พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 446 (เล่ม 59)

ที่พระราชาทรงสรงสนานเก็บผลไม้น้อยใหญ่อยู่. พระราชาทรงดำริว่า
เราจักอาบน้ำ แล้วทรงให้ทาสปรันตปะ ถือพระขรรค์และภูษาชุบสรง
แล้วได้เสด็จไปสู่ฝั่งแม่น้ำ. ทาสปรันตปะทูลพระองค์ผู้ทรงประสบความ
ประมาท ในเวลาทรงสรงสนานแม้ ณ ที่นั้นว่า ข้าพระองค์จักฆ่าละ
แล้วจับพระศอพระองค์เงื้อพระขรรค์ขึ้น. พระราชาทรงร้องเพราะทรง
กลัวความตาย. ปุโรหิตได้ยินเสียงนั้นแล้วมองดู เห็นทาสปรันตปะ
กำลังปลงพระชนม์พระราชาสะดุ้งกลัว จึงเขย่ากิ่งไม้แล้วลงจากต้นไม้
เข้าไปนั่งที่พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง. ทาสปรันตปะได้ยินเสียงเขย่ากิ่งไม้ ของ
ปุโรหิตนั้นแล้วปลงพระชนม์พระราชา ฝังไว้ในพื้นดินแล้วพิจารณาดู
ว่า ได้มีเสียงเขย่ากิ่งไม้ในที่นี้ ใครหนออยู่ในที่นี้ ? ไม่เห็นใคร ๆ จึง
อาบน้ำแล้วไป. ในเวลาทาสปรันตปะไปแล้ว ปุโรหิตก็ออกจากที่นั่งไป
รู้ว่าพระราชาถูกสับพระสรีระออกเป็นท่อน ๆ แล้วฝั่งไว้ในหลุม จึงอาบ
น้ำแล้วปลอมเพศเป็นคนตาบอดแล้วได้ไปบรรณศาลา เพราะกลัวเขา
ฆ่าตน. ปรันตปะเห็นเขาแล้วพูดว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านได้ทำอะไร.
เขาทำเป็นเหมือนไม่รู้พูดว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์นัยน์ตาทั้ง ๒
เสียจึงได้มาที่นี่ ข้าพระองค์ได้ยืนอยู่ที่ข้างจอมปลวกแห่งหนึ่งในป่าที่มี
อสรพิษชุกชุม อสรพิษตัวหนึ่งจักพ่นพิษใส่. ปรันตปะคิดว่า เขาไม่รู้
จักเรา เขาจึงพูดว่า ข้าแต่สมมติเทพ เราจักปลอบใจเขา แล้วได้ปลอบใจ
เขาว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าคิดอะไร เราจักปฏิบัติท่าน แล้วได้
ให้ผลไม้น้อยใหญ่ ให้กินอิ่มหนำสำราญ. ต่อแต่นั้นมา ทาสปรันตปะก็

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 447 (เล่ม 59)

นำผลไม้น้อยใหญ่มาให้. พระราชเทวีประสูติพระราชโอรสแล้ว. เมื่อ
พระราชโอรสทรงเจริญขึ้นพระนางบรรทมสบาย ในเช้ามืดวันหนึ่งได้
ตรัสกะทาสปรันตปะเบา ๆ ว่า เจ้าเมื่อปลงพระชนม์พระราชา ไม่มีใคร
หรือ ? เขาเมื่อเจรจากับพระนางว่า ใคร ๆ มิได้เห็นข้าพระองค์ แต่ว่า
ได้ยินเสียงเขย่ากิ่งไม้ แต่ไม่ทราบว่ากิ่งไม้นั้นมนุษย์หรือสัตว์เดียรฉาน
เขย่า ไม่คราวใดก็คราวหนึ่งภัยจะมาถึงข้าพระองค์ และจักมาจากผู้เขย่า
กิ่งไม้ ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
บาปจักมาถึงข้าพระองค์ ภัยจักมาถึงข้า
พระองค์ เพราะมนุษย์หรือมฤคก็ไม่รู้ เขย่า
กิ่งไม้ในครั้งนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปํ ได้แก่สิ่งที่ลามกคือสิ่งที่ไม่น่า
ปรารถนา ไม่น่ารักใคร่. บทว่า ภยํ ความว่า แม้ภัยคือความหวาด
เสียวใจจักมาถึงข้าพระองค์ ไม่ใช่ไม่อาจมาถึง. เพราะเหตุไร ? เพราะว่า
กิ่งไม้ไหวครั้งนั้นไม่ทราบว่าเพราะมนุษย์หรือมฤค เพราะฉะนั้นภัยจัก
มาถึงข้าพระองค์จากมนุษย์หรือมฤคนั้นทีเดียว. คนทั้ง ๒ นั้นเข้าใจว่า
ปุโรหิตหลับแล้ว. แต่ปุโรหิตนั้นยังไม่หลับเลย ได้ยินถ้อยคำของพวก
เขาอยู่. อยู่มาวันหนึ่งเมื่อทาสปรันตปะไปหาผลไม้น้อยใหญ่ ปุโรหิต
เป็นเหมือนเพ้อระลึกถึงภริยาของตนอยู่ ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 448 (เล่ม 59)

ความใคร่ของเราในภรรยาผู้หวาดกลัวที่
อยู่ไม่ไกลจักทำให้เราผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้
ทำให้นายปรันตปะผอมเหลืองไป ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภีรุยา ความว่า ธรรมดาผู้หญิง
ทั้งหลายย่อมกลัว เพราะเหตุแม้เพียงเล็กน้อย เพราะฉะนั้น ผู้หญิงจึง
ถูกเรียกว่าภีรุ. บทว่า อวิทูเร ความว่า ปุโรหิตแสดงว่า ความใคร่
ของเราในนางพราหมณีผู้หวาดกลัว อยู่ในที่ไม่ใกล้จากที่นี้ คือในที่สุด
ระยะ ๒ - ๓ โยชน์ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา. พราหมณีนั้นจักทำให้เราผอม
เหลืองแน่นอน. บทว่า สาว สาขา มีเนื้อความว่า ก็ด้วยคำนี้ ปุโรหิต
แสดงอุปมาอยู่ว่า กิ่งไม้ทำให้ปรันตปะเองผอมเหลืองฉันใด พราหมณี
นั้นก็ฉันนั้น ทำให้เราผอมเหลือง. ดังนั้นพราหมณ์จึงกล่าวคาถานั่น
แหละแต่ไม่บอกความหมาย. เพราะฉะนั้น กิจจึงไม่ปรากฏแก่พระราช-
เทวีเพราะคาถานี้.
ลำดับนั้น พระราชเทวีจึงกล่าวกะปุโรหิตนั้นว่า ดูก่อนพราหมณ์
ท่านพูดอะไร ? ฝ่ายปุโรหิตพูดว่า ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้วแหละ ใน
วันรุ่งขึ้นก็กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ภริยาผู้น่ารักใคร่ ไม่มีที่ติอยู่ในบ้าน จัก
เศร้าโศกถึงเรา ความเศร้าโศกจักทำให้เธอ

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 449 (เล่ม 59)

ผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำนายปรันตปะให้
ผอมเหลืองฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสจยิสฺสติ ความว่า จักให้ซูบซีด
เพราะเกิดความเศร้าโศกขึ้น. บทว่า กนฺตา ได้แก่ภริยาผู้น่าปรารถนา.
บทว่า คาเม วสํ มีอธิอบายว่า อยู่ในเมืองพาราณสี. บทว่า อนินฺทิตา
ความว่า ไม่มีที่ครหาคือทรงไว้ซึ่งรูปร่างที่เลอเลิศ.
ในวันรุ่งขึ้นปุโรหิตได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
หางตาที่หล่อนชำเลืองมาหาฉันก็ดี การยิ้ม
ของหล่อนก็ดี ถ้อยคำที่หล่อนเปล่งออกมาก็ดี
มันจักทำให้เราผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำให้
นายปรันตปะผอมเหลืองฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยา มํ หสิตาปงฺคี ความว่า
หางตาที่หล่อนชำเลืองมาที่ฉัน. มีคำอธิบายว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ ดวง
ตาคำที่ตกแต่งดีแล้วเพราะนำสิ่งโสมมออกจากหางตาแล้ว ด้วยไม้ป้ายยา
หยอดตาที่หล่อนชำเลืองตาแล้วก็ดี การยิ้มน้อย ๆ ก็ดี คำพูด. ที่หล่อนพูด
อย่างอ่อนหวานก็ดี จักทำให้เราผอมเหลืองเหมือนกิ่งไม้ที่เราเขย่าแล้ว
ดังอยู่ ทำให้ปรันตปะผอมแห้งฉะนั้น. ปาฐะว่า ปงฺคี ดังนี้ ก็มี โดย
เปลี่ยน จ อักษรให้เป็น ป อักษร นั่นเอง.

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 450 (เล่ม 59)

ในกาลต่อมา พระราชกุมารได้ทรงเจริญวัยขึ้นมีพระชนมายุได้
๑๖ ชันษา. จึงพราหมณ์ได้ให้พระองค์ทรงจับปลายไม้เท้าจูงไปถึงท่า
อาบน้ำแล้ว ได้ลืมตาขึ้นมองดู. พระราชกุมารตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์
ท่านเป็นคนตาบอดไม่ใช่หรือ ? เขาทูลว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่คนตาบอด แต่
ใช้อุบายนี้รักษาชีวิตไว้ แล้วทูลว่า ท่านรู้จักบิดาของท่านไหม ? เมื่อ
พระราชกุมารตรัสบอกว่า เรารู้คนคนนั้น เป็นบิดาของเรา จึงทูลว่า
คนคนนี้ไม่ใช่บิดาของท่าน แต่บิดาของท่านได้แก่พระเจ้าพาราณสี
คนคนนี้เป็นทาสของท่าน เขาปฏิบัติผิดในมารดาของท่านแล้ว ฆ่าบิดา
ของท่านแล้วฝังไว้ที่ตรงนี้ ดังนี้แล้วนำเอากระดูกมาให้ดู พระราชกุมาร
ได้ทรงเกิดความกริ้วขึ้นเป็นกำลัง. ลำดับนั้น เมื่อพระราชกุมารตรัสถาม
ปุโรหิตนั้นว่า บัดนี้ เราจะทำอย่างไร ? ปุโรหิตจึงทูลว่า สิ่งใดที่เขา
ทำแก่พระราชบิดาของพระองค์ที่ท่าน้ำนี้นั่นเอง พระองค์จงทรงกระทำ
สิ่งนั่นเถิด แล้วได้ทูลบอกความเป็นไปทั้งหมดให้ทรงทราบ แล้วได้
ให้พระราชกุมารทรงศึกษา การตีกระบี่กระบองอยู่ ๒, ๓ วัน. อยู่มา
วันหนึ่ง พระราชกุมารทรงถือพระขรรค์กับพระภูษาชุบสรงแล้วกล่าวว่า
ไปอาบน้ำเถิดพ่อครับ. ปรันตปะตอบว่า ดีละ แล้วก็ไปกับพระราชกุมาร
นั้น. ต่อมาในเวลาเขาลงอาบน้ำ พระราชกุมารจึงใช้พระหัตถ์ขวาทรง
ถือดาบ พระหัตถ์ซ้ายทรงจับมวยผมแล้วตรัสว่า ได้ทราบว่าเจ้าจับพระ-
จุฬาของเสด็จพ่อของฉันแล้วปลงพระชนม์ของพระองค์ผู้ทรงร้องอยู่ที่ท่า
น้ำนี้นั่นเอง ฝ่ายฉันก็จักทำเจ้าอย่างนั้นเหมือนกัน. เขากลัวภัยคือความ
ตาย โอดครวญไปพลางกล่าวคาถา ๒ คาถาไปพลางว่า :-

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 451 (เล่ม 59)

เสียงกิ่งไม้ได้มาประจักษ์แน่นอนแล้ว
เสียงนั้นเห็นจะมาแจ้งเหตุ ให้ตัวเจ้าทราบแน่
นอนแล้ว ผู้ที่สั่นกิ่งไม้นั้นได้บอกเรื่องนั้น
อย่างแน่นอน เรื่องนี้เจ้าแลที่ตัวคนโง่คิดว่า
กิ่งไม้ที่มนุษย์หรือมฤคก็ไม่ทราบ เขย่าแล้วใน
ครั้งนั้นได้มาถึงเจ้าแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคมา ความว่า เสียงของกิ่งไม้นั้น
ได้มาถึงคือมาประจวบตัวเจ้าเข้าแล้ว. บทว่า อสํสิ นูน โส ตว ความ
ว่า เสียงเห็นจะบอกเหตุแต่เจ้า. บทว่า อกฺขาตํ นูน ตํ เตน ความว่า
สัตว์ได้สั่นกิ่งไม้นั้น ในครั้งนั้นสัตว์นั้นได้บอกเหตุนั้นแน่นอนอย่าง
นี้ว่า เขาฆ่าบิดาของท่าน บทว่า สมาคมฺม ได้แก่ สงฺคมฺม หมาย
ความว่า ได้มาถึงแล้ว. มีคำอธิบายว่า ข้อที่เราผู้เป็นคนโง่ได้มีสิ่งที่คิด
คือถึงที่ปริวิตกว่า ภัยจักเกิดขึ้นแก่เรา จากมนุษย์หรือมฤคที่เขย่ากิ่งไม้
ในครั้งนั้นนี้ได้มาประจวบกับเราแล้ว.
ต่อจากนั้น พระราชกุมารก็ได้ตรัสคาถาสุดท้ายว่า
เจ้าได้รู้อย่างนั้นแล้ว เจ้ายังลวงเสด็จ
พ่อของฉันไปฆ่าแล้วเอากิ่งไม้ปิดไว้ บัดนี้ ภัย
จักมาถึงเจ้าบ้าง.

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 452 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเถว ตฺวํ อเวทสิ ความว่า เจ้าได้
รู้แล้วอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า อวญฺจิ ปิตรํ มม ความว่า เจ้า
ปลอบใจเสด็จพ่อของฉันว่า พวกเรามาไปอาบน้ำกัน แล้วปลงพระชนม์
ท่านผู้กำลังสรงสนานอยู่ สับให้เป็นท่อนเล็กท่อนน้อยฝังไว้แล้วพลางไว้
โดยคิดว่า ถ้าใครจักรู้ไซร้ ภัยแบบนี้จักมาถึงแม้แก่ตัวเรา แต่ภัยคือ
ความตายนี้แล บัดนี้ได้มาถึงตัวเจ้าแล้ว.
พระกุมารครั้นตรัสดังที่กล่าวมาแล้วนี้ แล้วก็ให้ทาสปรันตปะ
นั้นถึงความสิ้นชีวิตฝังไว้แล้ว เอากิ่งไม้คลุมไว้ ทรงล้างพระขรรค์สรง
สนานแล้วเสด็จไปสู่บรรณศาลาตรัสบอกปุโรหิตนั้น ถึงภาวะที่ตนได้ฆ่า
แล้ว จึงทรงต่อว่าพระมารดา. ทั้ง ๓ คนหารือกันว่า พวกเราจักอยู่ทำไม
ก็ตรงนี้ แล้วจึงได้พากันไปนครพาราณสีนั่นเอง พระโพธิสัตว์ทรง
ประทานตำแหน่งอุปราชแก่พระกนิษฐา แล้วทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็น
ต้น ทรงสร้างทางสวรรค์ให้เต็มที่.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรมทั้งหลายแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า พระราชาผู้เป็นบิดาใน
ครั้งนั้น ได้แก่พระเทวทัตในครั้งนี้ ปุโรหิตได้แก่พระอานนท์ ส่วน
พระราชบุตรได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาปรันตปชาดกที่ ๑๑

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 453 (เล่ม 59)

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ :-
๑. คันธารชาดก ๒. มหากบี่ชาดก ๓. กุมภการชาดก
๔. ทัฬหธัมมชาดก ๕. โสมทัตตชาดก ๖. สุสีมชาดก ๗. โกฏสิมพลิ
ชาดก ๘. ธูมการิชาดก ๙. ชาครชาดก ๑๐. กุมมาสปิณฑชาดก
๑๑. ปรันตปชาดก.
จบ คันธารวรรคที่ ๒
รวมวรรคที่มีในสัตตกนิบาต คือ :-
๑. กุกกุวรรค ๒. คันธารวรรค
จบ สัตตกนิบาต

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 454 (เล่ม 59)

อัฏฐกนิบาตชาดก
๑. กัจจานิวรรค
๑. กัจจานิชาดก
ว่าด้วยในกาลไหน ๆ ธรรมย่อมไม่ตาย
[๑๑๒๑] ดูก่อนแม่กัจจานี ท่านสระผม นุ่งห่ม
ผ้าขาวสะอาด ยกถาดสำหรับนึ่ง ขึ้นบนเตา
ที่ทำด้วยศีรษะมนุษย์ ยีแป้ง ล้างงา ซาว
ข้าวสารทำไม ข้าวสุกคลุกงา จะมีไว้เพื่อเหตุ
อะไร ?
[๑๐๒๒] ดูก่อนพราหมณ์ ข้าวสุกคลุกงา ที่ทำ
ให้สุกดีนี้ มิใช่เพื่อบริโภคเอง ธรรมคือความ
อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ และธรรมคือสุจริตสาม-
ประการ ได้สูญไปแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าจักทำการ
บูชาธรรมนั้น ในกลางป่าช้า.
[๑๑๒๓] ดูก่อนแม่กัจจานี เธอจงตริตรองก่อน
แล้วจึงทำการงาน ใครบอกเธอว่า ธรรมสูญ

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 455 (เล่ม 59)

เสียแล้ว ธรรมอันประเสริฐ เปรียบด้วยท้าว
สหัสสเนตร นี้อานุภาพหาที่เปรียบมิได้ ย่อม
ไม่ตายในกาลไหน ๆ.
[๑๑๒๔] ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ในข้อที่ว่า ธรรม
สูญแล้วนี้ ข้าพเจ้านึกมั่นใจเอาเอง ในข้อที่ว่า
ธรรมไม่มีสูญนี้ ข้าพเจ้ายังสงสัย เพราะ
เดี๋ยวนี้ คนมีบาปย่อมมีความสุข.
เช่นหญิงสะใภ้ของข้าพเจ้าเป็นหญิงหมัน
นางทุบตีขับไล่ข้าพเจ้าแล้วคลอดบุตร เดี๋ยวนี้
นางได้เป็นใหญ่แห่งตระกูลทั้งหมด ข้าพเจ้า
ถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่พึ่งอยู่คนเดียว.
[๑๑๒๕] เรายังเป็นอยู่ ยังไม่ตาย เรามาในที่นี้
เพื่อประโยชน์สำหรับท่านโดยเฉพาะ หญิง
สะใภ้คนใดทุบตีขับไล่ท่าน แล้วคลอดบุตร
เราจักทำหญิงสะใภ้คนนั้นพร้อมทั้งบุตร ให้
เป็นเถ้าธุลีเดี๋ยวนี้.
[๑๑๒๖] ข้าแต่เทวราช พระองค์ทรงพอพระทัย
เสด็จมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์สำหรับหม่อมฉัน

455