พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 516 (เล่ม 59)

กล่าวกะเขาว่า นาย ในพระนครเขามีมหรสพกัน ถ้าท่านพอมีทรัพย์
อยู่บ้าง แม้เราทั้งสองก็จะไปเที่ยวเล่นกัน. เขาตอบว่า จ๊ะ เราพอมี
ทรัพย์.
มีเท่าไรนาย ?
มีอยู่กึ่งมาสก
ทรัพย์นั้นอยู่ไหน ?
ฉันเก็บไว้ในซอกอิฐใกล้ประตูทิศอุดร ที่เก็บทรัพย์ไกลจากที่
เราอยู่นี้ ๑๒ โยชน์ ก็ทรัพย์ในมือของเจ้า มีบ้างหรือ ?
มีจ๊ะ.
มีเท่าไร ?
มีอยู่กึ่งมาสกเหมือนกัน
ทรัพย์ของเธอกึ่งมาสก ของฉันถึงมาสก รวมเป็นหนึ่งมาสก
เราจักเอาทรัพย์นั้น ส่วนหนึ่งซื้อดอกไม้ ส่วนหนึ่งซื้อของหอม ส่วน
หนึ่งซื้อสุรา แล้วไปเที่ยวเล่นกัน ท่านจงไปนำทรัพย์กึ่งมาสกที่เก็บไว้
มาเถิด.
บุรุษรับจ้างร่าเริงยินดีว่า ภรรยาเชื่อถือถ้อยคำของเรา จึงกล่าว
ว่า น้องรักเจ้าอย่าวิตกไปเลย ฉันจักนำทรัพย์นั้นมา ดังนี้ แล้วหลีก
ไป บุรุษรับจ้างมีกำลังเท่าช้างสาร เดินล่วงมรรคาไปได้ ๖ โยชน์

516
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 517 (เล่ม 59)

ครั้นเวลาเที่ยง เดินเหยียบทรายร้อนราวกะว่าถ่านไฟ เขาร่าเริงยินดี
เพราะอยากได้ทรัพย์ นุ่งห่มท่อนผ้ากาสาวะ ประดับใบตาลที่หู เดิน
ขับร้องเพลงเฉื่อยเรื่อยไปผู้เดียว เดินผ่านไปทางพระลานหลวง.
พระเจ้าอุทัยราช เปิดสีหบัญชรประทับยืนอยู่ ทอดพระเนตร
เห็นบุรุษรับจ้างเดินมาอย่างนั้น ทรงพระดำริว่า อะไรหนอที่ทำให้
บุรุษนี้ไม่ย่อท้อต่อลมและแดดเห็นปานนั้น มีความร่าเริงยินดีเดินร้อง
เพลงไป เราจักถามเขาดู ดังนี้ แล้วทรงส่งบุรุษไปคนหนึ่งให้เรียกมา.
เมื่อบุรุษนั้นไปบอกว่า พระราชาตรัสเรียกท่าน เขาตอบว่า พระราชา
เป็นอะไรกับเรา เราไม่รู้จักพระราชา ดังนี้. จึงถูกนำตัวไปโดยการ
ใช้กำลัง ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะตรัส
ถามเขา ได้ตรัสคาถาของคาถา ความว่า :-
แผ่นดินร้อนเหมือนถ่านไฟ ดารดาษไป
ด้วยทรายอันร้อนเหมือนเถ้ารึง เมื่อเป็นเช่นนี้
เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ขับเพลงอยู่ได้ แดด
ไม่เผาเจ้าดอกหรือ เบื้องบนก็ร้อน เบื้องล่าง
ก็ร้อน เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้
ร้อน ขับเพลงอยู่ได้ แดดไม่เผาเจ้าดอกหรือ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคารชาตา ความว่า แน่ะบุรุษ
ผู้เจริญ แผ่นดินนี้ร้อนระอุประดุจถ่านเพลิง.

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 518 (เล่ม 59)

บทว่า กุกฺกุฬานุคตา ความว่า ดาษไปด้วยทรายร้อนราวกะ
เถ้ารึง กล่าวคือ เถ้าอันร้อนทั่วแล้ว.
บทว่า วตฺตานิ ความว่า เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ขับเพลง
ขับอยู่ได้.
บุรุษรับจ้างนั้น ได้ฟังดำรัสของพระราชาแล้ว ได้กราบทูลเป็น
คาถาที่ ๓ ความว่า :-
ข้าแต่พระราชา แดดหาเผาข้าพระองค์
ไม่ แต่ว่าวัตถุกามและกิเลสกาม ย่อมเผาข้า
พระองค์ เพราะว่าความประสงค์หลาย ๆ อย่าง
มีอยู่ ความประสงค์เหล่านั้น ย่อมเผาข้าพระ-
องค์ แดดหาได้เผาข้าพระองค์ไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาตปฺปา ได้แก่ วัตถุกามและ
กิเลสกาม ก็วัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้น ย่อมแผดเผาบุรุษ เพราะ
เหตุนั้น บุรุษรับจ้างจึงเรียกวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้นว่า อาตัปปา.
บทว่า อตฺถา หิ วิวิธา ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ความ
ประสงค์หลายอย่าง กล่าวคือกิจการต่าง ๆ ที่จะต้องทำ เพราะอาศัย
วัตถุกามและกิเลสกาม ของข้าพระองค์มีอยู่ วัตถุกามและกิเลสกาม
เหล่านั้น เผาข้าพระองค์ ส่วนแดดไม่ชื่อว่า เผาข้าพระองค์.

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 519 (เล่ม 59)

ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามบุรุษรับจ้างว่า ความประสงค์ของ
เจ้าเป็นอย่างไร ?
เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์อยู่ร่วม
กับหญิงกำพร้าใกล้ประตูทิศทักษิณ นางนั้นถามข้าพระองค์ว่า นายเรา
จักไปดูการเล่นมหรสพ ท่านมีทรัพย์อยู่ในมือบ้างไหม ? ข้าพระองค์
ได้กล่าวกะนางว่า ทรัพย์เราฝังเก็บไว้ที่ซอกกำแพงใกล้ประตูด้านทิศอุดร
นางกล่าวว่า ท่านจงไปนำทรัพย์นั้นมา เราทั้งสองจักไปดูการเล่น
มหรสพ แล้วส่งข้าพระองค์มา ถ้อยคำของนางนั้นจับใจข้าพระองค์
เมื่อข้าพระองค์ระลึกถึงถ้อยคำของนางนั้น ความร้อนคือกามย่อมเผาเอา
ความประสงค์ของข้าพระองค์เป็นอย่างนี้ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า
ถ้าเมื่อเจ้าไม่ย่อท้อต่อลมและแดดเห็นปานนี้ อะไรเป็นเหตุให้เจ้ายินดี
เดินร้องเพลง. บุรุษนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้า
พระองค์นำทรัพย์ที่ฝังไว้นั้นมาได้แล้ว จักอภิรมย์กับนางนั้น ด้วยเหตุ
ดังกราบทูลมานี้ ข้าพระองค์จึงยินดีขับเพลงขับ. พระราชาตรัสถามว่า
แน่ะบุรุษผู้เจริญ ก็ทรัพย์ที่ฝังเก็บไว้ที่ประตูด้านทิศอุดร มีประมาณ
แสนหนึ่งได้ใหม่ เขากราบทูล ไม่มีถึงดอก พระพุทธเจ้าข้า. พระ-
ราชาตรัสถามโดยลำดับว่า ถ้าเช่นนั้น มีห้าหมื่น สี่หมื่น สามหมื่น
สองหมื่น หนึ่งหมื่น ห้าพัน ห้าร้อย สี่ร้อย สามร้อย สองร้อย
หนึ่งร้อย ห้า สี่ สาม สอง หนึ่งกหาปณะ ครึ่งกหาปณะ หนึ่งบาท

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 520 (เล่ม 59)

สี่มาสก สาม สอง หนึ่งมาสก. บุรุษรับจ้างปฏิเสธทุกขั้นตอน เมื่อ
พระราชาตรัสว่า ครึ่งมาสก เขากราบทูลว่า ใช่แล้ว พระเจ้าข้า
ทรัพย์ของข้าพระองค์มีเพียงเท่านี้ ข้าพระองค์เดินมาด้วยนึกในใจว่า
นำทรัพย์มาได้แล้ว จักอภิรมย์กับนางดังนี้ ด้วยปีติโสมนัสนั้น ลมและ
แดดนั้น จึงไม่ชื่อว่า แผดเผาข้าพระองค์.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะบุรุษนั้นว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ แดด
ร้อนถึงเพียงนี้ เจ้าอย่าไปที่นั้นเลย เราจะให้ทรัพย์ครึ่งมาสกแก่เจ้า.
เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์จักตั้งอยู่ในพระ-
ดำรัสของพระองค์ รับเอาทรัพย์ครึ่งมาสกนั้น และจักไม่ทำทรัพย์ที่ฝัง
ไว้ให้เสียไป ข้าพระองค์จักไปถือเอาทรัพย์นั้น ไม่ยอมให้เสียเป้าหมาย
ของการเดินทาง. พระราชาตรัสว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เจ้าจงกลับเถิด
เราจักให้ทรัพย์แก่เจ้าหนึ่งมาสก สองมาสก พระองค์ตรัสพระราชทาน
เพิ่มขึ้น โดยทำนองนี้จนถึงโกฏิ ร้อยโกฏิ และทรัพย์กำหนดนับไม่ได้
แล้วตรัสให้เขากลับเสีย เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ
ข้าพระองค์ขอรับทรัพย์ที่พระราชทาน แม้ทรัพย์ที่ฝังไว้ ก็จักไปเอา.
ต่อจากนั้น พระราชาได้ตรัสเล้าโลมด้วยฐานันดรมีตำแหน่งเศรษฐี
เป็นต้น จนถึงจะให้ดำรงดำแหน่งอุปราช ด้วยพระดำรัสว่า เราจักได้
ท่านครองราชสมบัติครึ่งหนึ่ง จงกลับเสียเถิด ดังนี้ เขาจึงยินยอมรับ
พระดำรัส.

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 521 (เล่ม 59)

พระราชาทรงบังคับอำมาตย์ทั้งหลายว่า พวกเจ้าจงไปแต่งหนวด
ให้สหายของเรา แล้วให้อาบน้ำแต่งตัว แล้วนำมาหาเรา. พวกอำมาตย์
ได้กระทำตามรับสั่งนั้น. พระราชาแบ่งราชสมบัติออกเป็นสองส่วน
พระราชทานให้บุรุษรับจ้างนั้น ครอบครองราชสมบัติครึ่งหนึ่ง. บาง
อาจารย์กล่าวว่า ก็บุรุษรับจ้างนั้น ครองราชสมบัตินั้นแล้ว ยังไปข้าง
ทิศอุดร ด้วยความรักทรัพย์ครึ่งมาสก. เหตุนั้นเขาจึงได้นามว่า อัฑฒ-
มาสกราช.
พระเจ้าอุทัยราชกับพระเจ้าอัฑฒมาสกราช ทรงสามัคคี สนิท
สนมกัน ครองราชสมบัติ วันหนึ่งเสด็จไปพระราชอุทยาน. พระเจ้า
อุทัยราช ทรงกีฬาในพระราชอุทยานนั้นจนเหนื่อยแล้ว เอาพระเศียร
พาดลงบนพระเพลาของพระเจ้าอัฑฒมาสกราช บรรทมหลับไป. เมื่อ
บรรทมหลับสนิทแล้ว พวกราชบริพารก็พากันไปเล่นกีฬาในที่นั้น ๆ.
พระเจ้าอัฑฒมาสกราชทรงดำริว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะเสวยราชสมบัติ
กึ่งหนึ่งอยู่เป็นนิตย์ เราจักปลงพระชนม์พระเจ้าอุทัยราชเสียแล้ว เสวย-
ราชสมบัติ แต่ผู้เดียวดีกว่า ดังนี้แล้ว จึงชักพระแสงดาบออกจากฝัก
คิดจะปลงพระชนม์พระเจ้าอุทัยราชเสีย แล้วมาหวนคิดขึ้นว่า พระราชา
องค์นี้ได้ทำเราผู้เป็นคนจน คนกำพร้าให้มียศศักดิ์เสมอด้วยพระองค์
และตั้งเราไว้ในอิสรภาพใหญ่ยิ่ง การที่เราเกิดปรารถนาจะฆ่าผู้ที่ให้ยศ
แก่เราถึงเพียงนี้ เป็นเรื่องที่เราไม่สมควรทำเลย คิดดังนี้แล้ว จึงยั้งสติ

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 522 (เล่ม 59)

ได้ สอดพระแสงดาบเข้าฝัก แต่หวนคิดแล้วคิดเล่าถึงสองครั้งสามครั้ง
จิตคิดฆ่านั้น ยังไม่สงบลงได้. ที่นั้น จึงตั้งพระทัยสะกดจิต คิดว่า
จิตดวงนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะพึงประกอบเราไว้ในกรรมลามก จึงแข็ง
พระทัยขว้างพระแสงดาบไปบนพื้นดิน ปลุกพระเจ้าอุทัยราชให้ตื่น
บรรทม แล้วหมอบลงแทบพระบาท กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ขอ
พระองค์จงงดโทษแก่ข้าพระองค์เถิด. พระเจ้าอุทัยราชตรัสว่า ดูก่อน
สหาย โทษในระหว่างท่านกับเราไม่มีมิใช่หรือ ?
มีพระองค์ หม่อมฉันได้ทำอย่างนี้ ๆ.
ถ้าเช่นนั้นเรายกโทษให้ท่าน ก็เมื่อท่านอยากได้ครองราชสมบัติ
ก็จงครองราชสมบัติเถิด ส่วนเราจักเป็นอุปราชทำนุบำรุงท่าน.
พระเจ้าอัฑฒมาสกราชกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์
ไม่ต้องการราชสมบัติ เพราะตัณหานี้จักให้ข้าพระองค์ไปเกิดในอบาย
พระองค์จงครอบครองราชสมบัติของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวเถิด ข้า
พระองค์จักขอลาบวช มูลรากแห่งกามคุณ ข้าพระองค์เห็นแล้ว ความ
จริงกามคุณนี้เจริญแก่ผู้ดำริอยู่ บัดนี้แต่นี้ไป ข้าพระองค์จักไม่ดำริถึง
อีกเลย ดังนี้ เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงตรัสคาถาที่ ๔ ความว่า :-
ดูก่อนกาม เราได้เห็นมูลรากของเจ้า
แล้ว เจ้าเกิดจากความดำริ เราจักไม่ดำริถึงเจ้า
อีกละ เจ้าจักไม่เกิดด้วยอาการอย่างนี้.

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 523 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ ความว่า เจ้าจักไม่มีในภายใน
ของเราด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า น โหหิสิ ความว่า เจ้าจักไม่เกิด
ขึ้น. ก็แหละครั้นตรัสดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดงธรรมแก่มหาชนผู้ประ-
กอบในกามต่อไป จึงตรัสคาถาที่ ๕ ความว่า :-
กามแม้น้อยก็ไม่พอแก่มหาชน มหาชน
ย่อมไม่อิ่มด้วยกามแม้มาก น่าสลดใจที่พวก
คนพาลพากันบ่นว่า รูป เสียงเหล่านั้น จงมี
แก่เรา กุลบุตรผู้ประกอบความเพียร พึงเว้น
ให้ขาดเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหหา เป็นบทแสดงถึงความสลดใจ.
บทว่า ชคฺคโต แปลว่า ผู้เพียรเจริญอยู่.
ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ข้าแต่มหาราชเจ้า วัตถุกามและกิเลส-
กามแม้น้อย ก็ไม่พอเพียงสำหรับมหาชนนี้ มหาชนย่อมไม่อิ่มด้วย
วัตถุกามและกิเลสกามแม้มาก น่าสลดใจที่พวกคนพาลพากันบ่นว่า รูป
เสียงเหล่านี้ จงมีแก่เรา กุลบุตรผู้หมั่นประกอบความเพียร เจริญโพธิ-
ปักขิยธรรม ยังวิปัสสนาให้เจริญแล้ว พึงรู้แจ้งแทงตลอดได้ คือรู้แจ้ง
ได้ด้วยการกำหนดรู้ การละและการตรัสรู้ แล้วละได้.

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 524 (เล่ม 59)

พระเจ้าอัฑฒมาสกราช ครั้นแสดงธรรมแก่มหาชนอย่างนี้แล้ว
ให้พระเจ้าอุทัยราชทรงปกครองราชสมบัติ ละมหาชนผู้มีหน้าชุ่มด้วย
น้ำตาร้องไห้อยู่ เข้าหิมวันตประเทศ บวชแล้วยังฌานและอภิญญาให้
เกิด. เมื่อพระเจ้าอัฑฒมาสกราชบวชแล้ว พระเจ้าอุทัยราช เมื่อจะ
เปล่งอุทานให้ครบกระบวนถ้วนความ จึงตรัสคาถาที่ ๖ ความว่า :-
การที่เราได้เป็นพระเจ้าอุทัยราชถึงความ
เป็นใหญ่ นี้เป็นผลแห่งกรรม มีประมาณน้อย
ของเรา มาณพใดละกามราคะออกบวชแล้ว
มาณพนั้นชื่อว่าได้ลาภดีแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทโย พระเจ้าอุทัยราชตรัสหมายถึง
พระองค์เอง. บทว่า มหตฺตปตฺตํ ความว่า ถึงความเป็นใหญ่ ได้แก่
บรรลุถึงซึ่งอิสสริยยศอันไพบูลย์. บทว่า มาณวสฺส ความว่า ชื่อว่า
เป็นลาภอันมาณพผู้เป็นสหายของเรา ผู้ข้องอยู่ได้ดีแล้ว. พระเจ้าอุทัย-
ราช ตรัสไว้โดยมีความมุ่งหมายว่า มานพใดละกามราคะ ออกบวชแล้ว
ดังนี้เท่านี้.
เนื้อความของคาถานี้ไม่มีใครรู้. อยู่มาวันหนึ่ง พระอัครมเหสี
ทูลถามเนื้อความของพระคาถากะพระราชา. ก็พระราชามีนายช่างกัลบก
คนหนึ่ง ชื่อ คังคมาล. นายคังคมาลนั้น เมื่อจะแต่งพระมัสสุพระราชา

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 525 (เล่ม 59)

ได้ทำบริกรรมด้วยมีดโกนก่อน แล้วจึงถอนพระโลมา ด้วยแหนบภาย
หลัง. เวลาที่บริกรรมด้วยมีดโกน พระราชาทรงมีความสุข เวลาที่ถอน
พระโลมา พระราชาทรงมีความทุกข์. นายช่างกัลบกนั้น ประสงค์จะ
ให้พระราชาพระราชทานพรก่อน และหวังว่าจะปลงพระศกบนพระ-
เศียร ต่อภายหลัง.
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาได้ตรัสบอกความเรื่องนั้นแก่พระราช-
เทวีว่า น้องรัก นายมงคลกัลบกของเราเป็นคนโง่ เมื่อพระราชเทวี
ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ นายมงคลกัลบกทำอย่างไรจึงจะควร ตรัสว่า
ควรจะถอนเส้นโลมาก่อน แล้วจึงทำบริกรรมด้วยมีดโกนต่อภายหลัง.
พระราชเทวีให้เรียกนายช่างกัลบกมาตรัสว่า คราวนี้เมื่อถึงวันที่จะแต่ง
พระมัสสุถวายพระราชา ท่านพึงถอนเส้นพระโลมาก่อน แล้วทำ
บริกรรมด้วยมีดโกนต่อภายหลัง เมื่อพระราชาทรงประทานพรให้ ท่าน
พึงกราบทูลว่า ไม่ต้องการอย่างอื่น ขอพระองค์จงบอกเนื้อความแห่ง
อุทานคาถาของพระองค์ เราจักให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่ท่าน. นายช่าง
กัลบก รับพระเสาวนีว่า ดีแล้ว ครั้นถึงวันที่จะแต่งพระมัสสุ ได้หยิบ
แหนบก่อน เมื่อพระราชาตรัสถามว่า แน่ะคังคมาล ทำไมเจ้าจึงไม่
กระทำเหมือนครั้งก่อน ๆ เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ
ธรรมดาช่างกัลบกย่อมทำแม้สิ่งที่ไม่เคยทำ ทูลแล้วก็ถอนพระโลมาก่อน
แล้วทำบริกรรมด้วยมีดโกน ในภายหลัง. พระราชาตรัสว่า เจ้าจงรับ

525