พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 426 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโนมทสฺสิสุ ความว่า พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า อโนมทัสสี เพราะได้เห็นปัจเจก-
โพธิญาณ ที่ไม่ต่ำช้า คือไม่ลามก. การทำสามีจิกรรม มีการอภิวาท
การลุกขึ้นรับ และการทำอัญชลีเป็นต้นก็ดี การเห็นสมบัติในปัจจุบัน
แล้วยังจิตให้เลื่อมใสในไทยธรรมที่เป็นของตน จะน้อยหรือมาก เลว
หรือประณีตก็ตาม แล้วกำหนดคุณของปฏิคาหก ชำระเจตนาทั้ง ๓ ให้
สะอาด เชื่อผลของกรรม แล้วทำการบริจาคก็ดี ชื่อว่า ปาริจริยา
การปรนนิบัติ. บทว่า พุทฺเธสุ ความว่า ในพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งหลาย. บทว่า. อปฺปกา ความว่า ธรรมดาการปรนนิบัติที่จะย่อหย่อน
หรือน้อยไม่มี. บทว่า สุกฺขาย ความว่า ไม่มียางเหนียว. บทว่า
อโลณิกาย ความว่า เว้นจากน้ำอ้อย. อธิบายว่า ก้อนขนมกุมมาสนั้น
ท่านกล่าวว่า อโลณิกา คือจืดชืด เพราะเขาทำสำเร็จรูปแล้ว โดยไม่
ผสมน้ำอ้อย. บทว่า กุมฺมาสปิณฑิยา ความว่า พระราชาตรัสอย่างนี้
หมายถึงขนมกุมมาสที่พระโพธิสัตว์ถือไป โดยรวมขนมกุมมาส ๔ ก้อน
เข้าด้วยกันนั่นเอง. ทักขิณาทานที่ทายกกำหนดคุณของสมณะพราหมณ์
ทั้งหลาย ผู้มีคุณแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส ยังเจตนาทั้ง ๓ ของผู้มุ่งหวัง
การเกิดผลให้ผ่องแผ้วแล้วจึงถวาย ชื่อว่า มีผลน้อยไม่มี มีแต่จะอำนวย.
มหาสมบัติให้ในที่ที่เกิดแล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ จึงมีคำที่
ท่านกล่าวรับรองไว้ว่า :-

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 427 (เล่ม 59)

เมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว ทักขิณาที่ถวายแล้ว
ในพระตถาคตเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือ
สาวกของพระองค์ก็ตาม ชื่อว่า มีผลน้อย
ไม่มี.
แต่เพื่อแสดงถึงเนื้อความนั้น ควรนำเรื่องวิมานวัตถุทั้งหลายมา
สาธก มีอาทิอย่างนี้ว่า :-
ดิฉันได้ถวายน้ำมันแก่ภิกษุผู้เดินไปบิณ-
ฑบาต เชิญชมวิมานของดิฉันนั้นเถิด ดิฉัน
เป็นนางอัปสรสาวสวรรค์ ผู้มีผิวพรรณน่ารัก
ดิฉันมีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร เชิญดูผล
วิบากของบุญทั้งหลายเถิด ด้วยผลบุญนั้น ผิว-
พรรณของดิฉัน จึงเป็นเช่นนี้ ด้วยผลบุญนั้น
สิ่งนี้จึงสำเร็จแก่ดิฉัน โภคทั้งหลาย ไม่ว่าชนิด
ไหน ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่พอใจเกิดขึ้นแก่ดิฉัน
ด้วยผลบุญนั้น ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งโรจน์อย่าง
นี้ และผิวพรรณของดิฉันเปล่งรัศมีไปทั่วทุก
ทิศ.

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 428 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนธญฺญา ได้แก่ ทรัพย์มีแก้ว
มุกดาเป็นต้น และธัญชาติ ๗ ชนิด. บทว่า ปฐวี จ เกวลา ได้แก่
แผ่นดินใหญ่นี้ทั้งสิ้นด้วย. พระราชาตรัสสำคัญหมายว่า แผ่นดินทั้งหมด
ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว. บทว่า ปสฺส ผลํ กุมฺมาส-
ปิณฺฑิยา ความว่า พระราชาเมื่อทรงแสดงผลทานของพระองค์ด้วย
พระองค์เอง จึงตรัสอย่างนี้. ได้ทราบมาว่า พระโพธิสัตว์ก็ดี พระ-
สรรเพชญพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี ทรงทราบผลของทานอยู่. และเพราะ
เหตุนั่นเอง พระศาสดา เมื่อตรัสพระสูตรในอิติวุตตกะ จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัตว์ทั้งหลายก็ควรรู้วิบากของ
การแจกจ่ายทาน ดังที่เราตถาคตรู้ เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายยังไม่ได้
ให้ ก็ไม่ควรบริโภค และไม่ควรให้ความตระหนี่ที่เป็นมลทินครอบงำ
จิตใจของพวกเขาตั้งอยู่. ทั้งยังไม่ได้แจกจ่าย แม้จากคำข้าวคำสุดท้าย
คำข้าวคำที่กินเสร็จของพวกเขาก็ไม่ควรบริโภค ถ้าพวกเขาพึงมีปฏิคา-
หก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายไม่รู้วิบากของ
การแจกจ่ายทานอย่างนี้ เหมือนที่เราตถาคตรู้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย
ยังไม่ให้ก็บริโภค และความตระหนี่ที่เป็นมลทิน ก็ครอบงำจิตใจพวก
เขาตั้งอยู่.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ทรงมีปีติปราโมทย์เกิดขึ้นในวันฉัตรมงคล
ของตน จึงทรงร้องเพลงพระราชอุทาน ด้วยคาถา ๒ คาถาเหล่านี้.

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 429 (เล่ม 59)

จำเดิมแต่นั้นมา เหล่าหญิงฟ้อนของพระโพธิสัตว์พากันร้องเพลงนั้น
โดยคิดว่า เป็นเพลงที่พระราชาทรงโปรด คือเพลงพระราชนิพนธ์
และคนธรรพ์เป็นนักฟ้อนทั้งหลายเป็นต้น ที่เหลือก็ดี คนภายในเมือง
ก็ดี คนที่อยู่ภายในพระนครทั้งหลายก็ดี คนที่อยู่ภายนอกพระนครทั้ง
หลายก็ดี พากันร้องเพลงนั้นเหมือนกัน ที่ร้านเครื่องดื่มภัตตาคารบ้าง ที่
บริเวณชุมชนบ้าง โดยคิดว่า เป็นเพลงที่พระราชาของพวกเราทรง
โปรด. เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วอย่างนี้ พระมเหสีได้มีพระราชประสงค์
จะทรงทราบเนื้อร้องของเพลงนั้น. แต่ไม่กล้าทูลถามพระมหาสัตว์. ต่อมา
วันหนึ่ง พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณงามความดีอย่างหนึ่ง ของพระนาง
จึงตรัสว่า น้องนางเอ๋ย ฉันจะให้พรแก่เธอ ขอให้เธอจงรับพระพระนาง
จึงทูลว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม หม่อมฉัน
ขอรับพระราชทานพระพร บรรดาช้างม้าเป็นต้น เราจะให้อะไรแก่เธอ
ข้าแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ไม่มีอะไรที่หม่อมฉันไม่มี เพราะอาศัย
เสด็จพี่ หม่อมฉันไม่มีความต้องการสิ่งเหล่านั้น ถ้าหากเสด็จพี่มีพระ-
ราชประสงค์จะพระราชทานพระพร ขอจงตรัสบอกเนื้อเพลง พระราช-
นิพนธ์ พระราชทานหม่อมฉันเถิด. น้องนาง เธอจะมีประโยชน์
อะไรด้วยพรนี้ เธอจงรับเอาพรอื่นเถิด. ขอเดชะพระอาชญาไม่พ้น
เกล้า หม่อมฉันไม่มีความต้องการอย่างอื่น ต้องการเนื้อเพลงพระราช-
นิพนธ์อย่างเดียว. น้องนาง ดีแล้ว เราจักบอกให้ แต่เราจะไม่บอก
แต่เธอคนเดียวในที่ลับ จักให้ตีกลองป่าวร้องไปในนครพาราณสี ประ-

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 430 (เล่ม 59)

มาณ ๑๒ โยชน์ ให้สร้างรัตนบัลลังก์ที่พระทวารหลวง ให้ลาดรัตน-
บัลลังก์ห้อมล้อมด้วยชาวนครทั้งหลาย มีอำมาตย์และพราหมณ์เป็นต้น
และหญิงหมื่นหกพันนาง นั่งบนรัตนบัลลังก์ ท่ามกลางคนเหล่านั้น
แล้วบอก พระนางทูลรับว่า ดีแล้ว เพคะ. พระราชาทรงให้ทำอย่างนั้น
แล้ว มีหมู่มหาชนแวดล้อม เหมือนท้าวสักกะเทวราชมีหมู่เทวดาห้อม
ล้อม ฉะนั้น แล้วเสด็จประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์. ฝ่ายพระราชเทวี
ทรงประดับประดาด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ตั้งพระภัทรบิฐทอง ทรง
ชำเลืองหางพระเนตรดูที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วประทับ ณ ที่ตามความ
เหมาะสม ทูลว่า ข้าแต่เสด็จพี่ ขอเสด็จพี่จงตรัสบอกเนื้อร้องของเพลง
มงคลที่เสด็จพี่ปลื้มพระทัย แล้วทรงขับร้องแก่หม่อมฉันให้ชัดแจ้ง
เหมือนให้พระจันทร์โผล่ขึ้นบนท้องฟ้าก่อน ฉะนั้น แล้วทูลคาถาที่ ๓
ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงทำความ
ยิ่งใหญ่ เพราะกุศลธรรม พระองค์ตรัสคาถา
ทรงเพลงเสมอ ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพัฒนา
รัฐ หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์
ผู้มีพระราชหฤทัยประกอบด้วยปีติอย่างแรงกล้า
โปรดบอกหม่อมฉันเถิด.

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 431 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสลาธิป ความว่า พระมหาสัตว์
นั้น ทรงเป็นใหญ่ยิ่งในแคว้นโกศล แต่เสด็จประทับอยู่ โดยทรงทำ
ความเป็นใหญ่ยิ่งในเพราะกุศลธรรม เพราะเหตุนั้น พระราชเทวี
เมื่อทรงเรียกพระองค์ จึงทูลอย่างนี้. บทว่า กุสลาธิป มีอธิบายว่า
ผู้ทรงมีพระอัธยาศัยเป็นกุศล. บทว่า พาฬฺหํ ปีติมโน ปภาสสิ
ความว่า ขอพระองค์โปรดมีพระราชหฤทัย ประกอบด้วยปีติอย่างเหลือ
เกิน ตรัสบอก คือว่า เพราะฉะนั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกเนื้อ
ความของคาถา คือเนื้อเพลงเหล่านั้น แก่หม่อมฉันก่อนเถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงทำเนื้อความของคาถา
ทั้งหลายให้แจ่มชัดแก่พระนาง จึงได้ภาษิตคาถา ๔ คาถา ว่า:-
เราได้เกิดในตระกูลหนึ่งในนครนี้นั่นเอง
ได้เป็นลูกจ้างทำงานให้คนอื่น แต่มีสีลสังวร
เราออกไปทำงานได้เห็นสมณะ ๔ รูป ผู้
สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ เป็นผู้เยือกเย็น
ไม่มีอาสวะ ยังจิตให้เลื่อมใสในท่านเหล่านั้น
แล้ว ได้ให้ท่านนั่งบนอาสนะที่ปูด้วยใบไม้
เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายขนมกุมมาสแก่พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยมือของตนเอง.

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 432 (เล่ม 59)

ผลของกุศลธรรมนั้นของเรานี้เป็นเช่นนี้ คือเรา
ได้เสวยราชสมบัตินี้ ที่มีแผ่นดินอุดมสมบูรณ์
กว้างขวาง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุเล อญฺญตเร ความว่า ใน
ตระกูลหนึ่งนั่นเอง ที่ไม่ปรากฏชื่อหรือโคตร. บทว่า อหุํ ความว่า
เถิดแล้ว. บทว่า ปรกมฺมกโร อาสึ ความว่า เราเกิดในตระกูลนั้นแล้ว
เมื่อทำงานของผู้อื่นเลี้ยงชีพ เพราะเป็นคนจน ชื่อว่า ได้เป็นกรรมกร
ของผู้อื่น คือทำงานของผู้อื่น. บทว่า ภตโก คือลูกจ้าง ได้แก่ ผู้ที่
เลี้ยงตัวด้วยค่าจ้างของคนอื่น. บทว่า สีลสํวุโต ความว่า ดำรงอยู่
แล้ว ในสีลสังวร ๕ ประการ พระมหาสัตว์ทรงแสดงว่า เราแม้เลี้ยง
ชีพด้วยค่าจ้าง แต่ก็ละความทุศีล ได้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล. บทว่า
กมฺมาย นิกฺขมนฺตาหํ ความว่า วันนั้น เราออกไปเพื่อจะทำงานที่
ต้องทำ. บทว่า จตุโร สมเณ อทฺทสํ ความว่า ดูก่อนน้องนาง เรา
ออกจากพระนครไป ขึ้นทางหลวงเดินไปแหล่งที่ทำงานของตน ได้เห็น
บรรพชิต ๔ รูป ผู้มีบาปสงบแล้ว กำลังเข้าไปสู่นครพาราณสีเพื่อต้อง
การบิณฑบาต. บทว่า อาจารสีลสมฺปนฺเน ความว่า การเลี้ยงชีพ
ด้วยอเนสนา ๒๑ อย่าง ชื่อว่า อนาจาร ผู้ประกอบพร้อมด้วยอาจาระ
ที่ตรงกันข้ามกับอนาจารนั้น และศีลที่มาแล้ว โดยมรรคและผลทั้งหลาย.
บทว่า สีติภูเต ความว่า ผู้ถึงแล้วซึ่งความเย็น เพราะระงับความ

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 433 (เล่ม 59)

กระวนกระวาย มีราคะเป็นต้นได้ และดับไฟ ๑๑ กองได้. บทว่า
อนาสเว ความว่า ผู้เว้นจากกามาสวะเป็นต้นได้. บทว่า นิสีทิตฺวา
ความว่า ให้นั่งบนสันถัดใบไม้ที่เขาปูลาดไว้บนอาสนะกองทราย เพราะ
ว่า สันถระในที่นี้ ท่านกล่าวว่า ได้แก่สันถัด. บทว่า อทาสึ ความว่า
ข้าพเจ้าถวายทักขิโณทกแก่ท่านเหล่านั้นแล้ว จึงได้ถวายขนมกุมมาส
โดยเคารพ ด้วยมือของตนเอง. บทว่า กุสลสฺส ความว่า ชื่อว่ากุศล
เพราะหมายความว่า ไม่มีทั้งโรค ไม่มีทั้งโทษ. บทว่า ผลํ ได้แก่ ผล
ที่หลั่งออกมาจากเหตุ. บทว่า ผีตํ ความว่า ที่ผลิตสมบัติทุกอย่างให้.
เมื่อพระมหาสัตว์บอกผลกรรมของตน โดยพิสดารอย่างนี้แล้ว
พระเทวีครั้นทรงสดับแล้ว ทรงมีพระทัยเลื่อมใส เมื่อจะทรงทำการ
สดุดีพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าว่า พระองค์ทรงทราบผลทาน
โดยประจักษ์อย่างนี้แล้วไซร้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พระองค์ทรงได้
ก้อนข้าวก้อนหนึ่งแล้ว ต้องถวายแก่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมนั้นแหละ
จึงจะเสวย ดังนี้แล้ว ได้ทูลคาถานี้ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นอธิบดี ในเพราะ
กุศลธรรม ขอพระองค์จงทรงพระราชทานก่อน
จึงเสวย ขอพระองค์อย่าทรงประมาท ทรง
หมุนล้อ คือพระธรรมเถิด ข้าแต่มหาราช ผู้
ทรงเป็นอธิบดีในเพราะกุศลธรรม ขอพระองค์

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 434 (เล่ม 59)

อย่าได้ทรงดำรงอยู่ในอธรรม โปรดรักษาทศ-
พิธราชธรรมไว้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททํ ภุญฺชถ ความว่า พระองค์
ทรงประทานแก่ผู้อื่นแล้ว จึงเสวยด้วยพระองค์เอง. บทว่า มา ปมาโท
ความว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทในบุญทั้งหลาย. บทว่า จกฺกํ
วตฺตย โกสลาธิป ความว่า ข้าแต่มหาราช ผู้ทรงมีพระราชอัธยาศัย
ในกุศลธรรม ขอพระองค์จงทรงหมุนล้อ คือพระธรรม ๔ อย่าง มี
การอยู่ในประเทศที่เหมาะสมเป็นต้น. บทว่า จกฺกํ ความว่า รถวิ่งไป
ด้วยล้อ ๒ ล้อ. แต่กายนี้ไปเทวโลก ด้วยล้อ ๔ ล้อเหล่านี้. ล้อ ๔ ล้อ
เหล่านั้น นับว่า เป็นล้อ คือพระธรรม. ขอพระองค์จงทรงหมุน คือ
ให้ล้อนั้นกลิ้งไป. บทว่า อธมฺมิโก ความว่า คนเหล่าอื่นถึงความ
ลำเอียงเพราะรักรีดทรัพย์นั่นเอง เหมือนหีบชาวโลก ด้วยเครื่องหีบ
อ้อย ฉะนั้น ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ดำรงธรรมฉันใด ขอพระองค์อย่าทรง
เป็นผู้ประพฤติอธรรม ฉันนั้น. บทว่า อนุธมฺมํ ปาลย ความว่า
แต่ขอพระองค์จงทรงคุ้มครอง คือรักษา ได้แก่ อย่าทรงสลัดทศพิธ-
ราชธรรมนี้ทิ้งเสีย คือ :-
ทาน ๑ ศีล ๑ การบริจาค ๑ ความซื่อ
ตรง ๑ ความอ่อนโยน ๑ ตบะ คือความเพียร ๑
ความไม่โกรธ ๑ ความไม่เบียดเบียน ๑ ความ
อดทน ๑ และความไม่ผิดพลาด ๑

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 435 (เล่ม 59)

พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงรับพระดำรัสของพระนาง จึงตรัสคาถา
นี้ว่า :-
ดูก่อนพระธิดาของพระเจ้าโกศลผู้เลอ-
โฉม เรานั้นจักประพฤติตามทางที่พระอริยเจ้า
ทั้งหลายประพฤติมาแล้ว เสมอ ๆ นั้นนั่นเอง
พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นที่พอใจของเรา เรา
ต้องการจะได้เห็นท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตุมํ ได้แก่ ทาง. บทว่า อริยาจริตํ
ความว่า ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ประพฤติมาแล้ว.
บทว่า สุโกสเล มีเนื้อความว่า ดูก่อนพระธิดา คนดีของพระเจ้า
โกศลผู้เลอโฉม. บทว่า อรหนฺโต ได้แก่ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ผู้ได้พระนามอย่างนี้ เพราะเป็นผู้ใกล้จากกิเลสทั้งหลาย เพราะเป็นผู้
หักกำแห่งสังสารจักร์ เพราะเป็นผู้ทำลายข้าศึกทั้งหลาย และเพราะเป็น
ผู้ควรแก่ปัจจัยทั้งหลาย. มีคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพระธิดาของพระเจ้า-
ปัสเสนผู้เจริญ เรานั้น ไม่ทำความอิ่มใจว่า เราถวายทานแล้ว จัก
ประพฤติตามทาง คือทาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายประพฤติแล้ว บ่อย ๆ
นั้นนั่นเอง. ด้วยว่าพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นที่ชอบใจ คือน่าทัศนาของ
เรา เพราะเป็นทักขิไณยบุคคลผู้ล้ำเลิศ เราประสงค์จะเห็นท่านเหล่านั้น
นั่นแหละ เพราะต้องการจะถวายจีวรเป็นต้น.

435