พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 246 (เล่ม 59)

เกิดแพ้ท้องแล้วฉันอยากกินเนื้อที่ยังมีเลือดสด ๆ อยู่. สุนัขจิ้งจอกตัวผู้
บอกว่า น้องอย่าท้อใจ พี่จักนำมาให้น้องให้ได้ จึงเดินไปริมฝั่งน้ำ
ถูกเถาวัลย์คล้องขา จึงได้เดินไปตามฝั่งนั่นเอง. ขณะนั้น นาก ๒ ตัว
คือตัวหนึ่งเที่ยวหากินน้ำลึกเป็นปกติ ส่วนตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามฝั่งเป็น
ปกติ กำลังเสาะแสวงหาปลา ได้หยุดยืนอยู่ที่ตลิ่ง. บรรดานาก ๒
ตัวนั้น ตัวเที่ยวหากินน้ำลึก เห็นปลาตะเพียนแดงตัวใหญ่ จึงดำน้ำไป
โดยเร็วคาบทางปลาไว้ได้. แต่ปลาแรงมากฉุดนากไป. นากตัวที่เที่ยว
หากินน้ำลึกจึงเจรจาตกลงกับนากอีกตัวหนึ่งว่า ปลาตัวใหญ่จักพอกิน
สำหรับเราทั้ง ๒ มาเถอะ จงเป็นสหายผู้ร่วมงานของเรา แล้วกล่าว
คาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนสหายนาก ผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ขอ
ท่านจงมีความเจริญ จงตามฉันมาเถิด ฉันคาบ
ปลาตัวใหญ่ไว้ แล้วมันลากฉันไปด้วยกำลัง
เร็ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหายมนุธาว มํ ความว่า สหาย
จงตามฉันมา. ม อักษรท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจสนธิ. มีคำอธิบายว่า
ขอสหายจงตามฉันมาคาบท่อนหางไว้ เหมือนฉันไม่ท้อถอยเพราะ
การจับปลาตัวนี้ ฉะนั้น.

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 247 (เล่ม 59)

นากอีกตัวหนึ่ง ได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนนากผู้เที่ยวหากินในน้ำลึก ขอท่าน
จงมีความเจริญ ท่านจงคาบไว้ให้มั่น ด้วย
กำลัง เราจักยกปลานั้นขึ้นเหมือนครุฑยกนาค
ขึ้น ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถามสา ความว่า ด้วยกำลัง. บทว่า
อุทฺธริสฺสามิ ความว่า จักนำออกไป. บทว่า สุปณฺโณ อุรคมฺมิว
ความว่า เหมือนครุฑยกงูขึ้น ฉะนั้น.
ลำดับนั้น นากทั้ง ๒ ตัวนั้น ร่วมกันนำปลาตะเพียนแดงออก
มาได้ วางให้ตายอยู่บนบกเกิดการทะเลาะกันว่า แบ่งสิแกแบ่งสิ แล้ว
ไม่อาจแบ่งกันได้ จึงหยุดนั่งกันอยู่. ขณะนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้า
มาถึงที่นั้น. นากเหล่านั้นเห็นแล้ว ทั้ง ๒ ตัว จึงพากันต้อนรับแล้ว
พูดว่า สหายทรรพบุบผา ปลาตัวนี้ พวกเราจับได้ร่วมกัน เมื่อพวก
เราไม่สามารถจะแบ่งกันได้ จึงเกิดขัดแย้งกันขึ้น ขอเชิญท่านแบ่งปลา
ให้พวกเราเท่า ๆ กันเถิด แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
สหายทรรพบุบผา พวกเราเกิดทะเลาะ
กันขึ้น ขอท่านจงฟังเรา ดูก่อนสหาย ขอจง

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 248 (เล่ม 59)

ระงับความบาดหมางกัน ขอให้ข้อพิพาทจง
สงบลง.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น นากเรียกสุนัขจิ้งจอกว่า ทรรพบุบผา
เพราะมันมีสีเหมือนดอกหญ้าคา. บทว่า เมธคํ ได้แก่การทะเลาะกัน.
สุนัขจิ้งจอกได้ยินถ้อยคำของนากเหล่านี้ แเล้ว เมื่อจะแสดงถึง
ปรีชาสามารถของตน จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
เราเป็นผู้พิพากษามากก่อน ได้พิจารณา
คดีมาแล้วมากมายสหาย เราจะระงับความ
บาดหมางกัน ข้อพิพาทจงสงบลง.
สุนัขจิ้งจอกครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อจะแบ่งปลา จึงกล่าวคาถา
นี้ว่า :-
สหายผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ท่อนหาง
จักเป็นของเจ้า แต่ท่อนหัวจักเป็นของผู้เที่ยว
หากินในน้ำลึก ส่วนอีกท่อนกลางนี้ จักเป็น
ของผู้ตัดสิน.
บรรดาคาถาทั้ง ๒ นั้น คาถาที่ ๑ มีเนื้อความดังนี้. เราเคย
เป็นผู้พิพากษาของพระราชาทั้งหลายมาก่อน เรานั้นนั่งในศาลพิจารณา

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 249 (เล่ม 59)

คดีมามากทีเดียว คือคดีมากมาย ของพราหมณ์และคหบดีทั้งหลายเหล่า
นั้นๆ เราพิจารณา คือวินิจฉัยมาแล้ว เรานั้นจักไม่อาจพิจารณาคดี
ของสัตว์ ๔ เท้าทั้งหลาย ผู้มีชาติเสมอกัน เช่นท่านทั้งหลายได้อย่างไร
เราจะระงับความร้าวรานของท่านทั้งหลาย สหาย ความวิวาทบาด
หมางกัน จงสงบคือระงับไป เพราะอาศัยเรา. ก็แหละ ครั้นกล่าว
อย่างนี้แล้ว มันก็แบ่งปลาเป็น ๓ ส่วนแล้วบอกว่า. ดูก่อนนากตัวเที่ยว
หากินตามฝั่ง เจ้าจงคาบเอาท่อนหาง ท่อนหัวจงเป็นของตัวเที่ยวหากิน
ในน้ำลึก. บทว่า อจฺจายํ มชฺฌิโม ขณฺโฑ ความว่า อีกส่วนท่อน
กลางนี้. อีกอย่างหนึ่งบทว่า อจฺจ ความว่า เลยไป คือท่อนที่อยู่เลย
ส่วนทั้ง ๒ นี้ไป ได้แก่ท่อนกลางนี้ จักเป็นของผู้พิพากษา คือนายผู้
วินิจฉัยคดี.
สุนัขจิ้งจอกครั้นแบ่งปลาอย่างนี้แล้ว ก็บอกว่า เจ้าทั้งหลายอย่า
ทะเลาะกันแล้วพากันกินท่อนหางและท่อนหัวเถิด แล้วก็เอาปากคาบเอา
ท่อนกลางหนีไปทั้ง ๆ ที่นาก ๒ ตัวนั้นเห็นอยู่นั่นแหละ. นาก ๒ ตัวนั้น
นั่งหน้าเสียเหมือนแพ้ตั้งพันครั้ง แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
ถ้าเราไม่วิวาทกันไซร้ ท่อนกลางก็จัก
เป็นอาหารไปได้นานวัน แต่เพราะวิวาทกัน
สุนัขจิ้งจอกจึงนำเอาปลาตะเพียนแดงที่ไม่ใช่
หัวไม่ใช่หางไป คือท่อนกลาง.

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 250 (เล่ม 59)

ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกดีใจว่า วันนี้เราจักให้เมียกินปลาตะเพียนแดง
แล้วได้มาที่สำนักของเมียนั้น. นางเมียเห็นผัวกำลังมาดีใจเป็นอย่างยิ่ง
จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :-
วันนี้ฉันเห็นผัวมีอาหารเต็มปาก จึงชื่น
ใจเหมือนกษัตริย์ได้ราชสมบัติเป็นพระราชา
แล้ว พึงทรงชื่นพระทัย ก็ปานกัน.
ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อถามถึงอุบายที่ได้อาหารมา จึงกล่าว
คาถานี้ว่า :-
พี่เป็นสัตว์เกิดบนบก ไฉนหนอ จึงจับ
ปลาในน้ำได้ ดูก่อนพี่ร่วมชีวิต พี่ถูกฉันถาม
แล้ว ขอจงบอกฉันว่า พี่ได้มาอย่างไร ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถนฺนุ ความว่า เมื่อสุนัขจิ้งจอก
ผัวบอกว่า จงกินเถิดน้อง แล้ววางชิ้นปลาไว้ข้างหน้า สุนัขจิ้งจอก
ตัวเป็นเมีย จึงถามว่า พี่เป็นสัตว์เกิดบนบก แต่จับปลาในน้ำมาได้
อย่างไร ?
สุนัขจิ้งจอกตัวเป็นผัว เมื่อจะบอกอุบายที่ได้ปลานั้นมา จึงกล่าว
คาถาติดต่อกันไปว่า :-

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 251 (เล่ม 59)

คนทั้งหลายผ่ายผอม เพราะวิวาทกัน มี
ความสิ้นทรัพย์ ก็เพราะวิวาทกัน นาก ๒ ตัว
พลาดปลาชิ้นนี้ เพราะทะเลาะกัน แม่งามงอน
เจ้าจงกินปลาตะเพียนแดงเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวาเทน กิสา โหนฺติ ความว่า
น้องนางผู้เจริญเอ๋ย สัตว์เหล่านี้ เมื่อทำการวิวาทกัน อาศัยการวิวาท
จะฝ่ายผอม คือมีเนื้อและโลหิตน้อย. บทว่า วิวาเทน ธนกฺขยา
ความว่า ถึงความสิ้นทรัพย์ทั้งหลาย มีเงินและทองเป็นต้น ก็มี เพราะ
การวิวาทกันนั่นเอง. เมื่อคนทั้ง ๒ วิวาทกัน คนหนึ่งแพ้ เพราะแพ้
จึงถึงความสิ้นทรัพย์ เพราะให้ส่วนแห่งความชนะแก่ผู้พิพากษา. บทว่า
ชินา อุทฺทา ความว่า นาก ๒ ตัวพลาดปลาชิ้นนี้ไป เพราะวิวาทกัน
นั่นเอง เพราะฉะนั้น เธออย่าถามถึงเหตุแห่งปลาชิ้นนี้ที่เรานำมาแล้ว
ดูก่อนน้อง เธอจงกินปลาตะเพียนแดงชิ้นนี้อย่างเดียว.
คาถาบอกนี้ เป็นคาถาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว
ว่า ดังนี้ :-
ในหมู่มนุษย์ ข้อพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่ใด
พวกเขาจะวิ่งหาผู้พิพากษา เพราะผู้พิพากษา
เป็นผู้แนะนำพวกเขา ฝ่ายพวกเขาก็จะเสีย

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 252 (เล่ม 59)

ทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก ๒ ตัวนั้นเอง แต่
คลังหลวงเจริญขึ้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวเมว ความว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย นาก ๒ ตัวนั้น พลาดไปแล้วฉันใด ถึงในหมู่มนุษย์ก็เช่นนั้น
เหมือนกัน ณ ที่ใด เกิดการวิวาทกันขึ้น ณ ที่นั้น คนทั้งหลายจะวิ่งหา
ผู้พิพากษา คือเข้าไปหาเจ้านายผู้ตัดสิน. เพราะเหตุไร ? เพราะว่า ท่าน
เป็นผู้แนะนำพวกเขา อธิบายว่า เป็นผู้จะให้ข้อพิพาทของพวกเขา ที่
ทะเลาะกันสงบลงได้. บทว่า ธนาปิ ตตฺถ ความว่า พวกเขาผู้วิวาท
กันจะเสื่อมแม้จากทรัพย์ ณ ที่นั้น อธิบายว่า จะเสื่อมจากของที่มีอยู่
ของตน. แต่คลังหลวงจะเจริญขึ้น เพราะสินไหม และเพราะรับส่วน
แบ่งจากชัยชนะ.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกไว้ว่า สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้แก่พระอุปนันทะในบัดนี้ นาก
๒ ตัว ได้แก่ภิกษุแก่ ๒ รูป ส่วนรุกขเทวา ผู้ทำเหตุนั้นให้เห็นประจักษ์
ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาทัพพปุปผชาดกที่ ๕

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 253 (เล่ม 59)

๖. ทสัณณกชาดก
ว่าด้วยให้แล้วไม่เดือดร้อนภายหลังทำได้ยาก
[๑๐๐๗] ชายคนนี้กลืนดาบทสรรณกะ ที่มีคมอัน
คมกริบ ดื่มเลือดผู้อื่นที่กระทบแล้ว ฟันแล้ว
ในท่ามกลางบริษัท ยังมีไหม สิ่งที่ทำได้ยาก
กว่าการกลืนดาบนี้ ท่านถูกเราถามแล้วจงบอก
เหตุอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่าแก่เรา.
[๑๐๐๘] ก็ผู้ใดฟังกล่าวว่า เราจะให้การกล่าวของ
ผู้นั้น ทำได้ยากกว่าการกลืนดาบ ที่ดื่มโลหิต
ของผู้อื่นที่กระทบเข้าแล้ว ของชายคนนั้น
เพราะความโลภ เหตุอย่างอื่นทุกอย่าง เป็นส่ง
ที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระเจ้ามคธ ขอพระองค์
โปรดทรงทราบอย่างนี้เถิด.
[๑๐๐๙] อายุรบัณฑิตผู้ฉลาดในธรรม กล่าวแก้
ข้อความแห่งปัญญาแล้ว บัดนี้เราจะขอถาม
ปุกกุสบัณฑิตว่า สิ่งที่ทำได้ยากกว่าการบอกว่า

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 254 (เล่ม 59)

เราจะให้นั้นยังมีอยู่หรือ ท่านถูกเราถามแล้ว
จงบอกเหตุอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่าแก่เรา.
[๑๐๑๐] คนทั้งหลายไม่รักษาคำที่พูดไว้ คำที่พูด
ที่เปล่งออกไปนั้นก็ไม่มีผล ก็ผู้ใดให้ปฏิญญา
ไว้แล้ว ก็ตัดทอนความโลภได้ การบั่นทอน
ความโลภของผู้นั้นนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ว่า
การกลืนดาบและกว่าการให้ปฏิญญานั้น เหตุ
อย่างอันทุกอย่างเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย. ข้าแต่
พระเจ้ามคธ ขอพระองค์โปรดทรงทราบอย่าง
นี้เถิด.
[๑๐๑๑] ปุกกุสบัณฑิตผู้ฉลาดในธรรม กล่าวแก้
ข้อความแห่งปัญหาแล้ว บัดนี้ เราจะถามเสนก-
บัณฑิตกว่า สิ่งที่ทำได้ยากว่าการให้สิ่งของนั้น
ยังมีอยู่หรือ ท่านถูกเราถามแล้ว ขอจงบอก
เหตุอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่าแก่เรา.
[๑๐๑๒] คนควรให้ทาน จะน้อยหรือมากก็ไม่ว่า
แต่ผู้ใดครั้นให้แล้วไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง
การไม่เดือดร้อนใจนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 255 (เล่ม 59)

การกลืนดาบ กว่าการพูดว่าจะให้สิ่งของและ
กว่าการให้สิ่งของที่รักนั้น. เหตุอย่างอื่นทั้ง
หมดเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระเจ้ามคธ ขอ
พระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้.
[๑๐๑๓] อายุรบัณฑิตแก้ปัญหาแล้ว และปุกกุส-
บัณฑิต ก็แก้ปัญหาแล้ว ส่วนเสนกบัณฑิต
ครอบงำปัญหาหมดทุกข้อว่า คนให้ทานแล้วไม่
ควรร้อนใจภายหลัง อย่างที่เสนกบัณฑิตพูด.
จบ ทสัณณกชาดกที่ ๖
อรรถกถาทสัณณกชาดกที่ ๖
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
การยั่วยวนของภรรยาเก่า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทสณฺณกํ
ติขิณธารํ ดังนี้.
ดังจะกล่าวโดยย่อ พระศาสดาตรัสถาม ภิกษุนั้นว่า ได้ทราบว่า
เธอกระสันอยากสึกจริงหรือ ? เมื่อเธอทราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัส
ถามต่อว่า ใครยั่วให้กระสัน ? เมื่อเธอทูลว่า ภรรยาเก่าพระเจ้าข้า
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ทำอนัตถะให้เธอ ไม่เฉพาะในบัดนี้ แม้

255