พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 216 (เล่ม 59)

๒. มโนชชาดก
ว่าด้วยคบคนชั่วไม่ได้ความสุขยั่งยืน
[๙๗๖] เพราะเหตุที่ธนูโก่ง และสายธนูสะบัด
ฉะนั้น มโนชะมฤคราชสหายของเรา ถูกฆ่า
แน่นอน.
[๙๗๗] ช่างเถอะ เราจะหลีกเข้าป่าที่เร้นลับไป
ตามสบาย เพื่อนเช่นนี้จะไม่มี เรายังมีชีวิต
อยู่คงได้เพื่อนอีก.
[๙๗๘] ผู้คบหาคนเลวตามปกติ จะไม่ประสบ
ความสุขโดยส่วนเดียว จงดูมโนชะผู้นอนอยู่
เถิด ผู้เชื่อฟังอนุสาสนีของสุนัขจิ้งจอกชื่อ
คิริยะ.
[๙๗๙] แม่จะไม่บันเทิงใจ เพราะลูกมีเพื่อนที่
เลวทราม จงดูมโนชะผู้นอนจมกองเลือดของ
ตนอยู่เถิด.
[๙๘๐] คนผู้ที่ไม่ทำตามถ้อยคำของผู้เกื้อกูล ผู้ชี้
ประโยชน์ให้ จะประสบอย่างนี้ และจะพบ

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 217 (เล่ม 59)

เพื่อนที่เลวทรามกว่า.
[๙๘๑] เมื่อเป็นเช่นนั้น คนผู้ที่สูงส่ง แต่คบหา
คนที่ต่ำทราม จะเป็นคนเลว ว่าคนนั้นที่เดียว
จงดูพระยาเนื้อ คือมโนชะผู้สูงส่ง แต่คบหา
สัตว์ต่ำช้า คือสุนัขจิ้งจอก ถูกกำจัดด้วยกำลัง
ลูกศร.
[๙๘๒] คนผู้คบหาคนเลวทรามเป็นปกติ จะ
เสื่อมเสีย แค่ผู้คบหาคนเสมอกันเป็นปกติ
จะไม่เสื่อมเสียในกาลไหน ๆ ส่วนผู้คบหาคน
ที่ประเสริฐที่สุดอยู่ จะเข้าถึงเขาโดยเร็ว ด้วย
คุณความดี เพราะฉะนั้น คนควรคบแต่คนที่
สูงกว่าตน.
จบ มโนชชาดกที่ ๒
อรรถกถามโนชชาดกที่ ๒
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุ
ผู้คนหาสมาคมฝ่ายที่ผิดแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยถา จาโป
นินฺนมติ ดังนี้.

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 218 (เล่ม 59)

ความพิสดารว่า ในมหิฬามุขชาดกในหนหลัง. แต่ครั้งนั้น
พระศาสดาตรัสว่า ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในปางบรรพ์ภิกษุนั้น
ก็เป็นผู้ซ่องเสพฝ่ายที่ผิดเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา
สาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นสิงห์โตตัวผู้ อยู่กับสิงห์โตตัวเมีย ได้ลูก
๒ ตัว คือลูกตัวผู้ ๑ ตัว ตัวเมีย ๑ ตัว. ลูกตัวผู้ได้มีชื่อว่า มโนชะ.
มันเติบโตแล้ว รับเอาลูกสิงห์โตตัวหนึ่งมาเป็นเมีย. ดังนั้นสิงห์โต
เหล่านั้น จึงมีรวมกัน ๕ ตัว. สิงห์โตมโนชะ ได้ฆ่ากระบือเป็นต้น
ในป่า นำเนื้อมาเลี้ยงพ่อแม่น้องสาวและเมีย. อยู่มาวันหนึ่งมันเห็น
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ชื่อคิริยะที่ถิ่นหากินเหยื่อหนีไม่ทัน ได้นอนหมอบ
ลง จึงถามว่า สหายเอ๋ยอะไรกัน เมื่อสุนัขจิ้งจอกบอกว่า ข้าแต่นาย
ฉันประสงค์จะปรนนิบัตินาย จึงรับมันไว้แล้วนำมายังถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่
ของตน. พระโพธิสัตว์เห็นพฤติการณ์นั้นแล้ว แม้ห้ามอยู่ว่า ลูกมโนชะ
เอ๋ย ธรรมดาสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย ทุศีล มีบาปธรรม ประกอบสิ่งที่
ไม่ใช่กิจ เจ้าอย่าเอาสุนัขจิ้งจอกนั้นไว้ในสำนักของตน ดังนี้ ก็ไม่อาจ
จะห้ามได้. อยู่มาวันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกอยากจะกินเนื้อม้า จึงพูดกะมโนชะ
ว่า ข้าแต่นาย ขึ้นชื่อว่าเนื้ออย่างอื่นเว้นไว้แต่เนื้อม้า ที่พวกเราไม่
เคยกินไม่มี พวกเราจักตระครุบม้ากันเถอะ. มโนชะถามว่า ม้ามีที่ไหน

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 219 (เล่ม 59)

นะ ? สุนัขจิ้งจอกตอบว่า ที่ฝั่งแม่น้ำเมืองพาราณสี. มโนชะรับคำ
สุนัขจิ้งจอกแล้ว ไปกับมันในเวลาที่ม้าทั้งหลายพากันอาบน้ำในแม่น้ำ
ตะครุบม้าได้ตัวหนึ่ง ยกขึ้นหลังมาถึงประตูถ้ำของตนทีเดียว ด้วยกำลัง
สิงห์โต. ลำดับนั้น พ่อของเขากัดกินเนื้อม้าแล้ว จึงพูดว่า ธรรมดา
ม้าเป็นสัตว์สำหรับใช้สอยของหลวง. และพระราชาทั้งหลาย ก็ทรงมี
มายามากมาย ตรัสสั่งให้พวกนายขมังธนูผู้ฉลาด คือแม่นธนูยิง. ขึ้น
ชื่อว่าสิงห์โตที่กินเนื้อม้า ที่จะอายุยืนไม่มี ต่อแต่นี้ไปเจ้าอย่าตะครุบ
ม้ามากิน. มโนชะไม่ทำตามคำพ่อยังตะครุบอยู่นั่นแหละ. พระราชา
ทรงสดับว่า สิงห์โตตะครุบม้ากิน จึงทรงให้สร้างสระโบกขรณี สำหรับ
ม้าไว้ภายในพระนครนั่นเอง. แม้จากสระโบกขรณีนั้น สิงห์โตก็ยังมา
ตะครุบเอาเหมือนกัน. พระราชาจึงทรงให้สร้างโรงม้า แล้วให้หญ้าและ
น้ำแก่ม้าในภายในโรงนั้นเอง. สิงห์โตก็ไปทางด้านบนกำแพง ตะครุบ
เอาจากภายในโรงนั่นแหละ. พระราชาตรัสสั่งนายขมังธนูยิงเร็ว คือยิง
ไม่ขาดระยะ คนหนึ่งมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าจักอาจยิงสิงห์โต
ได้ไหม ? เขาทูลว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า แล้วได้ให้คนสร้างป้อมไว้ชิด
กำแพงใกล้ทางสิงห์โตมาแล้วได้ยืนบนนั้น. สิงห์โตมาแล้วให้สุนัขจิ้งจอก
ยืนอยู่นอกป่าช้า แล้ววิ่งเข้าพระนคร เพื่อจะตะครุบม้า. ฝ่ายนายขมัง
ธนู เวลาสิงห์โตมา คิดว่า สิงห์โตมีความรวดเร็วมาก จึงยังไม่ยิง
แต่เวลามันตะครุบม้าแล้วเดินไป จึงยิงสิงห์โต ที่ลดความเร็วลงแล้ว

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 220 (เล่ม 59)

เพราะแบกหนัก ด้วยลูกศรที่แหลมคมที่ด้านหลัง. ลูกศรทะลุออกทาง
ด้านหน้าแล้ว วิ่งไปในอากาศ. สิงห์โตร้องว่า ข้าถูกยิงแล้ว. นาย
ขมังธนูยิงสิงห์โตนั้น สะบัดสายดังเหมือนสายฟ้า สุนัขจิ้งจอกได้ยิน
เสียงสิงห์โตและเสียงสายธนูแล้ว คิดว่า สหายของเราจักถูกนายขมัง
ธนูยิงให้ตายแล้ว ธรรมดาว่าความคุ้นเคยกับสัตว์ทั้งหลายที่ตายแล้ว
ย่อมไม่มี บัดนี้ เราจักไปที่อยู่ของเราตามปกตินั่นแหละ. เมื่อจะเจรจา
กับตัวเอง จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
เพราะเหตุที่ธนูโก่ง และสายธนูสะบัด
ฉะนั้น มโนชะมฤคราชสหายของเรา ถูกฆ่า
แน่นอน. ช่างเถอะ วันนี้เราจะหลีกเข้าป่าที่
เร้นลับไปตามสบาย เพื่อนเช่นนี้จะไม่มี เรา
ยังมีชีวิตอยู่ คงได้เพื่อนอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ความว่า ธนูโก่ง เพราะ
เหตุใด. บทว่า หญฺญเต นูน ความว่า ถูกฆ่าแน่. บทว่า เนตาทิสา
ความว่า ธรรมดาสหายแบบนี้ คือสู้ตายแล้ว จะไม่มี. บทว่า ลพฺภา
ความว่า ธรรมดาว่าสหาย เรามีชีวิตอยู่อาจหาได้อีก.
ฝ่ายสิงห์โดยวิ่งไปด้วยความเร็วอย่างเอกทีเดียว สลัดให้ม้าตกลง
ที่ประตูถ้ำ แล้วตนเองก็ล้มลงตาย. ภายหลังญาติของมันพากันออกไปดู

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 221 (เล่ม 59)

ได้เห็นมันเปื้อนเลือด มีเลือดไหลออกจากปากแผลที่ถูกยิง ถึงความสิ้น
ชีวิต เพราะคบสัตว์เลว. พ่อ แม่ น้องสาวและเมียของมัน ได้พากัน
กล่าวคาถา ๔ คาถา ตามลำดับว่า :-
ผู้คบสัตว์เลวตามปกติ จะไม่ประสบ
ความสุขโดยส่วนเดียว จงดูมโนชะผู้นอนอยู่
เถิด ผู้เชื้อฟังอนุสาสนี ของสุนัขจิ้งจอกชื่อ
คิริยะ. แม่จะไม่บันเทิงใจ เพราะลูกมีเพื่อน
ที่เลวทราม จงดูมโนชะผู้นอนจมกองเลือด
ของตนอยู่เถิด. คนผู้ที่ไม่ทำตามถ้อยคำคนที่
เกื้อกูล ผู้ชี้ประโยชน์ให้ จะประสบอย่างนี้
และจะพบเพื่อนที่เลวทรามกว่า. เมื่อเป็นเช่น
นั้น คนผู้ที่สูงส่ง แต่คบหาคนที่ต่ำทราม จะ
เป็นคนเลวกว่าคนนั้นทีเดียว. จงดูพระยาเนื้อ
คือมโนชะผู้สูงส่ง แต่คบหาสัตว์ต่ำช้า คือ
สุนัขจิ้งจอก ถูกกำจัดด้วยกำลังลูกศร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺจนฺตํ สุขเมธติ ความว่า ไม่
ได้ความสุขตลอดกาลนาน. บทว่า คิริยสฺสานุสาสนี ความว่า พระ-
โพธิสัตว์ผู้เป็นพ่อ กล่าวตำหนิว่า นี้เป็นอนุสาสนีของสุนัขจิ้งจอกชื่อ

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 222 (เล่ม 59)

คิริยะมีรูปอย่างนี้. บทว่า ปาปสมฺปวงฺเกน ความว่า มีเพื่อนที่เลว
ทราม. บทว่า อจฺฉนฺตํ ได้แก่จมลง. บทว่า ปาปิโย จ นิคจฺฉติ
ความว่า จะพบเพื่อนที่เลวทราม. บทว่า หิตานํ ความว่า ผู้มุ่งประ-
โยชน์เกื้อกูล. บทว่า อตฺถทสฺสินํ ความว่า ผู้ชี้แนะประโยชน์อนาคต
บทว่า ปาปิโย ได้แก่เลวกว่า. บทว่า อธมชนูปเสวี ความว่า คบ
หาคนชั่วช้า. บทว่า อุตฺตมํ ความว่า ผู้เจริญ ที่สุด ด้วยกำลังร่างกาย
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถาหลังสุดว่า :-
คนผู้คบหาคนเลวทรามเป็นปกติ จะ
เสื่อมเสีย แต่ผู้คบหาคนเสมอกันเป็นปกติ
จะไม่เสื่อมเสียในกาลไหน ๆ ส่วนผู้คบหาคนที่
ประเสริฐที่สุดอยู่ จะเข้าถึงเขาโดยเร็ว. เพราะ
นั้น คนควรคบแต่คนที่สูงกว่าตน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิหียติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง-
หลาย ธรรมดาว่าผู้คบคนเลว ย่อมเสื่อมไป คือเสียหาย ได้แก่ถึงความ
พินาศ. บทว่า ตุลฺยเสวี ความว่า ผู้คบหาคนผู้เช่นกับด้วยตน ด้วย
คุณความดีทั้งหลาย มีศีลเป็นต้นอยู่ จะไม่เสื่อมเสีย. แต่เขาจะมีความ
เจริญอย่างเดียว. บทวา เสฏฺฐมุปคมํ ความว่า เมื่อเข้าไปหาคนที่สูง ๆ
ว่าตน ด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้นนั่นแหละ. บทว่า อุเทติ ขิปฺปํ
ความว่า จะเข้าถึงเขาด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้น โดยเร็วทีเดียว.

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 223 (เล่ม 59)

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุ
ผู้คบหาฝ่ายผิด ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. หมาจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้
แก่พระเทวทัตในบัดนี้ มโนชะ ได้แก่ภิกษุผู้คบฝ่ายผิด น้องสาว ได้แก่
พระอุบลวรรณาเถรี เมีย ได้แก่พระเขมาภิกษุณี แม่ ได้แก่มารดา
พระราหุล ส่วนพ่อ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถามโนชชาดกที่ ๒

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 224 (เล่ม 59)

๓. สุตนชาดก
ว่าด้วยเสียเพื่อได้
[๙๘๓] ดูก่อนมฆเทพ ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไทรนี้
พระราชาทรงส่งภัตตาหารเจือด้วยเนื้อสะอาด
มาให้ท่าน ขอท่านจงออกมารับประทานเถิด.
[๙๘๔] มาเถิดมาณพ จงถือเอาภัตตาหารผสม-
ด้วยกับข้าว จงมาเถิดมาณพ ท่านจงกินเถิด
ทั้ง ๒ คน คือเราและท่านจักกินกัน.
[๙๘๕] ดูก่อนยักษ์ ท่านจักละทิ้งประโยชน์มาก
มาย เพราะเหตุเล็กน้อย คนทั้งหลายผู้ระแวง
ความตาย จักไม่นำภิกษาหารมาให้ท่าน.
[๙๘๖] ดูก่อนยักษ์ ภัตตาหารที่เรานำมานี้ เป็นของ
ดี เป็นภักษาหารประจำของท่าน เป็นของ
สะอาด ประณีต ประกอบด้วยรสอร่อย ถ้า
เมื่อท่านกินเราแล้วไซร้ คนที่จะนำอาหารมา
ให้ท่าน จะหาได้ยากในที่นี้.

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 225 (เล่ม 59)

[๙๘๗] ดูก่อนสุตนะ ประโยชน์ตามที่ท่านพูดถึง
ย่อมเจริญแก่เราทีเดียว เราอนุญาตแล้ว ท่าน
จงไปหามารดาโดยสวัสดีเถิด.
[๙๘๘] ดูก่อนมาณพ ท่านจงเอาพระขรรค์, ฉัตร
และฉลองพระบาทไปเถิด มารดาของท่าน ก็จง
เห็นท่าน และท่านก็จงเห็นมารดา โดยสวัสดี
เถิด.
[๙๘๙] ดูก่อนยักษ์ ขอท่านจงเป็นผู้มีความสุข
พร้อมกับญาติทั้งหมดเหมือนกัน เราได้ทั้ง
ทรัพย์ ทั้งได้ปฏิบัติตามพระราชดำรัส.
จบ สุตนชาดกที่ ๓
อรรถกถาสุตนชาดกที่ ๓
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุผู้เลี้ยงมารดา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชา เต ภตฺตํ ดังนี้.
เรื่องจักมีชัดใน ๓ ชาดก. แต่ในที่นี้มีดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคหบดีผู้ตกยาก. ญาติทั้งหลาย

225