พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 566 (เล่ม 59)

จักไม่อาจเที่ยวไปในป่า บัดนี้เราจักต้อนเนื้อนานาชนิดเข้าเวิ้งภูเขาแล้ว
ทำประตูปิดไว้ เมื่อเข้าไปป่าไม่ได้เราจักได้ฆ่าเนื้อกินตามชอบใจ คิดดัง
นี้แล้วเขาก็ทำตามนั้น. ครั้นกาลล่วงไป กรรมของเขาถึงที่สุด ให้ผลเป็น
ทิฏฐธรรมเวทนีย์ทันตาเห็น คือมือเท้าของตนใช้ไม่ได้ เขาไม่อาจเดิน
และพลิกไปมาได้ กินของเคี้ยวของบริโภคอะไร ๆ ไม่ได้ น้ำก็ดื่มไม่ได้
ร่างกายเหี่ยวแห้ง เป็นมนุษย์เปรต ร่างกายแตกปริเป็นร่องริ้วเหมือน
แผ่นดินแตกระแหงในฤดูร้อนฉะนั้น. เขามีรูปร่างทรวดทรงน่าเกลียด
น่ากลัว เสวยทุกข์ใหญ่หลวง.
เมื่อเวลาล่วงผ่านไปนานด้วยอาการอย่างนี้ พระเจ้าสีวิราชใน
สีวิรัฐ ทรงพระดำริว่า เราจักเสวยเนื้อย่างในป่า จึงมอบราชสมบัติ
ให้อำมาตย์ทั้งหลายดูแลแทน พระองค์เหน็บอาวุธห้าอย่างเสด็จเข้าป่า
ฆ่าเนื้อ เสวยเนื้อเรื่อยมาจนลุถึงประเทศนั้นโดยลำดับ ทอดพระเนตร
เห็นบุรุษนั้นตกพระทัย ครั้นดำรงพระสติได้ จึงตรัสถามว่า พ่อมหา
จำเริญท่านเป็นใคร ? เขาตอบว่า นาย ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์เปรตเสวย
ผลกรรมที่ตนทำไว้ ก็ท่านเล่าเป็นใคร ?
เราคือพระเจ้าสีวิราช
พระองค์เสด็จมาที่นี้เพื่ออะไร ?
เพื่อเสวยเนื้อมฤค.

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 567 (เล่ม 59)

ลำดับนั้น มาณพนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า แม้ข้า
พระองค์ก็มาด้วยเหตุนี้แหละ จึงเป็นมนุษย์เปรต แล้วทูลเรื่องทั้งหมด
โดยพิสดาร เมื่อจะกราบทูลความที่ตนเสวยทุกข์แด่พระราชา ได้กล่าว
คาถาที่เหลือ ความว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช พระองค์เกือบจะ
ถึงความพินาศอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูทั้งหลาย
เทียว เหมือนข้าพระองค์ไม่กระทำกรรมที่ควร
กระทำ ไม่ศึกษาศิลปวิทยา ไม่ทำความขวน
ขวาย เพื่อให้เกิดโภคทรัพย์ ไม่ทำอาวาห
วิวาหะ ไม่รักษาศีล ไม่กล่าววาจาอ่อนหวาน
ทำยศเหล่านี้ให้เสื่อมไป จึงมาบังเกิดเป็น
เปรตเพราะกรรมของตน.
ข้าพระองค์นั้นปฏิบัติชอบแล้ว พึงยัง
โภคะให้เกิดขึ้น เหมือนบุรุษชนะแล้วพันคน
ไม่มีพวกพ้องที่พึ่งอาศัย ล่วงเสียจากอริยธรรม
มีอาการเหมือนเปรต ฉะนั้น.
ข้าพระองค์ทำสัตว์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ต่อ
ความสุข ให้ได้รับความทุกข์ จึงได้มาถึงส่วน

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 568 (เล่ม 59)

อันนี้ ข้าพระองค์นั้นดำรงอยู่ เหมือนบุคคล
อันกองถ่านไฟล้อมรอบด้าน ย่อมไม่ได้ประสบ
ความสุขเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมิตฺตานํว หตฺถตฺถํ ความว่า
พระองค์เกือบจะมาถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ คือความพินาศในมือของพวก
อมิตร.
มาณพเรียกพระราชาว่า สีวิ ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช. บทว่า
ปปฺโปติ มามิว ความว่า เหมือนดังข้าพระองค์ต้องประสบบาปกรรม.
อธิบายว่า ต้องถึงความพินาศด้วยกรรมของตนเอง. บทว่า กมฺมํ ได้แก่
กิจกรรมอันยังอาชีพให้สำเร็จ มีกสิกรรมเป็นต้นเป็นประเภท. บทว่า
วิชฺชํ ได้แก่ศิลปะ มีศิลปะในเพราะช้างเป็นต้น ซึ่งมีประการต่าง ๆ
กัน. บทว่า ทกฺเขยฺยํ ได้แก่ความเป็นผู้ฉลาดด้วยการยังโภคะให้เกิดขึ้น
มีประการต่าง ๆ บทว่า วิวาหํ ความว่า ไม่ทำอาวาหมงคลและวิวาห-
มงคล. บทว่า สีลมทฺทวํ ได้แก่ศีลมีอย่าง ๕ และความเป็นผู้มีวาจา
อ่อนหวาน มีกัลยาณมิตรผู้มุ่งประโยชน์สามารถช่วยห้ามการทำบาป
ก็ข้อนั้นและท่านหมายเอาว่า มัททวะในคาถานี้ บทว่า เอเตว ยเส
หาเปตฺวา ความว่า ทำโลกธรรมอันเป็นเหตุให้ถึงยศเหล่านี้มีประมาณ
เท่านี้ให้เสื่อมไป. บทว่า นิพฺพตฺโต เสหิ กมฺเมหิ ความว่า เกิด
เป็นมนุษย์เปรตด้วยกรรมของตน.

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 569 (เล่ม 59)

ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่
กระทำกรรมที่ควรกระทำอันเป็นเหตุให้ถืออิสริยยศในโลกนี้ ไม่ศึกษา
ศิลปวิทยา ไม่ขวนขวายยังโภคะให้เกิดโดยอุบาย ไม่ทำอาวาหวิวาหะ
ไม่รักษาศีลไม่คบกัลยาณมิตรผู้สามารถห้ามไม่ให้ทำชั่ว ยังโลกธรรมอัน
ถึงการนับว่ายศ เพราะเป็นเหตุให้ได้ยศเหล่านี้ คือมีประมาณเท่านี้ให้
เสื่อมเสียไป คือละทิ้งเสีย เข้าไปสู่ป่านี้จนเกิดเป็นมนุษย์เปรตในบัดนี้
ด้วยบาปกรรมอันตนทำไว้เอง. บทว่า สหสฺสชีโนว ความว่า เหมือนมี
บุรุษได้ชนะแล้วพันคน. และมีอรรถาธิบายว่า ถ้าข้าพระองค์ปฏิบัติชอบ
ทำโภคะให้เกิดขึ้นมีชัยชนะ. ด้วยโภคสมบัติหลายพันเหล่านั้น ดังนี้บ้าง.
บทว่า อปรายโน ความว่า ไม่มีพวกพ้องที่พึ่งอาศัย. บทว่า อริยธมฺมา
ความว่า ก้าวล่วงจากสัปปุริสธรรม. บทว่า ยถา เปโต ความว่า ถึง
ยังมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนตายแล้วเกิดเป็นเปรต อธิบายว่า ข้าพระองค์
กลายเป็นมนุษย์เปรต. บทว่า สุขกาเม ทุกฺขาเปตฺวา ความว่า ข้า
พระองค์ได้ทำสัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ต่อความสุข ให้ได้รับความทุกข์ ปาฐะ-
เป็นสุขกาโม ก็มี ความก็ว่า ข้าพระองค์ปรารถนาความสุขด้วยตนเอง
แต่ยังผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์. บทว่า อาปนฺโนสฺมิ ปทํ อิมํ ความว่า
ข้าพระองค์จึงถึงส่วนอันนี้ คือเห็นปานนี้. ปาฐะว่า ปถํ ดังนี้ ก็มี ความ
ก็ว่า ข้าพระองค์ต้องมาถึงอัตภาพอันเป็นครองแห่งทุกข์นี้ . บทว่า  ิโต
ภาณุมกาสิว ความว่า ไฟท่านเรียกว่า ภาณุมา คือมาณพกราบทูลว่า
ข้าพระองค์เป็นราวกะว่า มีกองถ่านเพลิงรายรอบข้าง ถูกความเร่าร้อน

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 570 (เล่ม 59)

ใหญ่ที่ตั้งขึ้นในร่างกายเผาผลาญอยู่ ไม่ได้ประสบความสุขกายสุขใจเลย.
ก็มาณพนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่
พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ประสงค์ความสุข แต่ทำผู้อื่นให้ได้รับความ
ทุกข์ จึงเป็นมนุษย์เปรตในปัจจุบันทันตาเห็น เพราะฉะนั้นขอพระองค์
อย่าทรงทำกรรมชั่วเลย จงเสด็จไปพระนครของพระองค์ ทรงบำเพ็ญ
บุญมีให้ทานเป็นต้นเถิด. พระเจ้าสีวิราชได้ทรงกระทำตามนั้น ทรง
บำเพ็ญทางไปสู่สวรรค์.
สรภังคศาสดา นำเรื่องนี้มาแสดงให้ดาบสเข้าใจแจ่มแจ้งเป็นอัน
ดี. ดาบสนั้นได้ความสลดใจ เพราะถ้อยคำของสรภังคศาสดา จึงไหว้
ขอขมาโทษ แล้วทำกสิณบริกรรม ทำฌานที่เสื่อมแล้วให้กลับคืนเป็น
ปกติ. สรภังคดาบส ไม่ยอมให้นารทดาบสอยู่ที่ที่นั้น พาไปยังอาศรม
ของตน.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง
ประกาศสัจจะ เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นารทดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้
กระสัน สาลิสสรดาบสได้เป็นพระสารีบุตร เมณฑิสสรดาบสได้เป็น
พระกัสสปะ ปัพพตดาบสได้เป็นพระอนุรุทธะ กาฬเทวิลดาบสได้เป็น
พระกัจจายนะ อนุสิสสะดาบสได้เป็นพระอานนท์ กิสวัจฉดาบสได้
เป็นพระโมคคัลลานะ ส่วนสรภังคดาบส คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอินทริยชาดกที่ ๗

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 571 (เล่ม 59)

๘. อาทิตตชาดก
ว่าด้วยการให้ทานกับการรบ
[๑๑๘๐] เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ บุคคลผู้เป็นเจ้าของ
ขนเอาสิ่งของอันใดออกได้ สิ่งของอันนั้น
ย่อมเป็นประโยชน์แก่เจ้าของนั้น แต่ของที่
ถูกไฟไหม้ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่เขา.
[๑๑๘๑] โลกถูกชราและมรณะเผาแล้วอย่างนี้
บุคคลพึงนำออกเสียด้วยการให้ทาน ทานที่ให้
แล้วจะน้อยก็ตาม มากก็ตาม ชื่อว่าเป็นอัน
นำออกดีแล้ว.
[๑๑๘๒] คนใดให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว ผู้
บรรลุธรรมด้วยความเพียรและความหมั่น คน
นั้นล่วงเลยเวตรณีนรก ของพระยายมไปได้
แล้วจะเข้าถึงทิพยสถาน.
[๑๑๘๓] ท่านผู้รู้กล่าวทานกับการรบว่า มีสภาพ
เสมอกัน นักรบแม้จะมีน้อย ก็ชนะคนมาก
ได้ เจตนาเครื่องบริจาคก็เหมือนกัน แม้

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 572 (เล่ม 59)

จะน้อยย่อมชนะหมู่กิเลสแม้มากได้ ถ้าบุคคล
เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม ย่อมให้ทานแม้
น้อย เขาก็เป็นสุขในโลกหน้า เพราะการ
บริจาคมีประมาณน้อยนั้น.
[๑๑๘๔] การเลือกทักขิณาทานและพระทักขิไณย-
บุคคล แล้วจึงให้ทาน พระสุคตเจ้าทรง
สรรเสริญ ทานที่บุคคลถวายในพระทักขิไณย-
บุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งมีอยู่ในสัตว-
โลกนี้ ย่อมมีผลมากเหมือนพืชที่หว่านลงใน
นาดีฉะนั้น.
[๑๑๘๕] บุคคลใดไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย
เที่ยวไปอยู่ ไม่ทำบาปเพราะกลัวคนอื่นจะ
ติเตียน บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคล
ผู้กลัวบาปนั้น ย่อมไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้า
ในการทำบาป เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อม
ไม่ทำบาป เพราะความกลัวถูกติเตียน.

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 573 (เล่ม 59)

[๑๑๘๖] บุคคลย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์ เพราะ
พรหมจรรย์อย่างต่ำ เกิดในเทวโลก เพราะ
พรหมจรรย์อย่างกลาง และบริสุทธิ์ได้ เพราะ.
พรหมจรรย์อย่างสูง.
[๑๑๘๗] ทาน ท่านผู้รู้สรรเสริญโดยส่วนมากก็
จริง แต่ว่าบทแห่งธรรมแลประเสริฐกว่าทาน
เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายในครั้งก่อน หรือว่า
ก่อนกว่านั้นอีก ท่านมีปัญญา เจริญสมถ
วิปัสสนาแล้ว ได้บรรลุพระนิพพานทีเดียว.
จบ อาทิตตชาดกที่ ๘
อรรถกถาอาทิตตชาดกที่ ๘
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารุเชตวัน ทรงปรารภ
อสทิสทาน จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาทิตฺตสฺมึ ดังนี้. เรื่อง
อสทิสทาน มีเนื้อความพิสดารในอรรถกถา มหาโควินทสูตร.
ก็ในวันที่ ๒ จากวันที่พระเจ้าโกศลถวายอสทิสทานแล้ว ภิกษุ
ทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเจ้าโกศล

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 574 (เล่ม 59)

ทรงฉลาดเลือกเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ถวายมหาทานแด่อริยสงฆ์ มี
พระพุทธเจ้าเป็นประมุข. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุ
เหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การ
เลือกถวายทานในเนื้อนาบุญอันสูงยิ่งของพระเจ้าโกศล ไม่น่าอัศจรรย์
โบราณกบัณฑิตก็ได้เลือกเฟ้นแล้ว จึงได้ถวายมหาทานเหมือนกัน ดังนี้
แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระเจ้าเภรุวมหาราช ครองราชสมบัติในเภรุว-
นคร สีวิรัฐ ทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรม สงเคราะห์มหาชนด้วย
สังคหวัตถุ ๔ ทรงดำรงอยู่ในฐานะเป็นมารดาบิดาของมหาชนได้ให้ทาน
แก่คนกำพร้า วณิพก และยาจกทั้งหลายมากมาย. พระองค์มีอัครมเหสี
พระนามว่า สมุททวิชยาเป็นบัณฑิตสมบูรณ์ด้วยญาณ. วัน ๑
พระเจ้าเภรุวมหาราช เสด็จทอดพระเนตรโรงทาน ทรงพระดำริว่า
ปฏิคาหกทั้งหลายล้วนเป็นผู้ทุศีล เหลวไหล บริโภคทานของเราข้อนั้น
ไม่ทำให้เรายินดีเลย เราใคร่จะถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีศีล
เป็นอรรคทักขิไณยบุคคล แต่ท่านเหล่านั้นอยู่ในหิมวันตประเทศ ใคร
หนอจักไปนิมนต์ท่านมาได้เราจักส่งใครไปนิมนต์ได้ ทรงพระดำริดังนี้
แล้ว ได้ตรัสบอกความนั้นแด่พระเทวี. ลำดับนั้น พระเทวีได้ทูล
พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ขอพระองค์อย่าทรงวิตกเลย เราจักส่งดอกไม้

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 575 (เล่ม 59)

ไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยกำลังทานที่จะพึงถวาย กำลัง
ศีลและกำลังความสัตย์ของเราทั้งหลาย ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
มาถึงแล้ว จึงจักถวายทานที่สมบูรณ์ด้วยบริขารทุกอย่าง. พระราชาทรง
รับสั่งว่าดีแล้ว ดังนี้แล้วรับสั่งให้ตีกลองประกาศว่า ชาวพระนครทั้งสิ้น
จงสมาทานศีล ส่วนพระองค์เองพร้อมด้วยราชบริพาร ก็ทรงอธิษฐาน
องค์แห่งอุโบสถบำเพ็ญมหาทาน แล้วให้ราชบุรุษถือกระเช้าทองใส่ดอก
มะลิเต็ม เสด็จลงจากปราสาทประทับที่พระลานหลวง ทรงกราบ
เบญจางคประดิษฐ์เหนือพื้นดิน แล้วผินพระพักตร์ไปทางทิศปราจีน
ถวายนมัสการแล้วประกาศว่า ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระอรหันต์ทั้งหลาย
ในทิศปราจีนถ้าคุณความดีอะไร ๆ ของข้าพเจ้ามีอยู่ไซร้ ขอท่านทั้งหลาย
จงอนุเคราะห์พวกข้าพเจ้า โปรดมารับภิกษาหารของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด
ประกาศดังนี้แล้ว ทรงซัดดอกมะลิไป ๗ กำมือ. ในวันรุ่งขึ้นไม่มี
พระปัจเจกพุทธเจ้ามา เพราะในทิศปราจีนไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้า.
ในวันที่ ๒ ทรงนมัสการไปทางทิศทักษิณ ก็หามีพระปัจเจกพุทธเจ้า
มาไม่ วันที่ ๓ ทรงนมัสการไปทางทิศปัจฉิม ก็หามีพระปัจเจกพุทธเจ้า
มาไม่. วันที่ ๔ ทรงนมัสการไปทางทิศอุดร. ก็แหละครั้นทรงนมัสการ
แล้ว ทรงซัดดอกมะลิไป ๗ กำมือ อธิษฐานว่า ขอพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งหลายที่อยู่ในหิมวันตประเทศด้านทิศอุดร จงมารับภิกษาหารของ
ข้าพเจ้า.

575