พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 546 (เล่ม 59)

พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี
เหมือนปลาฉะนั้น.
ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส
สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช-
วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่
ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปกว่านี้อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มจฺฉสฺเสว ความว่า พระชิวหา
ของพระราชานั้นจะไม่มี คือพระราชาที่กล่าวมุสาวาท จะเกิดในชาติ
ใดก็ตาม จะเป็นใบ้อาจทำเสียงได้เหมือนปลา.
พระเจ้าอุปริจราช ได้ทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้ แล้วถูก
แผ่นดินสูบลงไปแค่พระนาภี. ลำดับนั้นกปิลดาบส ได้ทูลพระราชาอีก
ว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒
คาถาความว่า :-
พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ
ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไป
เสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะมีแต่

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 547 (เล่ม 59)

พระธิดาเท่านั้นมาเกิด หามีพระราชโอรสมา
เกิดในราชสกุลไม่.
ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส
สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช-
วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่
ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกไปยิ่งกว่านี้อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถิโยว ความว่า พระราชาผู้มีปกติ
ตรัสมุสาวาทนั้น จะเกิดในภพใดก็ตาม จะมีแต่พระธิดาเท่านั้น หามี
พระราชโอรสไปเกิดไม่.
พระราชามิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำ ตรัสมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็น
ครั้งที่ ๖ ถูกแผ่นดินสูบลงไปแต่พระถัน. กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีก
ว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒
คาถาความว่า :-
พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ
ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้น
ไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี
พระราชโอรส ถ้ามีก็จะพากันหลีกหนีไป ยัง
ทิศน้อยทิศใหญ่.

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 548 (เล่ม 59)

ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส
สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช-
วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่
จะถูกแผ่นสูบลึกยิ่งกว่านั้นลงไปอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺกมนฺติ ความว่า ถ้าพระราชา
ผู้มีปกติตรัสคำเท็จ มีพระราชโอรสไซร้ พระราชโอรสเหล่านั้น ก็จะ
ไม่ทำอุปการะแก่พระชนกชนนี จะพากันหลีกหนีไปยังทิศน้อยทิศใหญ่.
พระเจ้าอุปริจะราชมิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำของพระดาบส เพราะ
โทษคือการคบคนชั่วเป็นมิตร ได้ทรงคำมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่
๗. ทันใดนั้น แผ่นดินได้แยกออกเป็นสองช่อง. มีเปลวไฟจากอเวจี
พลุ่งขึ้นไหม้พระราชา. มีสัมพุทธคาถา ๒ คาถา ดังต่อไปนี้ :-
พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยเสด็จ
เที่ยวไปได้ในอากาศ ภายหลังถูกพระฤๅษีสาบ
แล้ว เสื่อมจากอำนาจ ถึงกำหนดเวลาของตน
แล้ว ก็ถูกแผ่นดินสูบ.
เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึง
ไม่สรรเสริญฉันทาคติ บุคคลไม่พึงเป็นผู้มีจิต

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 549 (เล่ม 59)

ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่
คำสัตย์เท่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส ราชา ความว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยสัญจรไปได้ในอากาศ ครั้น
ภายพลังถูกพระฤาษีสาบแล้วก็เสื่อมอำนาจถึงกำหนดเวลา คือกาลวิป-
โยคของตน ก็ถูกแผ่นดินสูบ. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะพระ-
เจ้าเจติยราชลุอำนาจอคติมีฉันทาคติเป็นต้น จึงต้องไปอเวจี เหตุนั้น.
บทว่า อทุฏฺฐจิตฺโต ความว่า ผู้ที่มีจิตไม่ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษ
ร้าย พึงกล่าว คำสัตย์เท่านั้น.
มหาชนพากันตกใจกลัวว่า พระเจติยราชด่าพระฤาษี กล่าว
มุสาวาท ตกนรกอเวจีแล้ว. พระโอรส ๕ องค์ ของพระเจ้าเจติยราช
พากันหมอบลงที่เท้าของพระดาบสกล่าวว่า ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของพวก
ข้าพเจ้าเถิด. พระดาบสทูลว่า พระชนกของพระองค์ยังธรรมให้พินาศ
กล่าวมุสาวาท ด่าพระฤาษีจึงตกนรกอเวจี ขึ้นชื่อว่าธรรมนี้ อันบุคคล
ทำลายแล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้น พวกพระองค์ไม่สามารถจะพากัน
อยู่ในที่นี้ได้ ดังนี้แล้ว เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มาทูลว่า ขอพระองค์
จงออกทางประตูด้านทิศปราจีน เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจัก
พบช้างแก้วเผือกล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญ-
ญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า หัตถิปุระ. เรียกพระโอรสที่สองมา

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 550 (เล่ม 59)

ทูลว่า พระองค์จงออกทางประตูด้านทิศทักษิณ เสด็จตรงไปนั่นแหละ
เมื่อเสด็จไปจะพบม้าแก้วขาวล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่
นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อัสสปุระ. แล้วเรียก
พระโอรสองค์ที่สามมาทูลว่า พระองค์จงเสด็จออกทางประตูด้านทิศปัจ-
ฉิม เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบไกรสรราชสีห์ พระองค์
จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า
สีหปุระ. แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่สี่มาทูลว่า พระองค์จงเสด็จออกทาง
ประตูด้านทิศอุดร เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบจักรบัญชร
ที่ทำด้วยแก้วล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณ
นั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อุตตรบัญชร. แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่
ห้ามาทูลว่า พระองค์ไม่อาจจะอยู่ในที่นี้ได้ จงสร้างพระสถูปใหญ่ไว้
ในพระนครนี้ แล้วเสด็จออกตรงไปทางทิศพายัพ เมื่อเสด็จไปจักพบ
ภูเขาของลูก โอนยอดเข้ากระทบกัน ส่งเสียงดังว่า ทัทธะ. พระองค์
จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า
ทัทธปุระ. พระราชโอรสทั้งห้าองค์ได้ไปสร้างนครอยู่ในที่นั้น ๆ ตาม
สัญญาณนั้น.
พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัส
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตทำมุสาวาท
แล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูก

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 551 (เล่ม 59)

แผ่นดินสูบเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าเจติยราช
ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต ส่วนกปิลพราหมณ์ ได้มาเป็นเรา
ผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาเจติยราชชาดกที่ ๖

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 552 (เล่ม 59)

๗. อินทริยชาดก
ว่าด้วยดี ๔ ชั้น
[๑๑๗๑] ดูก่อนนารทะ บุรุษใดตกอยู่ในอำนาจ
แห่งอินทรีย์ เพราะกาม บุรุษนั้นละโลกทั้งสอง
ไปแล้ว ย่อมเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น แม้
เมื่อยังเป็นอยู่ ก็ย่อมซูบซีดไป.
[๑๑๗๒] ทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข สุขเกิดใน
ลำดับแห่งทุกข์ ส่วนเธอนั้นประสบทุกข์มาก
กว่าสุข เธอจงหวังความสุข อันประเสริฐเถิด.
[๑๑๗๓] ในเวลาเกิดความลำบาก บุคคลใดอดทน
ความลำบากได้ บุคคลนั้นย่อมไม่เป็นไปตาม
ความลำบาก บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อม
บรรลุสุขปราศจากเครื่องประกอบ อันเป็นที่
สุดแห่งความลำบาก.
[๑๑๗๔] เธอไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะ
ปรารถนากามทั้งหมด เพราะเหตุใช่ประโยชน์
เพราะเหตุเป็นประโยชน์ ถึงเธอจะทำสุขใน

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 553 (เล่ม 59)

ฌานที่สำเร็จแล้วให้นิราศไป ก็ไม่ควรเคลื่อน
จากธรรมเลย.
[๑๑๗๕] ความขยันของคฤหบดี ผู้อยู่ครองเรือน
ดีชั้นหนึ่ง การแบ่งปันโภคทรัพย์ให้แก่สมณ-
พราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล้วบริโภคด้วยตน
เอง ดีชั้นสอง เมื่อได้ประโยชน์ไม่ระเริงใจ
ด้วยความมัวเมา ดีชั้นสาม เมื่อเวลาเสื่อม
ประโยชน์ ไม่มีความลำบากใจ ดีชั้นสี่.
[๑๑๗๖] เทวิลดาบสผู้สงบระงับ ได้พร่ำสอนความ
เป็นบัณฑิตกะนารทดาบสนั้น ด้วยคำมีประ-
มาณเท่านี้ว่า บุคคลผู้เลวกว่าผู้ที่ตกอยู่ในอำ-
นาจอินทรีย์ ไม่มีเลย.
[๑๑๗๗] ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช พระองค์เกือบจะ
ถึงความพินาศอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูทั้งหลาย
เทียว เหมือนข้าพระองค์ไม่กระทำธรรมที่ควร
กระทำ ไม่ศึกษาศิลปวิทยา ไม่ทำความขวน
ขวาย เพื่อให้เกิดโภคทรัพย์ ไม่ทำอาวาห

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 554 (เล่ม 59)

วิวาหะ. ไม่รักษาศีล ไม่กล่าววาจาอ่อนหวาน
ทำยศเหล่านี้ให้เสื่อมไป จึงมาบังเกิดเป็น
เปรตเพราะกรรมของตน.
[๑๑๗๘] ข้าพระองค์นั้นปฏิบัติชอบแล้ว พึงยัง
โภคะให้เกิดขึ้น เหมือนบุรุษชนะแล้วพันคน
ไม่มีพวกพ้องที่พึ่งอาศัย ล่วงเสียจากอริยธรรม
มีอาการเหมือนเปรต ฉะนั้น.
[๑๑๗๙] ข้าพระองค์ทำสัตว์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ต่อ
ความสุข ให้ได้รับความทุกข์ จึงได้มาถึงส่วน
อันนี้ ข้าพระองค์นั้นดำรงอยู่ เหมือนบุคคล
อันกองถ่านไฟล้อมรอบด้าน ย่อมไม่ได้ประสบ
ความสุขเลย.
จบ อินทริยชาดกที่ ๗
อรรถกถาอินทริยชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ
ภิกษุถูกภรรยาเก่าประเล้าประโลม จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย
อินฺทฺริยานํ ดังนี้.

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 555 (เล่ม 59)

ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี มีกุลบุตรคนหนึ่งฟังพระธรรม
เทศนาของพระศาสดาแล้ว คิดว่า ผู้อยู่ครองเรือนไม่อาจประพฤติพรหม-
จรรย์ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว เราจักบวชในศาสนาที่นำสัตว์ออกจาก
ทุกข์ แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ดังนี้แล้วได้มอบสมบัติในเรือนให้แก่บุตร
และภรรยา แล้วทูลขอบรรพชากะพระศาสดา. แม้พระบรมศาสดาก็
รับสั่งให้บรรพชาแก่กุลบุตรนั้น ครั้นบวชเป็นภิกษุแล้ว ไปบิณฑบาต
กับอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ อาสนะในเรือนแห่งตระกูลก็ดี ในโรงฉัน
ก็ดี ไม่ถึงภิกษุนั้น เพราะตนเป็นนวกะและมีภิกษุมากด้วยกัน. ตั่งหรือ
แผ่นกระดานย่อมถึงในที่สุดท้ายพระสังฆนวกะ. แม้อาหารที่จะพึงได้ ก็
ล้วนป่นเป็นแป้งและเป็นน้ำข้าวที่ติดอยู่ตามข้างกระบวยบ้าง เป็นข้าวยาคู
บ้าง ของเคี้ยวที่บูดที่แห้งบ้าง เป็นข้าวตังข้าวตากบ้าง ไม่พออิ่ม. ภิกษุ
นั้นถือเอาอาหารที่ตนไว้แล้ว ไปสำนักของภรรยาเก่า ภรรยาเก่าไหว้
แล้วรับบาตรของภิกษุนั้น เอาภัตตาหารออกจากบาตรทิ้งเสีย แล้วถวาย
ข้าวยาคูภัตสูปพยัญชนะที่ตนตกแต่งไว้ดีแล้ว. ภิกษุแก่นั้นติดรสอาหาร
ไม่สามารถจะละภรรยาเก่าได้. ภรรยาเก่าคิดว่า เราจักทดลองภิกษุแก่นี้
ว่า จะติดรสอาหารหรือไม่. อยู่มาวันหนึ่ง นางได้ให้มนุษย์ชาวชนบท
อาบน้ำ ทาดินสีพองนั่งอยู่ในเรือน บังคับคนใช้อื่นอีก ๒, ๓ คน
ให้นำน้ำและข้าวมาให้มนุษย์ชนบทนั้นคนละนิดละหน่อย แล้วก็พากัน
นั่งเคี้ยวกินอยู่. นางได้ให้คนใช้ไปจับโคเข้าเทียมเกวียนไว้เล่มหนึ่งที่
ประตูเรือน ส่วนตัวเองก็หลบไปนั่งทอดขนมอยู่ที่ห้องหลังเรือน ลำดับ

555