พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 556 (เล่ม 59)

นั้น ภิกษุแก่มายืนอยู่ที่ประตู. ชายแก่คนหนึ่งเห็นภิกษุนั้นกล่าวว่า
แน่ะแม่เจ้า พระเถระองค์ มายืนอยู่ที่ประตู. นางตอบไปว่า ท่านช่วย
ไหว้นิมนต์ให้ท่านไปข้างหน้าเถิด. ชายแก่กล่าวหลายครั้งว่า นิมนต์
ไปข้างหน้าเถิดเจ้าข้า ก็ยังเห็นท่านยืนเฉยอยู่ จึงได้บอกกะภรรยาเก่าว่า
แน่ะแม่เจ้า พระเถระไม่ยอมไป. ภรรยาเก่าไปเลิกม่านมองดู กล่าวว่า
อ้อ พระเถระพ่อของเด็กเรา จึงออกไปไหว้แล้วรับบาตรนิมนต์ให้เข้า
ไปในเรือนแล้วให้ฉัน ครั้นฉันเสร็จ นางกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้า จง
ปรินิพพานอยู่ในที่นี่แหละ ตลอดกาลเท่านี้ ดิฉันมิได้ยึดถือตระกูลอื่น
เลย ก็เรือนที่ปราศจากสามี จะดำรงการครองเรือนอยู่ด้วยดีไม่ได้
ดิฉันจะยึดถือตระกูลอื่นไปอยู่ชนบทที่ไกล ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าได้ประ-
มาท ถ้าดิฉันมีโทษอยู่ไซร้ ขอได้โปรดอดโทษนั้นเสียเถิด. หัวใจของ
ภิกษุแก่ได้เป็นเหมือนถูกฉีกออก. ลำดับนั้น ภิกษุแก่ได้กล่าวกะภรรยา
เก่าว่า เราไม่อาจจะละเจ้าไปได้ เจ้าอย่าไปเลย ฉันจักสึกละ เจ้าจงส่ง
ผ้าสาฎกไปให้ฉันที่โน้น เราไปมอบบาตรจีวรแล้วจักมา. นางรับคำแล้ว.
ภิกษุแก่ไปวิหารให้อาจารย์อุปัชฌาย์รับบาตรจีวร เมื่ออาจารย์และ
อุปัชฌาย์ถามว่า อาวุโส เหตุไรเธอจึงทำอย่างนี้ จึงตอบว่า กระผมไม่
อาจละภรรยาเก่าได้ กระผมจักสึก ลำดับนั้น อาจารย์และอุปัชฌาย์จึง
นำภิกษุนั้นผู้ไม่ปรารถนาจะบวชอยู่ ไปสู่สำนักพระศาสดา เมื่อพระ-
ศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอนำเอาภิกษุผู้ไม่ปรารถนาจะ
บวชอยู่นี้มาทำไม ? จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กระ

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 557 (เล่ม 59)

สันอยากจะสึก พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า
ได้ยินว่าเธอกระสันจะสึกจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นทราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า
ตรัสถามว่า ใครทำให้เธอกระสัน เมื่อภิกษุทราบทูลว่า ภรรยาเก่า
พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่หญิงนั้น
ทำความพินาศให้แก่เธอ แม้ในกาลก่อนเธอก็เสื่อมจากฌานสี่ ถึงความ
ทุกข์ใหญ่ เพราะอาศัยหญิงนั้น แต่ได้อาศัยเราจึงพ้นจากทุกข์กลับได้
ฌานที่เสื่อมเสียไปแล้ว ดังนี้แล้ว ทรงน่าเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดัง
ต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในพระ-
นครพาราณสี พระโพธิสัตว์อาศัยปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตนั้น เกิด
ในครรภ์นางพราหมณีภรรยาปุโรหิตนั้น. ในวันที่พระโพธิสัตว์เกิด
บรรดาอาวุธที่มีอยู่ทั่วพระนครลุกโพลงขึ้น เพราะเหตุนั้นญาติทั้ง
หลาย จึงตั้งชื่อพระโพธิสัตว์ว่า โชติปาละ. โชติปาลกุมารนั้นครั้น
เจริญวัยแล้ว เรียนศิลปะทุกอย่างในเมืองตักกศิลา แล้วกลับมาแสดง
ศิลปะแก่พระราชา ต่อมาได้ละอิสริยยศเสียไม่ให้ใคร ๆ รู้ หนีออก
ทางอัคคทวาร เข้าป่าบวชเป็นฤาษีอยู่ในอาศรม ป่าไม้มะขวิดที่ท้าวสักก-
เทวราชเนรมิตรถวาย ทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว. พระฤๅษีหลาย
ร้อยห้อมล้อมเป็นบริวาร พระโชติปาลฤๅษีผู้อยู่ที่อาศรมนั้น. อาศรม
นั้นได้เป็นมหาสมาคม มีลูกศิษย์ชั้นหัวหน้า ๗ องค์ องค์ที่ ๑ ชื่อว่า

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 558 (เล่ม 59)

สาลิสสรฤาษี ได้ออกจากอาศรมป่าไม้มะขวิด ไปอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสา-
โตทกา ในสุรัฏฐชนบท มีฤาษีหลายพันองค์เป็นบริวาร. องค์ที่ ๒
ชื่อเมณฑิสสรฤๅษี ไปอาศัยนิคมกลัมพมูลกะ อยู่ในแว่นแคว้นของ
พระเจ้า ปโชตกราช มีฤาษีหลายพันองค์เป็นบริวาร. องค์ที่ ๓ ชื่อ
บรรพตฤาษีไปอาศัยอฏวีชนบทแห่งหนึ่งอยู่ มีฤาษีหลายพันเป็นบริวาร
องค์ที่ ๔ ชื่อกาฬเทวิลฤาษี ไปอาศัยโขดศิลาแห่งหนึ่งอยู่ ณ ทักษิณาบท
ในแคว้นอวันตี มีฤาษีหลายพันเป็นบริวาร. องค์ที่ ๕ ชื่อกิสวัจฉฤๅษี
ไปอาศัยนครกุมภวดีของเจ้าทัณฑกี อยู่องค์เดียวในพระราชอุทยาน.
องค์ที่ ๖ พระดาบสอนุสิสสะ เป็นอุปัฏฐากอยู่กับพระโพธิสัตว์ องค์ที่
๗ ชื่อว่านารทฤๅษี เป็นน้องชายกาฬเทวิลฤาษี ไปอยู่ในถ้ำที่เร้นแห่ง
หนึ่ง ในระหว่างข่ายภูเขาอัญชนคิรี ในป่ามัชฌิมประเทศแต่องค์เดียว.
ก็ ณ ที่ใกล้ ๆ ภูเขาอัญชนคิรี มีนิคมแห่ง ๑ มีมนุษย์อยู่มา
ด้วยกัน. ในระหว่างภูเขาอัญชนคิรีกับนิคมมีแม่น้ำใหญ่ พวกมนุษย์
พากันไปประชุมที่แม่น้ำนั้นมาก. พวกนางวรรณทาสีรูปงามทั้งหลาย
เมื่อเล้าโลมผู้ชายก็พากันไปนั่งที่ฝั่งแม่น้ำ. พระนารทดาบสเห็นนาง ๑
เข้าในบรรดานางเหล่านั้น มีจิตปฏิพัทธิ์จึงเสื่อมจากฌาน ซูบชีดตกอยู่
ในอำนาจกิเลส นอนอดอาหารอยู่ ๗ วัน. ลำดับนั้น กาฬเทวิลดาบส
ผู้เป็นพี่ชายของนารทดาบสใคร่ครวญดู ก็รู้เหตุนั้น จึงเหาะมาแล้วเข้า
ไปในถ้ำที่เร้น. นารทดาบสเห็นพระกาฬเทวิลดาบส จึงถามว่า ท่านมา
ทำไม ? กาฬเทวิลดาบสตอบว่า ท่านไม่สบายเรามาเพื่อรักษาท่าน.

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 559 (เล่ม 59)

นารทดาบสจึงพูดข่มกาฬเทวิลดาบสด้วยมุสาวาทว่า ท่านพูดไม่ได้เรื่อง
กล่าวคำเหลาะแหละเปล่า ๆ กาฬเทวิลดาบสคิดว่า เราไม่ควรฟัง นารท-
ดาบสจึงไปนำดาบส ๓ องค์มา คือ สาลิสสรดาบส เมณฑิสสรดาบส
บรรพติสสรดาบส. นารทดาบสก็กล่าวข่มดาบสเหล่านั้นด้วยมุสาวาท.
กาฬเทวิลดาบสคิดว่า เราจักนำสรภังคดาบสมา จึงเหาะไปเชิญ
สรภังคดาบสมา. ท่านสรภังคดาบสครั้นมาเห็นแล้วก็รู้ว่า ตกอยู่ใน
อำนาจแห่งอินทรีย์ จึงถามว่า ดูก่อนนารทะ เธอตกอยู่ในอำนาจแห่ง
อินทรีย์กระมัง. เมื่อนารทดาบส พอได้ฟังถ้อยคำดังนั้น ก็ลุกขึ้นถวาย
อภิวาทกล่าวว่า ถูกแล้วท่านอาจารย์ ท่านสรภังคดาบสจึงกล่าวว่า ดู
ก่อนนารทะ ธรรมดาผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจอินทรีย์ ในอัตภาพนี้ก็ซูบชีด
เสวยทุกข์ ในอัตภาพที่สองย่อมเกิดในนรก ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑
ความว่า :-
ดูก่อนนารทะ บุรุษใดตกอยู่ในอำนาจ
แห่งอินทรีย์ เพราะกาม บุรุษนั้นละโลกทั้ง ๒
ไปแล้ว ย่อมเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น แม้
เมื่อยังเป็นอยู่ ก็ย่อมซูบซีดไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย อินฺทฺริยานํ ความว่า ดูก่อน
นารทะ บุรุษใดยึดถืออาการในรูปเป็นต้น ว่างามตกอยู่ในอำนาจแห่ง
อินทรีย์ ๖ ด้วยสามารถแห่งกิเลสกาม. บทว่า ปริจฺจชฺชุโภ ความว่า

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 560 (เล่ม 59)

บุรุษนั้นละโลกทั้ง ๒ คือมนุษยโลก และเทวโลกเสีย ย่อมบังเกิดใน
อบายมีนรกเป็นต้น. บทว่า ชีวนฺเตว วิสุสฺสติ ความว่า เมื่อยังเป็น
อยู่ ก็ไม่ได้กิเลสวัตถุที่ตนปรารถนา ย่อมเหือดแห้งด้วยความโศกถึง
ทุกข์ใหญ่.
นารทดาบสได้ฟังดังนั้น จึงถามว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขึ้นชื่อว่า
การเสพกาม ย่อมเป็นสุข แต่ท่านมากล่าวความสุขเช่นนี้ว่า เป็นทุกข์
ดังนี้ หมายถึงอะไร ? ลำดับนั้นท่านสรภังคดาบสได้กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น
เธอจงพึง แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :-
ทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข สุขเกิดใน
ลำดับแห่งทุกข์ ส่วนเธอนั้นประสบทุกข์มา
กว่าสุข เธอจงหวังความสุข อันประเสริฐเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขสฺสานนฺตรํ ได้แก่ทุกข์คือนรก
อันเกิดขึ้นในลำดับแห่งกามสุข. บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่สุขที่เป็นทิพย์
สุขมนุษย์และสุขคือพระนิพพาน อันเกิดในลำดับแห่งความลำบาก คือ
ต้องรักษาศีล.
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนนารทะ สัตว์เหล่านี้ทำกาละ
ลงในสมัยที่เสพกาม ย่อมเกิดในนรกอันเป็นสถานที่มีทุกข์โดยส่วนเดียว
ส่วนผู้รักษาศีลและเจริญวิปัสสนาย่อมลำบาก เขาเหล่านั้นรักษาศีลด้วย

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 561 (เล่ม 59)

ความลำบากแล้ว ย่อมกลับได้ความสุขดังกล่าวแล้ว ด้วยผลแห่งศีล
อาศัยเหตุนี้เราจึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า โสสิ ปตฺโต ความว่า ดูก่อนนารทะ. เธอนั้น บัดนี้
ได้ทำฌานสุขให้พินาศเสียแล้วจึงถึงทุกข์ทางใจ ซึ่งอาศัยกามเป็นเหตุ
มากกว่าสุขนั้น. บทว่า ปาฏิกงฺขา ความว่า เธอจงทิ้งกิเลสทุกข์นี้เสีย
แล้วจำนง คือปรารถนาฌานสุขี่ประเสริฐคือสูงสุดนั้นแหละเถิด.
นารทดาบสกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ทุกข์นี้นั้นข้าพเจ้าไม่
อาจอดกลั้นได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะนารทดาบสว่า ดูก่อน
นารทะ ธรรมดาทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว บุคคลพึงอดกลั้นได้ดังนี้ แล้วกล่าว
คาถาที่ ๓ ความว่า :-
ในเวลาเกิดความลำบาก บุคคลใดอดทน
ความลำบากได้. บุคคลนั้นย่อมไม่เป็นไปตาม
ความลำบาก บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อม
บรรลุสุขปราศจากเครื่องประกอบ อันเป็นที่
สุดแห่งความลำบาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาติวตฺตติ แปลว่า ย่อมไม่เป็น
ไปตาม. พระบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 562 (เล่ม 59)

ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนนารทะ บุคคลใดในกาลเมื่อ
ความลำบากคือทุกข์ อันเป็นไปทางกายและทางจิตเกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้
ไม่ประมาท หาอุบายกำจัดความลำบากนั้นเสียได้ อดกลั้นต่อความ
ลำบากได้ ชื่อว่าไม่เป็นไปตามความลำบาก คือไม่เป็นไปในอำนาจความ
ลำบากนั้นใช้อุบายนั้น ๆ ครอบงำความลำบาก คือทำความลำบากนั้นให้
หมดไปได้ บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ บรรลุความสุขที่ปราศจากอามิสคือ
สุขที่มีในที่สุดแห่งความลำบาก. หรือว่าเป็นผู้ไม่ลำบาก ย่อมประสบคือ
บรรลุถึง ซึ่งความสุขที่ปราศจากโยคะ ซึ่งเป็นที่สุขของความลำบากนั้น.
นารทดาบสกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขึ้นชื่อว่ากามสุขเป็น
สุขสูงสุด ข้าพเจ้าไม่อาจละกามสุขนั้นได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึง
กล่าวกะนารทดาบสว่า ดูก่อนนารทะ ขึ้นชื่อว่าธรรม บุคคลไม่ควรให้
พินาศด้วยเหตุไร ๆ ก็ตาม ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า :-
เธอไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะ
ปรารถนากามทั้งหลาย เพราะเหตุใช่ประโยชน์
เพราะเหตุเป็นประโยชน์ ถึงเธอจะทำสุขใน
ฌานที่สำเร็จแล้วให้นิราศไป ก็ไม่ควรเคลื่อน
จากธรรมเลย.

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 563 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามานํ กามา ได้แก่ เพราะความ
ใคร่กาม คือเพราะปรารถนาวัตถุกามทั้งหลาย. บทว่า นานตฺถา
นตฺถการณา ความว่า เธอไม่ควรเสื่อมจากธรรม เพราะเหตุใช่
ประโยชน์ และเพราะเหตุเป็นประโยชน์. บทว่า น กตญฺจ นิรํกตฺวา
ความว่า ถึงเธอจะทำฌานสุขที่ทำจนสำเร็จแล้วให้นิราศไป.
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนนารทะ เรอไม่ควรเคลื่อนจาก
ธรรม เพราะปรารถนาวัตถุกามเท่านั้นเลย คือ เมื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์
อย่างหนึ่งเกิดขึ้น ประสงค์จะกำจัดสิ่งมิใช่ประโยชน์นั้น ก็ไม่ควร
เคลื่อนจากธรรม เพราะมุ่งประโยชน์ คือเพราะประโยชน์อันเป็นต้น
เหตุ. อธิบายว่า ก็เธอสมควรเคลื่อนจากธรรม เพราะเหตุอันเป็น
ประโยชน์อย่างนี้ว่า ประโยชน์อย่างโน้นจะเกิดแก่เรา คือถึงเธอจะทำ
ฌานสุขที่ทำจนสำเร็จแล้วให้นิราศไป คือเสื่อมสิ้นไป ก็ยังไม่สมควร
เคลื่อนเสียจากธรรม.
เมื่อสรภังคดาบสแสดงธรรมด้วยคาถา ๔ คาถาอย่างนี้แล้ว
กาฬเทวิลดาบส เมื่อจะกล่าวสอนน้องชายของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๕
ความว่า :-
ความขยันของคฤหบดี ผู้อยู่ครองเรือน
ดีชั้น ๑ การแบ่งปันโภคทรัพย์ให้แก่สมณ-
พราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล้วบริโภคด้วยตน

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 564 (เล่ม 59)

เอง ดีชั้น ๒ เมื่อได้ประโยชน์ไม่ระเริงใจ
ด้วยความมัวเมา ดีชั้น ๓ เมื่อเวลาเสื่อม
ประโยชน์ ไม่มีความลำบากใจ ดีชั้น ๔
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขํ คหปตํ ความว่า ดูก่อน
นารทะ. คฤหบดีผู้อยู่ครองเรือน ฉลาดไม่เกียจคร้านทำโภคะให้เกิด
ขึ้น ชื่อว่าขยันมั่นเพียร คือความเป็นผู้ฉลาด ข้อนี้ดีชั้น ๑. บทว่า
สํวิภชฺชญฺจ โภชนํ ความว่า การแบ่งปันโภคะที่ให้เกิดแล้วด้วยความ
ลำบาก แก่สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม แล้วจึงบริโภค ข้อนี้ดีที่ ๒.
บทว่า อหาโส อตฺถลาเภสุ ความว่า เมื่ออิสริยยศอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว
ก็ไม่ร่าเริงใจด้วยอำนาจความมัวเมา ได้แก่ปราศจากความระเริงใจ ข้อนี้
ดีที่ ๓. บทว่า อตฺถพฺยาปตฺติ ความว่า ก็เมื่อใดมีความเสื่อมประโยชน์
คือยศพินาศ เมื่อนั้นไม่มีความลำบากซบเซา ข้อนี้ดีที่ ๔.
ดูก่อนนารทะ เพราะเหตุนั้น เธออย่าเศร้าโศกไปเลยว่า ฌาน
ของเราเสื่อมไปแล้ว ถ้าเธอไม่ตกอยู่ในอำนาจของอินทรีย์ แม้ฌานของ
เธอที่เสื่อมแล้ว ก็จักกลับคืนเป็นปกติเหมือนเดิม.
พระศาสดา ผู้ตรัสรู้เองด้วยพระปัญญาอันยิ่ง ทรงทราบความที่
กาฬเทวิลดาบส กล่าวสอนนารทดาบสนั้น ตรัสพระคาถาที่ ๖ ความว่า :-
เทวิลดาบสผู้สงบระงับ ได้พร่ำความ
เป็นบัณฑิตกะนารทดาบสนั้น ด้วยคำมีประ-

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 565 (เล่ม 59)

มาณเท่านี้ว่า บุคคลผู้เลวกว่าผู้ที่ตกอยู่ในอำ-
นาจอินทรีย์ ไม่มีเลย.
พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวิลดาบส
ผู้สงบระงับ พร่ำสอนความเป็นบัณฑิตกะนารทดาบสนั้น ด้วยคำเท่านี้
ว่า ก็ผู้ใดตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งกิเลส คนอื่น
ที่จะเลวไปกว่าผู้นั้นมิได้มีสักนิดเลย.
ลำดับนั้น สรภังคศาสดาเรียกนารทดาบสนั้นมากล่าวว่า ดูก่อน
นารทะ เธอจะฟังคำนี้ก่อน ผู้ใดไม่ทำสิ่งที่ควรจะพึงทำก่อน ผู้นั้นย่อม
เศร้าโศกร่ำไร เหมือนมาณพที่เที่ยวไปในป่าฉะนั้น ดังนี้แล้วได้นำเอา
เรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ในกาสีนิคมตำบล ๑ มีพราหมณ์มาณพคน ๑
รูปงาม สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง มีกำลังเท่าช้างสาร. พราหมณ์มาณพนั้น
คือว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะทำกสิกรรมเป็นต้นเลี้ยงมารดา ประโยชน์
อะไรด้วยบุตรภรรยา ประโยชน์อะไรด้วยบุญมีทานเป็นต้นที่เราทำไว้
เราจะไม่เลี้ยงดูใคร ๆ จักไม่ทำบุญอะไร ๆ จักเข้าป่าฆ่าเนื้อต่าง ๆ เลี้ยงชีวิต
ดังนี้แล้ว จึงผูกสอดอาวุธ ๕ ชนิด มุ่งไปสู่ป่าหิมพานต์ ฆ่าเนื้อต่าง ๆ กิน
วัน ๑ ไปถึงเวิ้งภูเขาใหญ่ มีภูเขาห้อมล้อมรอบใกล้ฝั่งวิธินีนที ภายใน
หิมวันตประเทศ ฆ่าเนื้อแล้วกินเนื้อที่ย่างในถ่านเพลิงอยู่ ณ ที่นั้น.
มาณพนั้นคิดว่า เราจักมีเรี่ยวแรงอยู่เสมอไปไม่ได้ เวลาทุพพลภาพเรา

565