พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 526 (เล่ม 59)

พร. ช่างกัลบกกราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ต้องการอย่างอื่น. ขอพระองค์
จงตรัสบอกเนื้อความของอุทานคาถา. พระราชาทรงละอายพระทัยที่จะ
ตรัสบอก เรื่องที่พระองค์เป็นคนยากจน จึงตรัสว่า เจ้าจะต้องการพร
ข้อนี้ทำไม จงรับพรอย่างอื่นเถิด. ช่างกัลบกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์จงทรงประทานพรข้อนี้ แก่ข้าพระองค์เถิด
พระเจ้าข้า. พระราชาทรงกลัวมุสาวาทกรรม จึงทรงรับคำ แล้วรับสั่ง
ให้จัดแจงตกแต่งสิ่งทั้งปวง ตามนัยที่กล่าวแล้วในกุมมาสปิณฑชาดก
ประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์ ตรัสเล่า ปุริมกิริยาทั้งปวงว่า ดูก่อนคังคมาละ
ในภพก่อนเราเกิดเป็นคนจนที่เมืองนี้ มีศรัทรารักษาศีลครึ่งวัน จุติจาก
อัตตภาพนั้น ได้มาเกิดในตระกูลกษัตริย์ ชื่อว่า อุทัยราช ด้วยเหตุนี้
เราจึงกล่าวครึ่งคาถาข้างต้น ครั้นสหายของเราละกามราคะไปบวชแล้ว
เราเป็นคนประมาท หลงครองราชาสมบัติอยู่นี้เอง ด้วยเหตุนี้ เราจึง
กล่าวครึ่งคาถาข้างท้าย พระราชาตรัสบอกเนื้อความแห่งอุทาน ด้วย
ประการฉะนี้.
ช่างกัลบกฟังเรื่องราวนั้นแล้ว คิดว่า ได้ยินว่าพระราชาได้
ราชสมบัตินี้ ด้วยการรักษาอุโบสถกึ่งวัน ขึ้นชื่อว่ากุศลอันบุคคลควรทำ
ถ้ากระไร เราพึงบวชสร้างที่พึ่งของตนเถิด คิดแล้วก็ละวงศ์ญาติและ
โภคสมบัติ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตบรรพชา แล้วไป
หิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี ยกไตรลักษณ์ขึ้นเจริญวิปัสสนา ก็สำเร็จ

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 527 (เล่ม 59)

ปัจเจกโพธิญาณ ครองบาตรจีวรที่เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ จำพรรษาที่ภูเขา
คันธมาทน์ ห้าพรรษา คิดว่า จักเยี่ยมพระเจ้าพาราณสี จึงเหาะมา
นั่งอยู่บนมงคลศิลา ในมงคลราชอุทยาน. คนเหล่าพระราชอุทยานจำได้
จึงไปกราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ นายช่างกัลบกคังคาลมาล เป็น
พระปัจเจกพุทธเจ้า เหาะมานั่งอยู่ในมงคลราชอุทยาน. พระราชาทรง
สดับแล้ว รีบเสด็จออกมาด้วยหวังว่า จักไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า.
พระราชชนนี ก็เสด็จออกไปพร้อมกับพระราชา. พระราชาเสด็จเข้าสู่
พระราชอุทยานไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง พร้อมด้วยบริษัท. พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อจะทำปฏิสันถาร
กับพระราชา ได้เรียกพระราชาตามนามสกุลว่า ดูก่อนพรหมทัต
พระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท ครองราชสมบัติโดยธรรม บำเพ็ญบุญมีให้
ทานเป็นต้นอยู่หรือ ดังนี้แล้ว ทำปฏิสันถาร. พระราชชนนีได้สดับ
ดังนั้น ทรงพระพิโรธว่า คังคมาลนี้ มีชาติเป็นคนเลว ลามก เป็น
ลูกช่างกัลบก ไม่รู้จักประมาณตน เรียกโอรสของเรา ซึ่งเป็นพระเจ้า
แผ่นดิน เป็นกษัตริย์โดยชาติ โดยชื่อว่า พรหมทัต ดังนี้ จึงตรัส
คาลาที่ ๗ ความว่า :-
สัตว์ทั้งหลาย ย่อมละกรรมชั่วด้วยตบะ
แต่สัตว์เหล่านั้น จะละความเป็นคน ผู้ใช้หม้อ
ตักน้ำให้เขาอาบได้หรือ แน่ะ คังคมาละ การที่

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 528 (เล่ม 59)

ท่านข่มขี่ด้วยตบะ แล้วร้องเรียกโอรสของเรา
โดยชื่อว่าพรหมทัตในวันนี้นั้น ไม่เป็นการ
สมควรเลย.
คาถานั้น มีอธิบายดังนี้ พระราชชนนีตรัสว่า สัตว์ทั้งหลาย
เหล่านี้ ย่อมละบาปกรรมได้ด้วยตบะ คือตบะคุณที่ตนสร้างสมไว้ แต่
ตบะเหล่านั้นจะละความเป็นผู้ใช้หม้อตักน้ำให้เขาอาบได้ด้วยหรือ แน่ะ
คังคมาละ การที่ท่านใช้ตบะของตนข่มขี่ เรียกโอรสของเราโดยชื่อว่า
พรหมทัตในวันนี้นั้น เป็นการไม่สมควรเลย.
พระราชาตรัสห้ามพระชนนีแล้ว เมื่อจะประกาศคุณของพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า จึงตรัสคาถาที่ ๘ ความว่า :-
ข้าแต่เสด็จแม่ เราทั้งหลายพร้อมทั้ง
พระราชาและอำมาตย์ พากันไหว้พระปัจเจก-
พุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เป็นผู้อันชน
ทั้งปวงไหว้แล้ว เชิญเสด็จแม่ทอดพระเนตร
ดูผลแห่งขันติและโสรัจจะ ในปัจจุบันเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺติโสรจฺจสฺส ได้แก่ อธิวาสน-
ขันติและโสรัจจะ. บทว่า ตํ วนฺทาม ความว่า ข้าแต่เสด็จแม่ บัดนี้

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 529 (เล่ม 59)

เราทั้งหลาย ทั้งพระราชา ทั้งอำมาตย์ ทุกถ้วนหน้าพากันไหว้พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า ขอเสด็จแม่จงทรงเห็นผลแห่งขันติและโสรัจจะเถิด.
เมื่อพระราชาตรัสห้ามพระราชชนนีแล้ว มหาชนที่เหลือพากัน
ลุกขึ้นกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ การที่คนต่ำช้าเห็นปานนี้
เรียกพระองค์โดยชื่อไม่สมควรแก่พระองค์เลย. พระราชาทรงห้ามมหา-
ชนแล้ว เพื่อจะแสดงคุณของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น จึงตรัสคาถา
สุดท้าย ความว่า :-
ท่านทั้งหลาย อย่าได้กล่าวอะไร ๆ กะ
ท่านคังคมาละ ผู้เป็นพระปัจเจกมุนี ศึกษา
อยู่ในคลองมุนี ความจริงพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งหลายข้ามแล้ว หมดความเศร้าโศกเที่ยวไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุนินํ ได้แก่ อาคาริกมุนี อานาคา-
ริกมุนี เสขมุนี อเสขมุนี และพระปัจเจกมุนี. บทว่า โมนปเถสุ
สิกฺขมานํ ความว่า ผู้ศึกษาอยู่ในคลองมุนี กล่าวคือโพธิปักขิยธรรม
เพราะเป็นข้อปฏิบัติ อันเป็นบุรพภาค. บทว่า อณฺณวํ ได้แก่ สมุทร
คือสงสาร. พระราชาครั้นตรัสดังนี้แล้ว ได้ถวายนมัสการพระปัจเจก-

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 530 (เล่ม 59)

พุทธเจ้า ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าได้โปรดอดโทษแก่
พระราชชนนีด้วยเถิด.
พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ถวายพระพรมหาบพิตร อาตมา
อดโทษให้.
แม้พวกราชบริษัท ก็พากันขอขมาโทษพระปัจเจกพุทธเจ้า.
พระราชาขอปฏิญญาพระปัจเจกพุทธเจ้า เพื่อให้อยู่กับพระองค์ต่อไป.
พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ได้ถวายปฏิญญา เมื่อบริษัทพร้อมด้วยพระราชา
กำลังแลดูอยู่นั่นเอง ได้ลอยขึ้นไปในอากาศ ถวายโอวาทแต่พระราชา
แล้วเหาะไปยังภูเขาคันธมาทน์.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว
ตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการอยู่รักษาอุโบสถ เป็นกิจที่
บุคคลควรอยู่รักษาด้วยประการฉะนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้น ได้ปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอัฑฒมาสกราช
ได้มาเป็นพระอานนท์ พระราชชนนีได้มาเป็นพระมหามายา พระ-
อัครมเหสี ได้มาเป็นมารดาพระราหุล ส่วนพระเจ้าอุทัยราช ได้มาเป็น
เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาคังคมาลชาดกที่ ๕

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 531 (เล่ม 59)

๖. เจติยราชชาดก
ว่าด้วยเชฏฐาปจายนธรรม
[๑๑๖๓] เชฏฐาปจายนธรรม อันบุคคลใดทำลาย
แล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้นเสียโดยแท้ เชฏ-
ฐาปจายนธรรม อันบุคคลใดไม่ทำลายแล้ว
ย่อมไม่ทำลายบุคคลนั้น แม่สักหน่อยหนึ่ง
เพราะเหตุนั่นแล พระองค์ไม่ควรทำลายเชฏ-
ฐาปจายนธรรมเลย เชฏฐาปจายนธรรมที่
พระองค์ทำลายแล้ว อย่าได้กลับมาทำลาย
พระองค์เลย.
[๑๑๖๔] เมื่อพระองค์ยังตรัสคำกลับกลอกอยู่
เทวดาทั้งหลายก็จะพากันหลีกหนีไปเสีย พระ
โอฐจักมีกลิ่นบูดเน่า เหม็นฟุ้งไป ผู้ใดรู้อยู่
เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งปัญญานั้น
ไปเสียอย่างอื่น ผู้นั้นย่อมพลัดพรากจากฐานะ
ของตน แล้วถูกแผ่นดินสูบ.

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 532 (เล่ม 59)

ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส
สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวัง
ตามเดิมได้ ถ้ายังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์ก็
จะดำรงอยู่ได้ เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถจะ
ลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก.
[๑๑๖๕] พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูก
เขาถามปัญหาแล้วแกล้งทำมุสาวาท พยากรณ์
ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของ
พระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมตกในเวลาไม่ใช่
ฤดูกาล ย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล.
ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส
สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช
วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ตรัสมุสาวาทอยู่ ก็
จะถูกแผ่นดินสูบลงไปอีก.
[๑๑๖๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระ-
ราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขาถามปัญหา
แล้วแกล้งตรัสแก้เป็นปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 533 (เล่ม 59)

พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้นจะแตก
เป็นสองแฉก เหมือนลิ้นงู.
ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส
สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช-
วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่
ก็จะถูกแผ่นดินสูบ ลึกยิ่งลงไปอีก.
[๑๑๖๗] ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระ-
ราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหา
แล้วแกล้งตรัส แก้ ปัญหา นั้นไปเสียอย่างอื่น
พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี
เหมือนปลาฉะนั้น.
ข้าแต่พระเจ้าเจติราช ถ้าพระองค์ตรัส
สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช-
วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่
ก็จะถูกแผ่นดินสูบ ลึกยิ่งลงไปกว่านี้อีก.
[๑๑๖๘] พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ
ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไป

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 534 (เล่ม 59)

เสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะมีแต่
พระธิดาเท่านั้นมาเกิด หามีพระราชโอรสมา
เกิดในราชสกุลไม่.
ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส
สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช-
วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่
ก็จะถูกแผ่นดินสูบ ลึกไปยิ่งกว่านี้อีก.
[๑๑๖๙] พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ
ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้น
ไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้นจะไม่มี
พระราชโอรส ถ้ามีก็จะพากันหลีกหนีไปยัง
ทิศน้อยทิศใหญ่.
ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส
สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช-
วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่
ก็จะถูกแผ่นสูบ ลึกยิ่งกว่านั้นลงไปอีก.

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 535 (เล่ม 59)

[๑๑๗๐] พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยเสด็จ
เที่ยวไปได้ในอากาศ ภายหลังถูกพระฤๅษีสาบ
แล้ว เสื่อมจากอำนาจ ถึงกำหนดเวลาของตน
แล้ว ก็ถูกแผ่นดินสูบ.
เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึง
ไม่สรรเสริญฉันทาคติ บุคคลไม่พึงเป็นผู้มีจิต
ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่
คำสัตย์เท่านั้น.
จบ เจติยราชชาดกที่ ๖
อรรถกถาเจติยราชชาดกที่ ๖
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
พระเทวทัตตอนถูกแผ่นดินสูบ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺโม
หเว หโต หนฺติ ดังนี้.
ความย่อมีว่า วันนี้ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำมุสาวาท ถูกแผ่นดินสูบ มีอเวจี
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้น

535