พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 276 (เล่ม 59)

พระมหาสัตว์ก็ได้รู้ด้วยญาณ คือความเป็นผู้ฉลาดในอุบายนั่นเอง
เหมือนเห็นด้วยทิพพจักขุ. เมื่อเป็นเช่นนี้ พระมหาสัตว์กำหนดด้วยญาณ
คือความเป็นผู้ฉลาดในอุบายนั่นเอง เหมือนคนยืนดูงูที่กำลังเลื้อยเข้า
ไปในไถ้ ท่ามกลางบริษัทที่มีพระราชา เมื่อจะแก้ปัญหาของพราหมณ์
จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
เราคิดค้นหาเหตุหลายอย่าง บรรดาเหตุ
เหล่านี้ เหตุที่เราจะบอกนั่นแหละเป็นของจริง
พราหมณ์ เราเข้าใจว่า งูเห่าหม้อตัวหนึ่ง
ได้เลื้อยเข้าไปอยู่ในไถ้ข้าวตูของท่านผู้ไม่รู้สึก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูนิ ฐานานิ ได้แก่เหตุหลาย
อย่าง บทว่า วิจินฺตยิตฺวา ความว่า เป็นเสมือนบรรลุปฏิเวธ ด้วย
สามารถแห่งการคิดทะลุปรุโปร่ง. บทว่า ยเมตฺถ วกฺขามิ ความว่า
บรรดาเหตุเหล่านั้น เราจะบอกเหตุอันใดอย่างหนึ่งแก่ท่าน. ด้วยบทว่า
ตเทว สจฺจํ พระมหาสัตว์แสดงว่า เหตุนั้นนั่นแหละเป็นเรื่องแท้
คือจักเป็นเช่นกับเรื่องที่เห็นด้วยทิพพจักขุ. แล้วจึงบอก. บทว่า มญฺญามิ
ความว่า กำหนด. บทว่า สตฺตุภสฺตํ ได้แก่ ไถ้ข้าวตู. บทว่า อชานโต
ความว่า เราเข้าใจว่า เมื่อท่านไม่รู้อยู่นั่นแหละ งูเห่าหม้อตัวหนึ่ง
เข้าไปแล้ว.

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 277 (เล่ม 59)

ก็แหละพระมหาสัตว์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงถามว่า พราหมณ์
มีไหมข้าวตูในไถ้ของท่านนั้น ?
พ. มี ท่านบัณฑิต
ม. วันนี้ เวลาอาหารเช้า ท่านนั่งกินข้าวตูละสิ ?
พ. ใช่ ท่านบัณฑิต
ม. นั่ง ที่ไหนล่ะ ?
พ. ที่ควงไม้ ในป่า
ม. ท่านกินข้าวตูแล้ว เมื่อไปดื่มน้ำ ไม่ได้ผูกปากไถ้ล่ะสิ ?
พ. ไม่ได้ผูก ท่านบัณฑิต
ม. ท่านดื่มน้ำแล้วมา ไม่ได้ตรวจดูได้ผูกเลยสิ ?
พ. ไม่ได้ดู ผูกเลย ท่านบัณฑิต
ม. พราหมณ์ เราเข้าใจว่า ในเวลาท่านไปดื่มน้ำ งูเข้าไป
ในไถ้แล้ว เพราะได้กลิ่นข้าวตูของท่าน ผู้ไม่รู้ตัวเลย. ท่านได้มาที่นี้
อย่างนี้แล้ว เพราะฉะนั้น ให้ยกไถ้ลงวางไว้ท่ามกลางบริษัท แก้ปาก
ไถ้ออก แล้วเลี่ยงไปยืนอยู่ห่างพอควร ถือไม้ท่อนหนึ่งเคาะไถ้ก่อน
ต่อจากนั้น ก็จักเห็นงูเห่าหม้อ แผ่แม่เบี้ย เห่าฟ่อ ๆ เลื้อยออกมา
แล้วหายสงสัย ดังนี้ แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า:-

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 278 (เล่ม 59)

ท่านจงเอาท่อนไม้เคาะไถ้ดูเถิด จะเห็น
งูมีลิ้น ๒ แฉก พ่นพิษเลื้อยออกมา ท่านจะ
สิ้นความเคลือบแคลงสงสัย ในวันนี้แหละ
ท่านจงแก้ไถ้เถิด ท่านจะเห็นงู.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริสุมฺภ ความว่า จงเคาะ. บทว่า
ปสฺเสลมูคํ ความว่า ท่านจะเห็นงูมีลิ้น ๒ แฉก พ่นพิษทางปากที่มี
น้ำลายไหลออกมา. บทว่า ฉินฺทชฺช กงฺขํ วิจิกิจฺฉิตานิ ความว่า
วันนี้ท่านจะตัดความเคลือบแคลงและความสงสัยที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ว่า ใน
ไถ้มีงูหรือไม่มีหนอ เชื่อเราเถิด เพราะคำพยากรณ์ของเราไม่ผิดพลาด
ท่านจะเห็นงูเลื้อยออกมาเดี๋ยวนี้แหละ จงแก้ไถ้เถิด.
พราหมณ์ได้ฟังคำของพระมหาสัตว์ แล้วสลดใจถึงความกลัว
ได้ทำตามนั้น. ฝ่ายงูพอถูกไม้เคาะขนดก็เลื้อยออกจากปากไถ้ เห็นผู้คน
มากมาย จึงได้หยุดอยู่.
พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๕
ว่า :-
พราหมณ์นั้นสลดใจ ทิ้งไถ้ข้าวตูลง
ท่ามกลางบริษัท ลำดับนั้น งูพิษที่มีพิษร้าย
ได้แผ่แม่เบี้ยเลื้อยออกมา.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 279 (เล่ม 59)

ในเวลางูแผ่แม่เบี้ยออกมา คำพยากรณ์ของพระมหาสัตว์ได้เป็น
เหมือนคำพยากรณ์ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า. มหาชนพากันชูผ้าขึ้น
เป็นจำนวนพัน. ยกนิ้วขึ้นดีดหมุนไปรอบ ๆ เป็นพัน ๆ ครั้ง. ฝนแก้ว
๗ ประการตกลงมา เหมือนลูกเห็บตก. สาธุการก็เป็นไปเป็นจำนวน
พัน ๆ. เสียงดังปานประหนึ่งมหาปฐพีจะถล่มทะลาย. ก็ธรรมดาการแก้
ปัญหาแบบนี้ด้วยพุทธลีลานี้ ไม่ใช่เป็นพลังของชาติ ไม่ใช่เป็นพลัง
ของโคตร ของตระกูล ของประเทศ ของยศและของทรัพย์ทั้งหลาย
แต่เป็นพลังของอะไรหรือ เป็นพลังของปัญญา. ด้วยว่าบุคคลผู้มีปัญญา
เจริญวิปัสสนา แล้วจะเปิดประตูอริยมรรคเข้าอมตมหานิพพานได้ ทะลุ
ทะลวงสาวกบารมีบ้าง ปัจเจกโพธิญาณบ้าง สัมมาสัมโพธิญาณบ้าง.
เพราะว่าบรรดาธรรมทั้งหลายที่จะให้บรรลุอมตมหานิพพาน ปัญญา
เท่านั้นประเสริฐที่สุด ธรรมทั้งหลายที่เหลือเป็นเพียงบริวารของปัญญา.
เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสไว้ว่า :-
ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาแล
ประเสริฐที่สุด เหมือนดวงจันทร์ประเสริฐกว่า
ดวงดาวทั้งหลาย ฉะนั้น ศีลก็ดี แม้สิริก็ดี
ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายก็ดี เป็นสิ่งคล้อย
ตามผู้มีปัญญา.

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 280 (เล่ม 59)

ก็แล เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวแก้ปัญหาอย่างนี้ แล้วหมองูคนหนึ่ง
ก็ใส่กุญแจปากงู แล้วก็จับงูไปปล่อยในป่า. พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระราชา
ให้พระองค์ทรงมีชัย แล้วประคองอัญชลี เมื่อจะสดุดีพระราชา จึงกล่าว
คาถากึ่งคาถาว่า.
เป็นการได้ลาภที่ดีของพระเจ้าชนก ที่
ทรงเห็นเสนกบัณฑิตผู้มีปัญญาดี.
คาถานั้นมีอรรถอธิบายว่า พระชนกพระองค์ใดทรงลืมพระนคร
แล้วได้ทรงเห็นเสนกบัณฑิตผู้มีปัญญาดี คือมีปัญญาสูงสุด ด้วยพระเนตร
ที่น่ารักทุกขณะที่ทรงปรารถนาจะเห็น การได้ทอดพระเนตรเห็นทุก
ขณะที่ทรงพระประสงค์เหล่านั้น ของพระเจ้าชนกนั้น เป็นลาภที่
พระองศ์ทรงได้แล้วดีจริง ๆ คือบรรดาลาภทั้งหมดที่พระเจ้าชนกนั้นทรง
ได้แล้ว ลาภเหล่านั้นเท่านั้น. ชื่อว่าเป็นลาภที่ทรงได้มาดีแล้ว.
ก็แหละ ครั้นถวายสดุดีพระราชา แล้วพราหมณ์ได้หยิบเอาเงิน
๗๐๐ กหาปณะออกมาจากไถ้ ประสงค์จะสดุดีพระมหาสัตว์ให้ความชื่น-
ชม จึงกล่าวคาถา ๑ กับครั้งคาถาว่า :-
ท่านเป็นผู้เปิดเครื่องปิดบังออกได้หรือ
อย่างไร จึงเห็นของทุกอย่าง ข้าแต่ท่าน
พราหมณ์ ญาณของท่านเป็นญาณที่น่าพิศวงนัก

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 281 (เล่ม 59)

ทรัพย์เหล่านี้ของข้าพเจ้ามีอยู่ ๗๐๐ กหาปณะ
ขอท่านจงรับเอาทั้งหมดเถิด ข้าพเจ้าขอมอบ
ให้ท่าน เพราะว่า วันนี้ข้าพเจ้าได้ชีวิตไว้ เพราะ
ท่าน อีกโสดหนึ่ง ท่านก็ได้ทำความสวัสดี
ให้แก่ภรรยาของข้าพเจ้าด้วย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวฏฺฏจฺฉโท นุ สิ สพฺพทสฺสี
ความว่า พราหมณ์ถามด้วยอำนาจการสดุดีว่า ท่านเป็นสัพพัญญูพุทธ-
เจ้าผู้ทรงเปิดเครื่องปกปิดในอาการของธรรมทุกอย่าง คือทรงเป็นผู้มี
ธรรมที่ควรรู้ อันเปิดเผยแล้วหรืออย่างไร บทว่า ญาณํ นุ เต
พฺราหมฺมณ ภึสรูปํ ความว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เมื่อท่านเป็นผู้รู้
ทุกสิ่ง ญาณของท่านเป็นญาณที่พิลึกเหลือเกิน คือมีกำลังเหมือน
สัพพัญญุตญาณ. บทว่า ตยา หิ เม ความว่า วันนี้ข้าพเจ้าได้ชีวิต
มา เพราะท่านให้. บทว่า อโถปิ ภริยายมกาสิ โสตฺถึ ความว่า
อีกโสดหนึ่ง ท่านเองก็ได้ทำความสวัสดีแก่ภรรยาของผม. พราหมณ์
นั้น ครั้นพูดอย่างนี้แล้ว ก็อ้อนวอนพระโพธิสัตว์แล้วอ้อนวอนอีกว่า
ถ้าหากมีทรัพย์แสนหนึ่งไซร้ ข้าพเจ้าก็ต้องให้ทีเดียว. แต่ทรัพย์ของ
ข้าพเจ้ามีเพียงเท่านี้เท่านั้น ขอท่านจงรับทรัพย์ ๗๐๐ กหาปณะเหล่านี้
เถิด.

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 282 (เล่ม 59)

พระโพธิสัตว์ ครั้นได้ยินคำนั้น แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
บัณฑิตทั้งหลายจะไม่รับค่าจ้าง เพราะ
คาถาทั้งหลายที่ไพเราะที่ตนกล่าวดีแล้ว ดูก่อน
พราหมณ์ ท่านจงให้ทรัพย์ของท่านได้แต่
เพียงนี้ วางใกล้เท้า แล้วจงรับเอาไปยังที่อยู่
ของตนเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวตฺตนํ ได้แก่ สินจ้าง. อีก
อย่างหนึ่ง ปาฐะก็เป็น เวตนํ นี้เหมือนกัน. บทว่า อิโตปิ เต พฺราหฺมณ
ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงให้ทรัพย์ของท่านแต่แทบเท้าของเรา.
บทว่า วิตฺตํ อาทาย ตฺวํ คจฺฉ มีเนื้อความว่า ท่านจงถือเอาทรัพย์
จำนวนอื่นอีก ๓๐๐ กหาปณะจากทรัพย์จำนวน ๗๐๐ นี้ รวมเป็น
๑,๐๐๐ กหาปณะ แล้วไปที่อยู่ของตนเถิด.
ก็แหละ พระมหาสัตว์ครั้นพูดอย่างนี้ แล้วก็ให้กหาปณะแก่
พราหมณ์เต็มพันแล้วถามว่า พราหมณ์ ใครส่งท่านมาหาขอทรัพย์ ?
พ. ภรรยาของผม ท่านบัณฑิต.
ม. ก็ภรรยาของท่าน แก่หรือสาว ?
พ. สาว ท่านบัณฑิต.
ม. ถ้าอย่างนั้น เขาคงประพฤติอนาจารกับชายอื่น จึงส่งท่าน

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 283 (เล่ม 59)

ไป ด้วยหมายใจว่า จักได้ประพฤติอนาจารปลอดภัย พระมหาสัตว์
บอกว่า ถ้าหากท่านนำกหาปณะเหล่านี้ไปถึงเรือนแล้วไซร้ นางจักให้
กหาปณะที่ท่านได้มาด้วยความลำบากแก่ชู้ของตน. เพราะฉะนั้น ท่าน
อย่าตรงไปบ้านทีเดียว ควรเก็บกหาปณะไว้ที่ควงไม้หรือที่ใดที่หนึ่งนอก
บ้าน แล้วจึงเข้าไป ดังนี้ แล้วจึงส่งเขาไป. พราหมณ์นั้นไปใกล้บ้าน
แล้วเก็บกหาปณะไว้ใต้ควงไม้ต้นหนึ่ง แล้วจึงได้ไปบ้านในเวลาเย็น.
ขณะนั้น ภรรยาของเขาได้นั่งอยู่กับชายชู้. พราหมณ์ยืนที่ประตู แล้ว
กล่าวว่า น้องนาง. นางจำเสียงเขาได้จึงดับไฟปิดประตู เมื่อพราหมณ์
เข้าข้างใน แล้วจึงนำชู้ออกไป ให้ยืนอยู่ริมประตู แล้วก็เข้าบ้าน ไม่
เห็นอะไรในไถ้ จึงถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านไปเที่ยวขอได้อะไรมา.
พ. ได้กหาปณะพันหนึ่ง.
ภ. เก็บไว้ที่ไหน ?
พ. เก็บไว้ที่โน้น พรุ่งนี้เช้าจึงจักเอามา อย่าคิดเลย.
นางไปบอกชายชู้. เขาจึงออกไปหยิบเอาเหมือนของที่ตนเก็บไว้
เอง. ในวันรุ่งขึ้นพราหมณ์ไปแล้วไม่เห็นกหาปณะ จึงไปหาพระโพธิ-
สัตว์ เมื่อถูกถามว่า เรื่องอะไร พราหมณ์ ? จึงบอกว่า ข้าพเจ้าไม่เห็น
กหาปณะ ท่านบัณฑิต.
ม. ก็ท่านบอกภรรยาของท่านละสิ.
พ. ถูกแล้ว ท่านบัณฑิต.

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 284 (เล่ม 59)

พระมหาสัตว์ก็รู้ว่า นางนั้นบอกชายชู้จึงถามว่า ดูก่อนพราหมณ์
ก็ภรรยาของท่าน มีพราหมณ์ประจำตระกูลไหม ?
พ. มี ท่านบัณฑิต.
ม. ฝ่ายท่านล่ะ มีไหม.
พ. มี ท่านบัณฑิต.
จึงพระมหาสัตว์ได้ให้พราหมณ์ถวายเสบียงอาหารแก่พราหมณ์
ประจำตระกูลนั้น เป็นเวลา ๗ วัน แล้วบอกว่า ไปเถิดท่าน วันแรก
จงเชื้อเชิญพราหมณ์มารับประทาน ๑๔ คน คือ ฝ่ายท่าน ๗ คน
ฝ่ายภรรยา ๗ คน ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นเป็นต้นไป ให้ลดลงวันละ ๑ คน
ในวันที่ ๗ จึงเชื้อเชิญ ๒ คน คือ ฝ่ายท่าน ๑ คน ฝ่ายภรรยาของ
ท่าน ๑ คน จงรู้ไว้ จำไว้ว่า พราหมณ์คนที่ภรรยาของท่าน เชื้อเชิญ
มาตลอด ๗ วัน มาเป็นประจำ แล้วบอกข้าพเจ้า. พราหมณ์ทำตามนั้น
แล้วจึงบอกแก่พระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านบัณฑิต ข้าพเจ้ากำหนด
พราหมณ์ผู้มารับประทานเป็นนิจไว้แล้ว. พระโพธิสัตว์ส่งบุรุษไปกับ
พราหมณ์นั้น ให้นำพราหมณ์คนนั้นมา แล้วถามว่า ท่านเอากหาปณะ
พันหนึ่งที่เป็นของพราหมณ์คนนี้ไปจากควงไม้ต้นโน้นหรือ ? พราหมณ์
คนนั้นปฏิเสธว่า ผมไม่ได้เอาไป ท่านบัณฑิต. พระโพธิสัตว์บอกว่า
ท่านไม่รู้จักว่าเราเป็นเสนกบัณฑิต. เราจักให้ท่านนำกหาปณะมาคืน.
เขากลัว จึงรับว่า ผมเอาไป.

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 285 (เล่ม 59)

ม. ท่านเอาไปเก็บไว้ที่ไหน.
พ. เก็บไว้ ณ ที่นั้นนั่นเอง ท่านบัณฑิต.
พระโพธิสัตว์ จึงถามพราหมณ์ผู้เป็นสามีว่า พราหมณ์ หญิง
คนนั้นนั่นเอง เป็นภรรยาของท่านหรือ ? หรือจักรับเอาคนอื่น
พ. เขานั่นแหละเป็นของผม ท่านบัณฑิต.
พระโพธิสัตว์ส่งคนไป ให้นำกหาปณะของพราหมณ์และนาง
พราหมณีมา แล้วบังคับให้รับกหาปณะจากมือของพราหมณ์ผู้เป็นโจรแก่
พราหมณ์ ให้ลงพระราชอาชญาแก่พราหมณ์ผู้เป็นโจร เนรเทศออก
จากพระนครไป และให้ลงพระราชอาชญาแก่พราหมณี ให้ยศใหญ่
แก่พราหมณ์ แล้วให้อยู่ในสำนักของตนนั่นเอง.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประกาศ
สัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม คน
จำนวนมากได้ทำให้แจ้ง ซึ่งโสดาปัตติผล. พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้แก่
พระอานนท์ ในบัดนี้ รุกขเทวดา ได้แก่ พระสารีบุตร บริษัท ได้แก่
พุทธบริษัท ส่วนเสนกบัณฑิต ได้แก่ เราตถาคตฉะนี้แล
จบ อรรถกถาเสนกชาดกที่ ๗

285