส แม้วันอื่น ๆ ก็จักมามือเปล่าอีก เมื่อ
เป็นเช่นนี้เราก็จักเสื่อมจากทรัพย์ เราจักไม่ให้โอกาสแก่เขา. คิดดังนี้
แล้ว จึงกล่าวกะบุตรเศรษฐีว่า นาย พวกเราชื่อว่าเป็นวรรณทาสีซึ่งจะ
ให้เย้าหยอกเล่นเปล่า ๆ นั้นไม่มี ท่านจงนำทรัพย์พันหนึ่งมา. เศรษฐี
บุตรได้ขอร้องอยู่แล้ว ๆ เล่าๆ ว่า น้องรัก พรุ่งนี้เราจักนำมาให้ ๒ เท่า.
หญิงนครโสเภณีบังคับพวกทาสีว่า พวกเจ้าอย่าให้เศรษฐีนี้มายืนแลดู
อยู่ที่นี่ จงลากคอมันออกไปแล้วปิดประตูเสีย. พวกนางทาสีได้กระทำ
เช่นนั้น.
เศรษฐีนั้นคิดว่า เราได้ให้ทรัพย์แก่หญิงนี้ถึง ๘๐ โกฏิ แต่
พอนางเห็นเรามือเปล่าเข้าวันเดียว ก็ให้ลากคอเราออกไปเสีย โอ ! ขึ้น
ชื่อว่ามาตุคามเป็นผู้ลามก หมดละอาย อกตัญญู ประทุษร้ายมิตร
คิดดังนี้ ก็มองเห็นโทษของมาตุคามได้ จึงคลายความรักกลับได้ปฏิกูล
สัญญา เบื่อหน่ายแม้ฆราวาส คิดว่าการครองเรือน จะเป็นประโยชน์
อะไรแก่เรา เราจักออกบวชในวันนี้แหละ ไม่ไปเรือน และไม่เฝ้า
พระราชาอีกเลย ออกจากพระนครเข้าป่า บวชเป็นฤาษีสร้างอาศรมอยู่

589
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 590 (เล่ม 59)

ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ทำฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้นมีเผือกมัน ผลไม้ป่าเป็น
อาหารอยู่ ณ ที่นั้น.
เมื่อพระเจ้าพรหมทัตไม่เห็นมหาธนเศรษฐีเข้าเฝ้า จึงตรัสถาม
ว่า สหายของเราไปไหน ? แม้ข่าวการกระทำของหญิงนครโสเภณีก็ได้
แพร่สะพัดไปทั่วพระพระนคร. ลำดับนั้น พวกราชบุรุษ ได้กราบทูล
ความนั้น แต่พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพพระสหายของ
พระองค์ มีความละอายไม่กลับบ้าน เข้าป่าบวชแล้ว. พระราชารับสั่งให้
เรียกหญิงนครโสเภณีมาตรัสถามว่า ได้ยินว่า เจ้าไม่ได้ทรัพย์พันหนึ่ง
วันเดียวเท่านั้น ก็ให้พวกทาสีลากคอสหายของเราออกไป จริงหรือ ?
นางรับว่า จริงเพคะ พระราชาตรัสว่า แน่ะหญิงลามกเลวทราม เจ้า
จงไปยังที่ที่สหายของเราไป แล้วนำเขามา ถ้าเจ้านำมาไม่ได้ เจ้าต้อง
ตาย. นางได้ฟังพระราชดำรัส ดังนั้น มีความกลัว จึงขึ้นรถออกจาก
พระนครไปพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เที่ยวเสาะแสวงหาที่อยู่ของ
ฤาษีนั้นพอได้ฟังข่าวว่าอยู่ที่นั่น ก็ได้ไป ณ ที่นั้น นมัสการแล้ววิงวอน
ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านได้อดโทษที่ดิฉันกระทำด้วยความเป็น
คนอันธพาล ดิฉันจักไม่กระทำอย่างนี้อีก เมื่อพระฤาษีกล่าวว่า ดีแล้ว
เราอดโทษให้ เราไม่มีความอาฆาตในเธอ นางจึงกล่าวว่า ถ้าท่านอดโทษ
ให้ดิฉัน ก็ขอจงขึ้นรถไปสู่พระนครกับดิฉัน เมื่อถึงพระนครแล้ว ดิฉัน
จักถวายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่โนเรือนของดิฉัน. พระฤาษีได้ฟังคำของ

590
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 591 (เล่ม 59)

นางแล้วกล่าวว่า น้องหญิง บัดนี้เราไม่อาจจะไปกับเจ้า ก็คราวใด ของ
สิ่งใดในโลกนี้ ไม่พึงมีพึงเป็น ของสิ่งนั้นจักมีจักเป็นได้ ของสิ่งนั้นจัก
มีจักเป็นได้ คราวนั้นแหละ เราจะพึงไปกับเจ้า ดังนี้แล้วกล่าวคาถา
ที่ ๑ ความว่า :-
เมื่อใด แม่น้ำคงคาดารดาษด้วยดอกบัว
ก็ดี นกดุเหว่าสีขาวเหมือนสังข์ก็ดี ต้นหว้า
พึงให้ผลเป็นผลตาลก็ดี เมื่อนั้น เราทั้งสอง
พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนนางผู้เจริญเมื่อใด แม่น้ำ
มหาคงคา แม้ทั้งหมด มีกอโกมุทละความเป็นมหานทีมีกระแสไหลเชี่ยว
เวียนวนไม่ไหวติง เหมือนสระโกมุท ดารดาษไปด้วยดอกโกมุทตั้งอยู่
ก็ดี นกดุเหว่าทั้งหมดมีสีขาวเหมือนสังข์ก็ดี อนึ่ง ต้นหว้าทั้งหมด ให้
ผลเป็นผลตาลก็ดี
บทว่า อถ นูน ตทา สิยา มีอธิบายว่า เมื่อนั้น คือในเวลา
นั้น แม้เราทั้ง ๒ จะพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
ก็แล ครั้นพระฤาษีกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อนางกล่าวอีกว่า เชิญ
พระผู้เป็นเจ้ามาไปด้วยกันเถิด จึงกล่าวว่า เราจักไป เมื่อนางถามว่า

591
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 592 (เล่ม 59)

จักไปเมื่อใด ? พระฤาษีจึงกล่าวว่า จักไปเวลาโน้น เวลาโน้น ดังนี้
แล้ว ได้กล่าวคาถาที่เหลือ ความว่า :-
เมื่อใด ผ้า ๓ ชนิดจะพึงสำเร็จได้ด้วย
ขนเต่า ใช้เป็นเครื่องกันหนาวในคราวน้ำค้าง
ตกได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
เมื่อใด เท้ายุงทั้งหลาย จะพึงทำเป็น
ป้อมมั่นคงดีไม่หวั่นไหว อาจจะทนบุรุษผู้ขึ้น
รบได้ตั้งร้อย เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกัน
ได้แน่.
เมื่อใด เขากระต่าย จะพึงทำเป็นบันได
เพื่อขึ้นไปสวรรค์ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึง
อยู่ร่วมกันได้แน่.
เมื่อใด หนูทั้งหลายจะพึงได้บันได
ขึ้นไปกัดพระจันทร์ และขับไล่ราหูให้หนีไป
ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
เมื่อใด แมลงวันทั้งหลายเที่ยวไปเป็น
หมู่ ๆ ดื่มเหล้าหมดหม้อเมาแล้ว จะพึงเข้า

592
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 593 (เล่ม 59)

ไปอยู่ในโรงถ่านเพลิง เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึง
อยู่ร่วมกันได้แน่.
เมื่อใด ลาพึงมีริมฝีปากงาม สีเหมือน
ผลมะพลับ มีหน้างามเหมือนแว่นทอง จะ
เป็นสัตว์ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องได้ เมื่อนั้น
เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
เมื่อใด กากับนกเค้า พึงปรารถนา
สมบัติให้แก่กันและกัน ปรึกษาปรองดองกัน
อยู่ในที่ลับได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วม
กันได้แน่.
เมื่อใด รากไม้และใบไม้อย่างละเอียด
พึงเป็นร่มมั่นคงป้องกันฝนได้ เมื่อนั้น เรา
ทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
เมื่อใด นกตัวเล็ก ๆ พึงเอาจะงอยปาก
คาบภูเขาคันธมาทน์ บินไปได้ เมื่อนั้น เรา
ทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
เมื่อใด เด็ก ๆ พึงขับเรือใหญ่ อัน

593
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 594 (เล่ม 59)

ประกอบด้วยเครื่องยนต์ และใบพัด กำลัง
แล่นไปในสมุทรไว้ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒
พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติวิโธ ได้แก่ ผ้า ๓ ชนิดอย่างนี้
คือ ผ้าทำด้วยดอกไม้หนึ่ง ทำด้วยนุ่น ๑ ทำด้วยของ ๒ อย่าง ๑
ซึ่งจะทำให้สำเร็จได้ด้วยขนเต่า. บทว่า เหมนฺติกํ ปาวุรณํ ความว่า
สามารถใช้เป็นเครื่องคลุมกันหนาว ในคราวน้ำค้างตกได้. บทว่า อถ
นูน ตทา สยา ความว่า เมื่อนั้น คือในเวลานั้น เราจะพึงอยู่ร่วม
กับเจ้าได้โดยส่วนเดียว.
โดยวิธีนี้ บัณฑิต พึงเอาบทข้างหลังประกอบเข้ากับทุก ๆ บท.
บทว่า อฏฺฏาโล สุกโต ความว่า เมื่อใด หากจะทำเท้าแห่งยุงทั้งหลาย
ให้เป็นป้อมที่มั่นคงดีไม่หวั่นไหว รองรับบุรุษร้อยคนผู้ขึ้นรบไว้ได้.
บทว่า ปริพาเหยฺยุํ แปลว่า ขับไล่ให้หนีไป. บทว่า องฺคาเร ได้แก่
ในโรงที่ปราศจากเปลว. บทว่า วาสํ กปฺเปยฺยุํ ความว่า แมลงวัน
ทั้งหลาย พากันดื่มสุราหมดหม้อ เมาแล้วเข้าไปอยู่ในโรงถ่านเพลิง.
บทว่า พิมฺโพฏฺฐสมฺปนฺโน ความว่า ประกอบด้วยริมฝีปากทั้ง ๒
งามเหมือนผลมะพลับ. บทว่า สุมุโข ได้แก่ มีหน้างามเหมือนแว่น
ทอง. บทว่า ปิหเยยฺยุํ ความว่า พึงปรารถนาสมบัติให้แก่กันและกัน

594
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 595 (เล่ม 59)

ปรารถนาดีต่อกัน ปรองดองกันได้. บทว่า มูลสปตฺตานํ ได้แก่ รากไม้
และใบไม้อย่างละเอียด. บทว่า กุลุโก ได้แก่ นกเล็ก ๆ ตัว ๑.
บทว่า สามุทฺทิกํ ได้แก่ เรือใหญ่ซึ่งกำลังแล่นไปในสมุทร. บทว่า
สยนฺตํ สวฏากรํ ความว่า ประกอบไปด้วยสัมภาระครบครัน พร้อม
ด้วยเครื่องยนต์และใบพัด. บทว่า เจโต อาทาย ความว่า ก็เมื่อใด
เด็กชาวบ้านตัวเล็ก ๆ พึงขับเรือเห็นปานนี้ ไว้ได้ด้วยมือ.
พระมหาสัตว์ได้กล่าวคาถา ๑๑ คาถา โดยอัฏฐานปริกัปนี้ ด้วย
ประการฉะนี้. หญิงนครโสเภณีได้ฟังดังนั้นแล้ว ขอขมาโทษพระมหา-
สัตว์ไปพระนคร กราบทูลเรื่องนั้นแก่พระราชา แล้วทูลขอชีวิตของตน
ไว้.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้จบลงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่า มาตุคามมักอกตัญญู ประทุษร้ายมิตรอย่างนี้
ดังนี้แล้ว ทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ
ภิกษุผู้กระสัน ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนพระดาบส ได้มาเป็น
เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอัฏฐานชาดกที่ ๙

595