พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 286 (เล่ม 59)

๘. อัฏฐิเสนชาดก
ว่าด้วยการขอ
[๑๐๒๑] ข้าแต่ท่านอัฏฐิเสนะ พวกวณิพกทั้งหลาย
ที่โยมไม่รู้จัก พากันมาหาโยมแล้ว ขอสิ่งที่
ต้องการกัน แต่เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงไม่
ขออะไรกะโยม.
[๑๐๒๒] เพราะผู้ขอ ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ให้
ส่วนผู้ให้ เมื่อไม่ให้สิ่งที่เขาขอ ก็ไม่เป็นที่รัก
ของผู้ขอ เพราะฉะนั้นอาตมภาพ จึงไม่ขอ
อะไรกะมหาบพิตร.
[๑๐๒๓] ก็ผู้ใดเลี้ยงชีพด้วยการขอ แต่ไม่ขอสิ่ง
ที่ควรขอในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมขจัดผู้อื่น
จากบุญด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ไม่ได้ด้วย.
[๑๐๒๔] ส่วนผู้ใด เลี้ยงชีพด้วยการขอ ขอสิ่งที่
ควรขอ ทั้งขอในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมให้ผู้
อื่นได้บุญด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วย.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 287 (เล่ม 59)

[๑๐๒๕] ผู้มีปัญญาทั้งหลาย เห็นผู้ขอมาแล้ว ไม่
ขึ้งเคียดเลย. ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์
พระคุณเจ้าเป็นที่รักของโยม พระคุณเจ้าต้อง
ประสงค์อะไรที่ควรบอก ขอพระคุณเจ้าจงบอก.
[๑๐๒๖] ผู้มีปัญญาทั้งหลายจะไม่ออกปากขอเลย
ธีรชนควรรู้ไว้ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ยืน
เจาะจงอยู่ที่ใด นั่นคือการขอของพระอริยเจ้า
ทั้งหลาย.
[๑๐๒๗] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ โยมขอถวายโคนม
สีแดงพันตัวพร้อมกับโคตัวผู้แก่พระคุณเจ้า
เพราะผู้มีอาจาระอันประเสริฐ ได้ฟังคาถาที่
ประกอบด้วยธรรมของท่านแล้ว เหตุไฉนจะ
ไม่ถวายทานแก่ท่านผู้มีอาจาระอันประเสริฐ.
จบ อัฏฐิเสนชาดกที่ ๘
อรรถกถาอัฏฐิเสนชาดกที่ ๘
พระศาสดาทรงอาศัยเมืองอาฬาวี เสด็จประทับอยู่ ณ อัคคาฬว-
เจดีย์ ทรงปรารภกุฏิการสิกขาบท จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เย

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 288 (เล่ม 59)

เม อหํ น ชานามิ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันเป็นเช่นกับที่กล่าวมาแล้วใน
มณิกัณฐกชาดก ในหนหลังนั่นเอง.
ก็พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ในสมัยก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น บัณฑิต
สมัยก่อน ได้บรรพชาในพาหิรกลัทธิ แม้พระราชาทรงปวารณาแล้ว
ก็ไม่ทูลขออะไร โดยคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการขอของรัก ย่อมไม่เป็นที่รัก
ไม่เป็นที่พอใจของชนเหล่าอื่น ดังนี้แล้ว ได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา
สาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้อุบัติในกระกูลพราหมณ์ในนิคมหนึ่ง. พวก
ญาติได้ตั้งชื่อท่านว่า อัฏฐิเสนกุมาร. ท่านเจริญวัยแล้ว ได้เล่าเรียนศิลปะ
ทุกอย่าง ในเมืองตักกศิลา ต่อมาเห็นโทษในกามทั้งหลาย แล้วได้ออก
จากฆราวาสบวชเป็นฤาษี ให้ฌานสมาบัติ และอภิญญาสมาบัติ เกิดขึ้น
แล้วอยู่ที่ถิ่นหิมพานต์เป็นเวลานาน ดำเนินไปสู่วิถีทางของมนุษย์ เพื่อ
ต้องการลิ้มรสเค็มและรสเปรี้ยว ถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ พักอยู่ที่
พระราชอุทยาน รุ่งเช้าได้เที่ยวไปภิกขาจารถึงพระลานหลวง. พระราชา
ทรงเลื่อมใสในอาจาระและวิหารธรรมของท่าน จึงให้ราชบุรุษเรียก
นิมนต์ท่านมา ให้นั่งที่พื้นปราสาท แล้วให้ฉันโภชนะอย่างดี ทรง
สดับอนุโมทนากถา ในเวลาฉันเสร็จแล้ว ทรงเลื่อมใส จึงทรงรับ

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 289 (เล่ม 59)

ปฏิญญา ให้พระมหาสัตว์พักอยู่ที่พระราชอุทยาน และได้เสด็จไปอุปัฏฐาก
วันละ ๒, ๓ ครั้ง. วันหนึ่งพระองค์ทรงเลื่อมใสในธรรมกถา จึงทรง
ปวารณาว่า พระคุณเจ้าต้องการสิ่งใด ตั้งต้นแต่ราชสมบัติ ขอพระคุณ-
เจ้าจงบอกสิ่งนั้นเถิด. พระโพธิสัตว์ไม่ถวายพระพรว่า ขอพระองค์จง
พระราชทานสิ่งนี้แก่อาตมภาพ ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้แก่
อาตมภาพ. ผู้ขอเหล่าอื่น จะทูลขอสิ่งที่ตนปรารถนาต้องการว่า ขอ
พระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้. พระ-
ราชาจะพระราชทานไม่ทรงขัดข้อง. อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงดำริว่า
ยาจกและวณิพกเหล่าอื่น ขอกะเราว่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้
และสิ่งนี้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะนี้ ตั้งแต่เรา
ปวารณามาแล้วไม่ขออะไรเลย ก็พระคุณเจ้านี้เป็นผู้มีปัญญาจริงเป็นผู้
ฉลาดในอุบาย เราจักเรียนถามท่าน. อยู่วันหนึ่ง พระองค์เสวยพระ-
กระยาหารเช้าแล้วได้เสด็จไปอุปัฏฐากฤาษี ทรงไหว้แล้ว ประทับนั่ง ณ
ที่สมควรข้างหนึ่ง เมื่อจะตรัสถามถึงเหตุแห่งการขอของยาจกเหล่าอื่น
และเหตุแห่งการไม่ขอของท่านจึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่ท่านอัฏฐิเสนะ พวกวณิพกทั้งหลาย
ที่โยมไม่รู้จัก พากันมาหาโยมแล้ว ขอสิ่งที่
ต้องการกัน แต่เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงไม่
ขออะไรกะโยม.

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 290 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินิพฺพเก ได้แก่ผู้ขอ. บทว่า
สงฺคมฺม ความว่า พากันมาหา. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิ-
เสนะ วณิพกเหล่านี้ใด ข้าพเจ้าไม่รู้จักแม้ว่า คนเหล่านี้ชื่อนี้ โดยชื่อ
โคตรตระกูลและประเทศ วณิพกเหล่านั้นพากันมาหา แล้วขอสิ่งที่ตน
ต้องการ แต่เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงไม่ขออะไรกะโยม.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า.
เพราะผู้ขอ ย่อมไม่เป็นที่รัดของผู้ให้
ส่วนผู้ให้ เมื่อไม่ให้สิ่งที่เขาขอ ก็ไม่เป็นที่รัก
ของผู้ขอ เพราะฉะนั้นอาตมภาพ จึงไม่ขอ
อะไรกะมหาบพิตร ขอความบาดหมางใจอย่า
ได้มีแก่อาตมภาพเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจโก อปฺปิโย โหติ ความว่า
ขอถวายพระพรมหาบพิตร ก็บุคคลผู้ที่ขอว่า ขอจงให้สิ่งนี้แก่ข้าพเจ้า
ขอจงให้สิ่งนี้แก่ข้าพเจ้า ย่อมไม่เป็นที่รัก. ไม่เป็นที่พอใจ ของมารดา
บิดาบ้าง ขอมิตรและอำมาตย์เป็นต้นบ้าง ความที่เขาไม่เป็นที่รักนั้น
ควรแสดงโดยมณิกัณฐกชาดก. บทว่า ยาจํ ได้แก่สิ่งของที่เขาขอ. มี
คำอธิบายว่า ฝ่ายบุคคลผู้ไม่ให้นับแต่มารดาบิดาเป็นต้นไป ซึ่งไม่ให้
สิ่งของที่เขาขอ ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ขอ. บทว่า ตสฺมา ความว่า

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 291 (เล่ม 59)

เพราะเหตุที่ผู้ขอก็ไม่เป็นที่รักของผู้ให้ ทั้งผู้ให้ เมื่อไม่ให้สิ่งของที่เขา
ขอ ก็ไม่เป็นที่รักของผู้ขอ ฉะนั้น อาตมาภาพจึงไม่ขออะไร กะมหา-
บพิตร. ได้ว่า มา เม วิทฺเทสนา อหุ ความว่า ถ้าหากอาตมภาพ
จะพึงขอพระราชทานทีเดียวไซร้ มหาบพิตรก็คงพระราชทานสิ่งนั้น
แต่อาตมภาพคงเป็นที่บาดหมางพระทัยของมหาบพิตร ความบาดหมาง
ใจที่เกิดขึ้นจากสำนักมหาบพิตรนั้นก็จะมีแก่อาตมภาพ ถ้าแม้นว่ามหา-
บพิตรจะไม่พึงพระราชทานไซร้ มหาบพิตรก็คงเป็นที่บาดหมางใจของ
อาตมภาพ และอาตมภาพก็จะมีความบาดหมางใจในมหาบพิตร เมื่อเป็น
เช่นนั้น อาตมภาพอย่าได้มีความบาดหมางใจแม้ในที่ทุกแห่ง คือไมตรี
ระหว่างมหาบพิตรกับอาตมภาพทั้ง ๒ อย่าได้แตกกันเลย อาตมภาพ
เมื่อเล็งเห็นประโยชน์นี้ จึงไม่ขออะไรกะมหาบพิตร.
ลำดับนั้น พระราชาครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงได้ตรัสคาถา
๓ คาถาว่า :-
ก็ผู้ใดเลี้ยงชีพด้วยการขอ แต่ไม่ขอสิ่ง
ที่ควรขอในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมขจัดผู้อื่น
จากบุญด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ไม่ได้ด้วย.
ส่วนผู้ใด เลี้ยงชีพด้วยการขอ ขอสิ่งที่ควรขอ
ทั้งในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมให้ผู้อื่นได้บุญ
ด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วย. ผู้มี

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 292 (เล่ม 59)

ปัญญาทั้งหลาย เห็นผู้ขอมาแล้ว ไม่ขึ้งเคียด
เลย. ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ พระ-
คุณเจ้าเป็นที่รักของโยม พระคุณเจ้าต้องประ-
สงค์อะไร ที่ควรบอกขอพระคุณเจ้าจงบอก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจนชีวาโน ได้แก่ผู้มีชีวิตอยู่ด้วย
การขอ. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ ก็เป็น ยาจนชีวาโน นี้เหมือนกัน. มีคำ
อธิบายว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ ผู้ใดประพฤติดำรงชีพด้วยการขอ
จะเป็นสมณะก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม ขออะไร ๆ ที่ควรขอในเวลา
ที่สมควรก็หาไม่ ผู้นั้นย่อมขจัดผู้อื่นที่เป็นผู้ให้ คือยังเขาให้เสื่อมไป
จากบุญด้วย ทั้งตนเองก็มีชีวิตอยู่ไม่เป็นสุขด้วย. บทว่า ปุญฺญํ
ลเภติ ความว่า. แต่เมื่อขอสิ่งที่ควรขอในเวลาที่ควรขอ ยังผู้อื่นให้
ได้บุญด้วย ทั้งตนเองก็มีชีวิตอยู่เป็นสุขด้วย ด้วยบทว่า น เว ทุสฺสนฺติ
พระราชาทรงแสดงว่า พระคุณเจ้ากล่าวคำใดว่า ขอความบาดหมางใจ
อย่าได้มีแก่อาตมภาพเลย เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงกล่าวคำนั้น ? เพราะ
ว่า ผู้มีปัญญาทั้งหลาย คือเหล่าบัณฑิตผู้รู้ทั้งทานและผลของทาน เห็น
ยาจกผู้มาแล้ว ไม่ขึ้งเคียด คือไม่โกรธ แต่เป็นผู้บันเทิงใจโดยแท้. ม
อักษรในคำว่า ยาจกมาคเต ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจพยัญชนสนธิ.
ความหมายก็คือ ยาจเก อาคเต ยาจกผู้มาแล้ว. บทว่า พฺรหฺมจารี
ปิโย เมสิ ความว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ ผู้ประพฤติ

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 293 (เล่ม 59)

บริสุทธิ์ ผู้มีปัญญามาก พระคุณเจ้า เป็นที่รักของอาตมภาพเหลือเกิน
เพราะฉะนั้น ขอให้พระคุณเจ้าบอก คือขอพรทีเดียวกะโยม. บทว่า
ภญฺญิตมิจฺฉสิ ความว่า พระคุณเจ้าต้องประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ควร
พูดขอ โยมจะถวายทุกอย่างทีเดียว แม้แต่ราชสมบัติ.
พระราชาทรงปวารณาแม้ด้วยราชสมบัติอย่างนี้ พระโพธิสัตว์
ก็ไม่ทูลขออะไร ๆ เลย.
ก็เมื่อพระราชาตรัสถามถึงอัธยาศัยของตนอย่างนี้แล้ว ฝ่ายพระ-
มหาสัตว์ เมื่อจะแสดงปฏิปทาของนักบวชถวายว่า ขอถวายพระพร
บพิตรมหาราช ขึ้นชื่อว่าการขอนี้ เป็นของที่พวกคฤหัสผู้บริโภคกาม
ประพฤติมาชินแล้ว ไม่ใช่พวกบรรพชิต ส่วนบรรพชิต ตั้งแต่เวลาบวช
แล้ว ควรเป็นผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ด้วยการสังวรด้วยทวารทั้ง ๓ เพื่อแสดง
ถึงบรรพชิตปฏิบัติ จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ถวายว่า :-
ผู้มีปัญญาทั้งหลายจะไม่ออกปากขอเลย
ธีรชนควรรู้ไว้ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ยืน
เจาะจงอยู่ที่ใด นั่นคือการขอของพระอริยเจ้า
ทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สปฺปญฺญา เป็นต้น ความว่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พุทธสาวกทั้งหลายก็ดี พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 294 (เล่ม 59)

ผู้บวชเป็นฤาษี ปฏิบัติเพื่อโพธิญาณก็ดี แม้ทั้งหมดชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญา
ด้วย เป็นผู้มีศีลด้วย ท่านเหล่านั้น เป็นผู้มีปัญญา เห็นปานนี้ จะ
ไม่ขอว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้สิ่งนี้และสิ่งนี้ แก่อาตมภาพทั้งหลาย.
บทว่า ธีโร เวทิตุมรหติ ความว่า ส่วนธีรชน คือบัณฑิตผู้อุปัฏฐาก
ควรรู้ คือทราบความต้องการทุกอย่างของท่านเอาเองทั้งในเวลาอาพาธ
และในเวลาไม่อาพาธ. บทว่า อุทฺทิสฺส อริยา ติฏฺฐนฺติ ความว่า
ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีความต้องการสิ่งใด จะไม่เปล่งวาจาขอ แต่
จะยืนอยู่เฉพาะ ณ ที่นั้น ด้วยภิกขาจารวัตรอย่างเดียวเท่านั้น คือไม่
ให้องค์คือกายและองค์คือวาจาไหว เพราะว่า เพื่อแสดงกายวิกาล ทำ
เครื่องหมายให้รู้ ก็ชื่อว่า ให้องค์คือกายไหว เมื่อทำการเปล่งวาจา
ก็ชื่อว่า ให้องค์คือวาจาไหว พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
จะไม่ทำทั้ง ๒ อย่างนั้นยืนอยู่เฉย ๆ. บทว่า เอสา อริยาน ยาจนา
ความว่า การไม่ให้องค์คือวาจาไหว ยืนอยู่เพื่อภิกษานี้ ชื่อว่า เป็นการ
ขอของพระอริยเจ้าทั้งหลาย.
พระราชาทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว เมื่อตรัสว่า ข้าแต่
พระคุณเจ้า ถ้าหากว่า อุปัฏฐากผู้มีปัญญา รู้ด้วยตนเองแล้วไซร้ ก็จะ
ถวายสิ่งที่ควรถวายแก่กุลบุตร ฝ่ายโยมก็จะถวายสิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ท่าน
ทั้งหลาย ดังนี้ จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า :-

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 295 (เล่ม 59)

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ โยมขอถวายโคนม
สีแดงพันตัวพร้อมกับโคตัวผู้แก่พระคุณเจ้า
เพราะผู้มีอาจาระอันประเสริฐ ได้ฟังคาถาที่
ประกอบด้วยธรรมของท่านแล้ว เหตุไฉนจะ
ไม่ถวายทานแก่ท่านผู้มีอาจาระอันประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โรหินีนํ ความว่า มีสีแดง. บทว่า
ควํ สหสฺสํ ความว่า โยมจะถวายโคชนิดนี้พันตัวแด่พระคุณเจ้า
เพื่อประโยชน์แก่การดื่มรสนมสดและนมเปรี้ยวเป็นต้น ขอพระคุณเจ้า
จงรับโคนั้นของโยม. บทว่า อริโย ได้แก่ผู้มีอาจาระประเสริฐ. บทว่า
อริยสฺส ความว่า แก่ท่านผู้มีอาจาระประเสริฐ. บทว่า กถํ น ทชฺชา
ความว่า เหตุไร จึงจะไม่ถวาย.
เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว พระโพธิสัตว์ ก็ทูลปฏิเสธว่า
มหาบพิตร ธรรมดาบรรพชิต ไม่มีความกังวลอะไร อาตมา-
ภาพไม่มีความต้องการด้วยแม่โคทั้งหลาย. พระราชาทรงดำรงอยู่แล้ว
ในโอวาทของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ได้เป็นผู้
มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ฝ่ายพระโพธิสัตว์มีฌานไม่เสื่อมเกิดขึ้น
แล้วในพรหมโลก.

295