พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 236 (เล่ม 59)

๔. คิชฌชาดก
ว่าด้วยเมื่อถึงคราวพินาศความคิดย่อมวิบัติ
[๙๙๐] ท่านเหล่านั้น พ่อแม่ของเราแก่เฒ่าแล้ว
อาศัยอยู่ที่ซอกเขาจักทำอย่างไรหนอ เราก็ติด
บ่วง ตกอยู่ในอำนาจของนายพรานนิลิยะ.
[๙๙๑] แร้ง เจ้าโอดครวญทำไม การโอด
ครวญของเจ้าจะมีประโยชน์อะไรเล่า ข้าไม่
เคยได้ยินหรือไม่เคยเห็นนกพูดภาษาคนได้
เลย.
[๙๙๒] เราเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ที่
ซอกเขา ท่านจักทำอย่างไรหนอ เมื่อเราตก
อยู่ในอำนาจของท่านแล้ว.
[๙๙๓] ชาวโลกพูดกันว่า แร้งมองเห็นซากศพ
ไกลถึงร้อยโยชน์ เหตุไฉนเจ้าแม้เข้าไปใกล้
ข่ายและบ่วงแล้ว จึงไม่รู้จัก.
[๙๙๔] เมื่อใดความเสื่อมจะมี และสัตว์จะมี
ความสิ้นชีวิต เมื่อนั้นเขาแม้จะเข้าไปใกล้
ตาข่ายและบ่วง แล้วก็ไม่รู้จัก.

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 237 (เล่ม 59)

[๙๙๕] เจ้าจงไปเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า ที่อาศัยอยู่
ที่ซอกเขาเถิด ข้าอนุญาตเจ้าแล้ว เจ้าจะไป
พบญาติทั้งหลาย โดยสวัสดี.
[๙๙๖] ดูก่อนนายพราน เจ้าก็จงบรรเทิงใจพร้อม
ด้วยญาติทั้งมวลเหมือนกันเถิด เราก็จักเลี้ยง
พ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ที่ซอกเขา.
จบ คิชฌชาดกที่ ๔
อรรถกถาคิชฌชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุผู้เลี้ยงมารดา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เต กถํ นุ กริสฺสนฺติ
ดังนี้. เรื่องจักมีชัดแจ้งในสามชาดก.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดแร้ง เติบโตแล้วให้พ่อแม่ผู้แก่เฒ่า
ตาเสื่อมคุณภาพแล้ว สถิตอยู่ที่ถ้ำเขาคิชฌกูฏ นำเนื้อโคเป็นต้นมาเลี้ยง.
เวลานั้นในเมืองพาราณสี นายพรานคนหนึ่งดักบ่วงแร้งโดยไม่กำหนด
เวลาไปดูไว้ที่ป่าช้า อยู่มาวันหนึ่งพระโพธิสัตว์ เมื่อแสวงหาเนื้อโค
ได้เข้าไปป่าช้า เขาติดบ่วงไม่ได้คิดถึงตน ระลึกถึงแต่พ่อแม่ผู้แก่เฒ่าแล้ว
บ่นไปว่า พ่อแม่ของเราจักอยู่ไปได้อย่างไรหนอ ? ไม่รู้ว่าเราติดบ่วงเลย

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 238 (เล่ม 59)

หมดที่พึ่งขาดอาหารปัจจัย เห็นจักผอมตายที่ถ้ำในภูเขานั่นเอง ดังนี้
กล่าวคาถาที่ ๑ ไปพลางว่า :-
ท่านเหล่านั้น พ่อแม่ของเราแก่เฒ่าแล้ว
อาศัยอยู่ที่ซอกเขา จักทำอย่างไรหนอ เราก็
ติดบ่วงตกอยู่ในอำนาจของนายพรานนิลิยะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิลิยสฺส ได้แก่บุตรของนายพราน
ที่มีชื่ออย่างนี้ บุตรของนายพรานได้ยินคำโอดครวญของแร้งนั้นแล้ว
จึงกล่าวว่า :-
แร้ง เจ้าโอดครวญทำไม การโอด
ครวญของเจ้าจะมีประโยชน์อะไรเล่า ข้าไม่
เคยได้ยินหรือไม่เคยเห็นนกพูดภาษาคนได้เลย
ว่า เราเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าแล้ว อาศัยอยู่ที่
ซอกเขา ท่านจักทำอย่างไรหนอ ? เมื่อเราตก
อยู่ในอำนาจของท่านแล้ว ชาวโลกพูดกันว่า
แร้งมองเห็นซากศพไกลถึงร้อยโยชน์ เหตุไฉน
เจ้าแม้เข้าไปใกล้ตาข่ายและบ่วงแล้วจึงไม่รู้
จัก เมื่อใดความเสื่อมจะมี และสัตว์จะมี
ความสิ้นชีวิต เมื่อนั้นเขาแม้จะเข้าไปใกล้

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 239 (เล่ม 59)

ตาข่ายและบ่วงแล้วก็ไม่รู้จัก เจ้าจงไปเลี้ยง
พ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ในซอกเขาเถิด
ข้าอนุญาตเจ้าแล้ว เจ้าจงไปพบญาติทั้งหลาย
โดยสวัสดี ดูก่อนนายพราน เจ้าจงบรรเทิงใจ
พร้อมด้วยญาติทั้งมวลเหมือนกันเถิด เราก็จัก
เลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ที่ซอกเขา.
คาถาเหล่านี้คือ คาถาที่ ๒ นายพรานกล่าว คาถาที่ ๓ แร้ง
กล่าวแล้วตามลำดับ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยนฺนุ ความว่า ชาวโลกกล่าวคำ
นี้ใดไว้นะ. บทว่า คิชฺโฌ โยชนสตํ กุณปานิ อุเปกฺขติ ความว่า
แร้งมองเห็นซากศพที่วางอยู่เกินร้อยโยชน์ ถ้าหากชาวโลกกล่าวถ้อยคำ
นั้นไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉนแร้งแม้เข้าไปใกล้ข่ายและบ่วงจึงไม่
รู้จัก คือ แม้มาถึงที่แล้วก็ไม่รู้จัก. บทว่า ปราภโว ได้แก่ ความพินาศ.
บทว่า ภรสฺสุ ความว่า นายพรานนั้น ครั้นได้ฟังธรรมกถาของพระ-
โพธิสัตว์นี้แล้วคิดว่า พระยาแร้งผู้ฉลาด เมื่อโอดครวญก็ไม่โอดครวญ
เพื่อตน แต่โอดครวญเพื่อพ่อแม่ พระยาแร้งนี้ไม่ควรตาย แล้วได้
กล่าวยินดีต่อพระโพธิสัตว์นั้น ก็แหละครั้นกล่าวแล้วก็แก้บ่วงออกด้วย
จิตใจรักใคร่อ่อนโยน.

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 240 (เล่ม 59)

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์พ้นจากมรณทุกข์มีความสุขใจแล้ว เมื่อ
จะทำอนุโมทนาแก่นายพรานนั้น จึงกล่าวคาถาสุดท้ายแล้ว ได้คาบเอา
เนื้อเต็มปากไปให้พ่อแม่.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ประกาศสัจธรรม
ทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เลี้ยง
มารดาได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล บุตรนายพรานในครั้งนั้น ได้แก่
พระฉันนเถระ ในบัดนี้ พ่อแม่ได้แก่ราชตระกูลใหญ่ ส่วนพระยาแร้ง
ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาคิชฌชาดกที่ ๔

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 241 (เล่ม 59)

๕. ทัพพปุปผชาดก
ว่าด้วยโทษของการโต้เถียงกัน
[๙๙๗] สหายนากผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ขอ
ท่านจงมีความเจริญ จงตามฉันมาเถิด ฉันจับ
ปลาตัวใหญ่ได้แล้ว มันลากฉันไปด้วยกำลัง
เร็ว.
[๙๙๘] นากผู้เที่ยวหากินในน้ำลึก ขอท่านจง
มีความเจริญ ท่านจงคาบไว้ให้มั่นด้วยกำลัง
เราจักยกปลานั้นขึ้น เหมือนครุฑยกนาคขึ้น
ฉะนั้น.
[๙๙๙] สหายทรรพบุบผา พวกเราเกิดทะเลาะ
กันขึ้น ขอท่านจงฟังเรา ดูก่อนสหาย ขอจง
ระงับความบาดหมางกัน ขอให้ข้อพิพาท จง
สงบลง.
[๑๐๐๐] เราเป็นผู้พิพากษามาก่อน ได้พิจารณา
คดีมาแล้วมากมายสหาย เราจะระงับความ
บาดหมางกัน ข้อพิพาทจะสงบลง.

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 242 (เล่ม 59)

[๑๐๐๑] สหายผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ท่อนหาง
จักเป็นของเจ้า แต่ท่อนหัวจักเป็นของผู้เที่ยว
หากินในน้ำลึก ส่วนอีกท่อนกลางนี้ จักเป็น
ของผู้ตัดสิน.
[๑๐๐๒] ถ้าเราไม่วิวาทกันไซร้ ท่อนกลางก็จัก
เป็นอาหารไปได้นานวัน แต่เพราะวิวาทกัน
สุนัขจิ้งจอกจึงนำเอาปลาตะเพียนแดง ที่ไม่ใช่
หัวไม่ใช่หางไป คือท่อนกลาง.
[๑๐๐๓] วันนี้ฉันเห็นผัวมีอาหารเต็มปาก จึงชื่น
ใจเหมือนกษัตริย์ได้ราชสมบัติ เป็นพระราชา
แล้วพึงทรงชื่นชมก็ปานกัน.
[๑๐๐๔] พี่เป็นสัตว์เกิดบนบก ไฉนหนอ จึงจับ
ปลาในน้ำได้ ดูก่อนพี่ร่วมชีวิต พี่ถูกฉันถาม
แล้ว ขอจงบอกฉันว่าพี่ได้มาอย่างไร ?
[๑๐๐๕] คนทั้งหลายผ่ายผอม เพราะวิวาทกัน
มีความสิ้นทรัพย์ก็เพราะวิวาทกัน นาก ๒ ตัว
พลาดปลาชิ้นนี้ เพราะทะเลาะกัน แม่งามงอน
เจ้าจงกินปลาตะเพียนแดงเถิด.

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 243 (เล่ม 59)

[๑๐๐๖] ในหมู่มนุษย์ ข้อพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่
ใด พวกเขาจะวิ่งหาผู้พิพากษา เพราะผู้พิพาก-
ษาเป็นผู้แนะนำพวกเขา ฝ่ายพวกเขาก็จะเสีย
ทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก ๒ ตัวนั่นเอง แต่
คลังหลวงเจริญขึ้น.
จบ ทัพพปุปผชาดกที่ ๕
อรรถกถาทัพพปุปผชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
พระอุปนันทศากยบุตร แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อนุตีรจารี
ภทฺทนฺเต ดังนี้.
ดังจะกล่าวโดยย่อ ท่านบวชในพระศาสนาแล้ว ละคุณธรรมมี
ความปรารถนาน้อยเป็นต้น ได้เป็นผู้มีความทะยานอยากมาก. ในวันเข้า
พรรษาท่านยึดครองวัดไว้ ๒, ๓ วัด คือวางร่มหรือรองเท้าไว้วัดหนึ่ง ไม้-
เท้าคนแก่หรือหม้อน้ำไว้อีกวัดหนึ่ง ตนเองก็อยู่วัดหนึ่ง. ท่านจำพรรษาที่
วัดในชนบทวัดหนึ่ง สอนปฏิปทาอันเป็นวงศ์ของพระอริยเจ้า ที่แสดง
ถึงความสันโดษในปัจจัย แก่ภิกษุทั้งหลายแจ่มชัดเหมือนยกพระจันทร์
ขึ้นในอากาศก็ปานกันว่า ธรรมดาภิกษุควรเป็นผู้มักน้อย. ภิกษุทั้งหลาย
ได้ฟังคำนั้นแล้ว พากันทิ้งบาตรและจีวรที่น่าชอบใจ รับเอาบาตรดิน-

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 244 (เล่ม 59)

เหนียวและผ้าบังสุกุล. ท่านให้ภิกษุทั้งหลาย วางของเหล่านั้นไว้ ณ ที่
อยู่ท่าน ออกพรรษาปวารณาแล้ว บรรทุกเต็มเกวียนไปพระเชตวัน-
มหาวิหาร ถูกเถาวัลย์เกี่ยวเท้า ที่ด้านหลังวัดป่าแห่งหนึ่งในระหว่างทาง
ข้าใจว่า จักต้องมีของอะไรที่เราควรได้ในวัดนี้แน่นอน แล้วจึงแวะวัด
นั้น. ในวัดนั้นภิกษุแก่ คือหลวงตา จำพรรษาอยู่ ๒ รูป. ท่านได้
ผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ๒ ผืนและผ้ากัมพล เนื้อละเอียดผืนหนึ่ง ไม่อาจจะ
แบ่งกันได้ เห็นท่านมาดีใจว่า พระเถระจักแบ่งให้พวกเราได้แน่ จึง
พากันเรียนท่านว่า ใต้เท้าขอรับ พวกกระผมไม่สามารถแบ่งผ้าจำนำ
พรรษานี้ได้ พวกกระผมจะมีการวิวาทกัน เพราะผ้าจำนำพรรษานี้ ขอใต้
เท้า จงแบ่งผ้านี้ให้แก่พวกกระผม. ท่านรับปากว่า ดีแล้ว ผมจักแบ่งให้
แล้วได้แบ่งผ้าสาฎกเนื้อหยาบให้ภิกษุ ๒ รูป บอกว่า ผืนนี้คือผ้ากัมพล
ตกแก่ผมผู้เป็นพระวินัยธร แล้วก็หยิบเอาผ้ากัมพล หลีกไป. พระเถระ
แม้เหล่านั้น ยังมีความอาลัยในผ้ากัมพล จึงพากันไปเชตวันมหาวิหาร
พร้อมกับท่านอุปนันทะนั้นนั่นแหละ ได้บอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้ง-
หลายผู้เป็นพระวินัยธร แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญมีหรือไม่หนอ
การที่พระวินัยธรทั้งหลาย กินของที่ริบมาได้อย่างนี้. ภิกษุทั้งหลายเห็น
กองบาตรและจีวร. ที่พระอุปนันทะนำมาแล้ว พูดว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านมี
บุญมากหรือ ? ท่านจึงได้บาตรและจีวรมาก. ท่านบอกทุกอย่างว่า ท่าน
ผู้มีอายุผมจักมีบุญแต่ที่ไหน ? บาตรและจีวรนี้ผมได้มาด้วยอุบายนี้. ภิกษุ

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 245 (เล่ม 59)

ทั้งหลายพากันตั้งเรื่องขึ้นในธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท่านอุป-
นันทะ ศากยบุตรมีตัณหามาก มีความโลภมาก. พระศาสดาเสด็จมาถึง
แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากัน
ด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย พระอุปนันทะ ไม่ทำสิ่งที่เหมาะสมแก่ปฏิปทา ธรรมดา
ว่าภิกษุ เมื่อจะบอกปฏิปทาแก่ผู้อื่น ควรจะทำให้เหมาะสมแก่ตนก่อน
แล้วจึงให้โอวาทผู้อื่นในภายหลัง ครั้นทรงแสดงธรรม ด้วยคาถาใน
ธรรมบทนี้ว่า :-
คนควรตั้งตนเองไว้ในที่เหมาะสมก่อน
ภายหลังจึงพร่ำสอนผู้อื่น ผู้ฉลาดไม่ควรจะ
มัวหมอง.
แล้วตรัสว่า พระอุปนันทะ ไม่ใช่มีความโลภมากแต่ในบัดนี้
เท่านั้น แม้เมื่อแต่ก่อนเธอก็มีความโลภมากเหมือนกัน และก็ไม่ใช่แต่
ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อน เธอก็ริบสิ่งของของภิกษุเหล่านี้ เหมือนกัน
แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นรุกขเทวดาที่ฝั่งแม่น้ำ. ครั้งนั้นสุนัข
จิ้งจอกตัวหนึ่ง ชื่อมายาวี คือเจ้าเล่ห์ พาเมียไปอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง
ใกล้ฝั่งแม่น้ำ. อยู่มาวันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกตัวเมียพูดกับตัวผู้ว่า พี่ฉัน

245