พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 366 (เล่ม 59)

มีอายุได้ทราบว่า พระศาสดาตรัสถึงคุณความดีของพังต้นภัททวดี แล้ว
ทรงให้พระเจ้าอุเทนทรงแต่งตั้งยศเก่าให้กลับคืนตามปกติ. พระศาสดา
เสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสน-
ทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่อง
ชื่อนี้ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายไม่ใช่ในเวลานี้เท่านั้น แม้ใน
กาลก่อนตถาคต ก็กล่าวถึงคุณความดีของพังต้นภัททวดีนี้ แล้วให้พระ-
ราชาทรงแต่งตั้งยศตามปกติเหมือนกัน ดังนี้. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่อง
ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า ทัฬหธรรม เสวยราช.
สมบัติในนครพาราณสี. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ ถือกำเนิดในตระกูล
อำมาตย์เติบโตแล้วได้รับใช้เป็นมหาดเล็ก พระราชาพระองค์นั้น. ท่าน
ได้ยศสูงได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งรัตนอำมาตย์ จากราชสำนักนั้น. กาล
ครั้งนั้น พระราชาพระองค์นั้นทรงมีช้างพังต้นเชือกหนึ่ง ชื่อโอฏฐิพยาธิ
มีกำลังวังชามาก. วันหนึ่งเดินทางได้ร้อยโยชน์. ทำหน้าที่นำสิ่งของที่
ต้องส่งไปถวายพระราชา คือสื่อสาร. ในสงครามทำยุทธหัตถี ทำการ
ย่ำยีศัตรู. พระราชาทรงดำริว่า ช้างพังเชือกนี้มีอุปการะแก่เรามาก จึง
พระราชทานเครื่องอลังการ คือคชาภรณ์ทุกอย่าง แก่พังต้นเชือกนั้น
แล้วได้พระราชทานการบำรุงทุกอย่าง เช่นกับที่พระเจ้าอุเทนพระราช-
ทานแก่พังต้นภัททวดี. ภายหลังเวลาพังต้นโอฏฐิพยาธินั้นแก่แล้วหมด

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 367 (เล่ม 59)

กำลัง ทรงยึดยศทุกอย่างคืน. ต่อแต่นั้นมา มันก็กลายเป็นช้างอนาถา
หากินหญ้าและใบไม้ในป่าประทังชีวิตอยู่. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อภาชนะ
ไม่พอใช้ในราชตระกูล จึงรับส่งให้หาช่างหม้อเข้าเฝ้าแล้วตรัสว่า ได้
ทราบว่าภาชนะไม่พอใช้ ช่างจึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์
หาโคเทียมเกวียนเข็นโคมัยไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับ
คำของช่างแล้ว จึงตรัสถามว่า พังต้นโอฏฐิพยาธิของเราอยู่ที่ไหน ?
อำมาตย์จึงทูลว่า เที่ยวไปตามธรรมดาของตนพระพุทธเจ้าข้า. พระ-
ราชาได้พระราชทานพังต้นเชือกนั้น แก่ช่างหม้อด้วยพระดำรัสว่า ต่อ
แต่นี้ไปจงเทียมพังต้นเชือกนั้นเข็นโคมัย. ช่างหม้อรับพระดำรัสว่า ดี
แล้ว พระพุทธเจ้าข้า แล้วได้ทำอย่างนั้น. อยู่มาวันหนึ่ง มันออกจาก
พระนครไปเห็นพระโพธิสัตว์กำลังเข้าพระนคร จบแล้วหมอบแทบเท้า
ของท่าน โอดครวญพลางกล่าวว่า ข้าแต่นาย พระราชาทรงกำหนดรู้
ฉันว่ามีอุปการะมาก. ในเวลายังรุ่น ได้พระราชทานยศสูง แต่บัดนี้ เวลา
ฉันแก่ งดหมดทุกอย่าง ไม่ทรงทำแม้แต่การคิดถึงฉัน ฉันไม่มีที่พึ่ง
จึงเที่ยวหากินหญ้าและใบไม้ประทังชีวิตอยู่ บัดนี้ได้พระราชทานฉันผู้
ตกยากอย่างนี้ให้ช่างหม้อ เพื่อเทียมยานน้อย. เว้นท่านแล้วผู้อื่นที่
จะเป็นที่พึ่งของฉันไม่มี ท่านรู้อุปการะที่ฉันทำแก่พระราชาแล้ว ได้
โปรดเถิด ขอท่านจงทำยศของฉันที่เสื่อมไปแล้วไห้กลับคืนมาตามปกติ
เถิด แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 368 (เล่ม 59)

ก็ฉันเมื่อนำพาราชกิจของพระเจ้าทัฬห-
ธรรม ได้คาดลูกศรไว้ที่หน้าอก มีปกติประ-
พฤติความกล้าหาญในการรบ ก็ไม่ยังพระองค์
ให้โปรดปรานได้. พระราชาไม่ทรงทราบความ
เพียรของลูกผู้ชายของฉัน และการสื่อสาร ที่
ฉันทำได้อย่างดีในสงความ เป็นแน่. ฉันนั้น
ไม่มีพวกพ้อง ไม่มีที่พึง จักตายแน่ ๆ มิหนำซ้ำ
พระราชายังได้พระราชทานฉันแก่ช่างหม้อ ให้
เป็นผู้ขนมูลสัตว์โคมัย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วหนฺตี ความว่า เมื่อทำลายการ
นำสาร คือคลังแห่งกำลังในสงคราม ชื่อว่านำพาคือช่วยเหลือราชกิจ
นั้นๆ. บทว่า นุทนฺตี อุรสิ สลฺลํ ความว่า นำดาบหรือหอกที่ผูก
ไว้ที่หน้าอกไปเฉพาะเบื้องบนศัตรูทั้งหลายในเวลารบ. บทว่า วิกฺกนฺต-
จารินี ความว่า ถึงความเป็นผู้กล้าหาญในการรบเป็นปกติด้วยการทำ
ความกล้าหาญ แล้วพิชิตกำลังของฝ่ายปรปักษ์. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่
นาย ถ้าหากฉันทำราชกิจเหล่านี้อยู่ ก็ไม่ยังพระราชหฤทัยของพระเจ้า
ทัฬหธรรมให้ยินดีได้ คือไม่ให้พระองค์พอพระราชหฤทัยแล้วไซร้ บัดนี้
ใครคนอื่นจักยังพระราชหฤทัยของพระองค์ให้ทรงยินดี. บทว่า มม
วิกฺกมโปริสํ ได้แก่ความบากบั่นของบุรุษที่ฉันได้ทำแล้ว บทว่า สุก-

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 369 (เล่ม 59)

ตนฺตานิ ความว่า ทำเรียบร้อยแล้ว. ราชกิจทั้งหลายที่ทำเรียบร้อย
แล้วนั่นแหละ ที่เรียก สุกตนฺตานิ คือทำดีแล้ว ในที่นี้เหมือนงาน
ทั้งหลายนั่นแหละ เขาเรียกว่า กมฺมนฺตานิ คือการงานและเหมือน
ป่านั่นแหละ เขาเรียกว่า วนนฺตานิ. บทว่า ทูตวิปฺปหิตานิ จ
ความว่า การส่งสารที่ฉันผู้ที่เขาผูกหนังสือไว้ที่คอแล้วส่งไปโดยบอกว่า
จงถวายแก่พระราชาชื่อโน้น แล้วก็เดินไปวันเดียวเท่านั้นตั้งร้อยโยชน์.
บทว่า น นูน ราชา ชานาติ ความว่า พระราชานั้นไม่ทรงทราบ
ราชกิจทั้งหลายเหล่านั้นที่ฉันทำถวายพระองค์แน่นอน. บทว่า อปรายินี
ความว่า ไม่มีที่พึ่งที่ระลึก. บทว่า ตทา หิ ได้แก่ ตถา หิ คือจริง
อย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ตถา หิ นี้เหมือนกัน. บทว่า ทินฺนา
ความว่า เพราะฉันเป็นผู้ที่พระราชาพระราชทานแก่ช่างหม้อ ทำให้
เป็นผู้ขนมูลสัตว์แล้ว.
พระโพริสัตว์สดับถ้อยคำของเขาแล้วจึงปลอบใจว่า เจ้าอย่าโศก
เศร้าไปเลย ฉันจักทูลพระราชาแล้วให้พระราชทานยศตามปกติ แล้วเข้า
ไปพระนคร รับประทานอาหารเช้าแล้วไปราชสำนักยกเรื่องขึ้นทูลถาม
ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงมีช้างพังต้นชื่อโอฏฐิพยาธิ มิใช่หรือ ?
เขาผูกหลาวไว้ที่หน้าอกแล้วช่วยสงครามในที่โน้นและในที่โน้น วันโน้น
ถูกผูกหนังสือ คือสารที่คอแล้วส่งไปสื่อสาร ได้เดินทางไปร้อยโยชน์.
ฝ่ายพระองค์ก็ได้พระราชทานยศแก่เขามาก บัดนี้ เขาอยู่ที่ไหน ? พระ-

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 370 (เล่ม 59)

ราชาตรัสตอบว่า เราได้ให้เขาแก่ช้างหม้อ เพื่อเข็นโคมัยแล้ว. ลำดับนั้น
พระโพธิสัตว์จึงทูลพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราช การพระราชทานแก่ช่าง
หม้อ เพื่อให้เทียมล้อ ที่พระองค์ทรงทำแล้วไม่สมควรเลย. แล้วได้
ภาษิตคาถา ๔ คาถา โดยการถวายโอวาทพระราชาว่า :-
คนยังมีหวังอยู่ตราบใด ตราบนั้นก็ยัง
คบหากันอยู่ เมื่อเขาเสื่อมจากประโยชน์ คน
โง่ทั้งหลาย ก็จะทอดทิ้งเขา เหมือนขัตติยราช
ทรงทอดทิ้งช้างพังต้นฉะนั้น. ผู้ใดที่ผู้อื่นทำ
ความดีให้ก่อน สำเร็จประโยชน์ที่ต้องการแล้ว
ย่อมไม่รู้คุณ ประโยชน์ทั้งหลายที่เขาปรารถนา.
แล้วของผู้นั้นจะเสื่อมสลายไป. ส่วนผู้ใด ที่
คนอื่นทำความดีให้แล้ว สำเร็จประโยชน์ที่
ต้องการแล้ว ก็ยังรู้คุณ ประโยชน์ทั้งหลาย
ที่เขาปรารถนาแล้ว ของผู้นั้นจะเพิ่มพูนขึ้น.
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านทั้งหลาย
ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย มีจำนวน
ที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้. ขอท่านทุกคนจงเป็น
ผู้รู้คุณที่ผู้อันทำแล้วแก่ตน ท่านทั้งหลายจัก
สถิตอยู่ในสวรรค์ ตลอดกาลนาน.

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 371 (เล่ม 59)

บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาที่ ๑ มีเนื้อความว่า คนบางตนใน
โลกนี้เป็นชาติแห่งผู้ไม่รู้ คือโง่ก่อน. บทว่า ยาวตาสึสตี ความว่า
ตราบใดเขายังหวังอยู่ว่า คนนี้จักอาจกระทำสิ่งนี้แก่เรา ตราบนั้นเขา
ก็ยังคบหาสมาคมคนคนนั้นอยู่ แต่ในเวลาเขาเสื่อมประโยชน์แล้ว คือ
ในเวลาไม่ถึงความเจริญแล้ว ได้แก่เวลาเสื่อมเสียแล้ว คนโง่บางจำพวก
ก็จะละทิ้งคน ๆ นั้น ผู้ดำรงอยู่แล้วในกิจนานาชนิด เหมือนขัตติยราช-
พระองค์นี้ ทรงละทิ้งช้างพังโอฏฐิพยาธิตัวนี้ ฉะนั้น. บทว่า กตกลฺ-
ยาโณ ความว่า ผู้มีกัลยาณธรรมที่ผู้อื่นทำแล้วแก่ตน. บทว่า กตตฺโถ
ความว่า ผู้สำเร็จกิจแล้ว. บทว่า นาวพุชฺฌติ ความว่า ไม่ระลึกถึง
อุปการะนั้น ที่คนอื่นทำแล้ว ในเวลาเขาแก่แล้ว คือยึดเอายศแม้ที่ตน
ให้แล้วอีกคืน. บทว่า ปลุชฺชนฺติ ความว่า หักสะบั้นไปคือพินาศไป.
ด้วยบทว่า เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา พระโพธิสัตว์แสดงว่า ขึ้นชื่อว่าคน
โง่บางพวกที่ปรารถนาแล้ว จะพินาศทั้งหมด. เพราะว่า ความปรารถนา
นั้นของบุคคลผู้ประทุษร้ายต่อมิตรจะพินาศไป เหมือนพืชที่วางไว้ใกล้
ไฟฉะนั้น. บทว่า กตตฺโถ มนุพุชฺฌติ ท่านรับเอาแล้วด้วยสามารถ
แห่งพยัญชนะสนธิ. บทว่า ตํ โว วทามิ ความว่า เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่านทั้งหลาย. บทว่า ฐสฺสถ ความว่า ท่านทั้งหลาย
เป็นคนกตัญญูจักเสวยทิพยสมบัติสถิตอยู่ในสวรรค์ตลอดกาลนาน.
พระมหาสัตว์ได้ให้โอวาทแก่คนทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระราชาที่
มาประชุมกันแล้ว. พระราชาทรงสดับโอวาทนั้นแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งยศ

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 372 (เล่ม 59)

ให้ช้างพังต้นโอฏฐิพยาธิ ตามปกติ. พระองค์ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของ
พระโพธิสัตว์แล้ว ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ตลอดกาลนานแล้ว
ได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกไว้ว่า ช้างพังต้นชื่อโอฏฐิพยาธิในครั้งนั้น ได้แก่พังภัททวดีในบัดนี้
พระราชา ได้แก่พระอานนท์ ส่วนอำมาตย์ ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาทัฬหธัมมชาดกที่ ๔

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 373 (เล่ม 59)

๕. โสมทัตตชาดก
ว่าด้วยความเศร้าโศกถึงผู้เป็นที่รัก
[๑๐๗๒] โสมทัตตมาตังคะ ซึ่งในวันก่อนมาต้อน
รับเราไกลถึงป่าเป็นเวลานาน เราไม่เห็น ไปที่
ไหนเสียแล้ว.
[๑๐๗๓] นี้เองคือช้างโสมทัตตเชือกนั้น นอนตาย
แล้ว มันนอนตายอยู่เหนือพื้นดิน เหมือน
ยอดเถาย่านทราย ที่ถูกเด็ดทิ้งแล้ว. โสมทัตต
กุญชรได้ตายไปแล้วหนอ.
[๑๐๗๔] เมื่อท่านเป็นอนาคาริก หลุดพ้นไปแล้ว
การที่ท่านโศกเศร้าถึงสัตว์ที่ตายไปแล้ว ไม่
เป็นการดีสำหรับท่านผู้เป็นสมณะ.
[๑๐๗๕] ข้าแต่ท้าวสักกะ ความรักใคร่ย่อมเกิด
ขึ้นแก่ดวงใจของมนุษย์หรือมฤค เพราะการ
อยู่ด้วยกันโดยแท้ อาตมภาพจึงไม่อาจไม่
เศร้าโศกถึงสัตว์ที่เป็นที่รักได้.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 374 (เล่ม 59)

[๑๐๗๖] เหล่าสัตว์ผู้ร้องไห้คร่ำครวญ ก็ร้องไห้
ถึงสัตว์ผู้ตายไปแล้วและจักตาย เพราะฉะนั้น
ท่านฤๅษีท่านอย่าได้ร้องไห้เลย เพราะสัต-
บุรุษทั้งหลายเรียกการร้องไห้ว่าเป็นโมฆะ.
[๑๐๗๗] ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ถ้าคนที่ตายแล้ว
ล่วงลับไปแล้ว จึงกลับฟื้นขึ้นมาไซร้ พวก
เราทุกคน ก็จงมาชุมนุมกันร้องไห้ถึงญาติของ
กันและกันเถิด.
[๑๐๗๘] อาตมภาพถูกไฟ คือความโศกแผดเผา
แล้วหนอ มหาบพิตรทรงช่วยดับความร้อนรน
ทุกอย่างให้หายไป เหมือนเอาน้ำดับไฟที่ไหม้
เปรี้ยงก็ปานกัน มหาบพิตร ได้ทรงถอนลูกศร
คือความโศกอันปักอยู่ที่หัวอกของอาตมาภาพ
ออกไปแล้ว เมื่ออาตมภาพถูกความโศก
ครอบงำ มหาบพิตรได้ทรงบรรเทาความโศก
ถึงบุตรนั้นเสียได้ ข้าแต่ท้าวสักกะ อาตมภาพ
นั้นเป็นผู้มีลูกศรคือความโศก อันมหาบพิตร
ทรงถอนออกแล้ว หายโศกแล้ว ใจก็ไม่ขุ่น

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 375 (เล่ม 59)

มัว ทั้งจะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ต่อไป เพราะ
ได้ฟังเทพดำรัสของมหาบพิตรแล้ว.
จบ โสมทัตตชาดกที่ ๕
อรรถกถาโสมทัตตชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
หลวงตารูปหนึ่ง แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย มํ ปุเร
ปจจุเทติ ดังนี้.
ได้ยินว่า หลวงตานั้นบวชสามเณรรูปหนึ่ง. สามเณรนั้นเป็น
ผู้อุปัฏฐากท่าน ได้มรณภาพ ด้วยโรคชนิดนั้น. เมื่อสามเณรนั้น
มรณภาพหลวงตาเดินร้องไห้คร่ำครวญไปพลาง. ภิกษุทั้งหลายเห็นท่าน
แล้วตั้งเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโส หลวงตารูป
โน้นเดินร้องไห้คร่ำครวญไปพลาง เพราะการมรณภาพของสามเณร
ท่านเห็นจะเว้นจากกรรมฐาน ข้อมรณานุสสติ. พระศาสดาเสด็จมาถึงตรัส
ถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
หรือ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ แล้วได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เมื่อ
สามเณรมรณภาพแล้ว หลวงตานั้นก็ร้องไห้เหมือนกัน. เป็นผู้ที่ภิกษุ

375