พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 196 (เล่ม 59)

ตัวหนึ่ง ไม่อิ่มด้วยซากศพมีช้างเป็นต้น คิดว่า เราจักได้รับอาหารมาก
ยิ่งไปกว่านี้ จึงเข้าป่าไปกินผลไม้น้อยใหญ่ เห็นพระโพธิสัตว์ คิดว่า
นกกระจาบตัวนี้มีร่างอวบอ้วนเหลือเกิน เห็นจะกินเหยื่ออร่อย เราจัก
ถามถึงเหยื่อของนกกระจาบตัวนั้น กินเหยื่อนั้นแล้วจะได้อ้วน แล้ว
จึงเกาะอยู่ที่กิ่งไม้เบื้องบนพระโพธิสัตว์ แล้วถามพระโพธิสัตว์ว่า เจ้า
นกกระจาบผู้จำเริญ เจ้ากินอาหารที่ประณีตหรือไร จึงได้มีร่าง
อวบอ้วน ? พระโพธิสัตว์ถูกกาเหลวไหลถาม เมื่อจะทำปฏิสันถารกับ
กานั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
พ่อลุงกา ลุงกินอาหารประณีตกับเนยใส
และน้ำมัน แต่เหตุไรเล่าหนอ ลุงจึงผอม ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺตํ ได้แก่ ภัตที่เขาเตรียมไว้
ตามทำนองโภชนะของคนทั้งหลาย . พระโพธิสัตว์ร้องเรียกกานั้นว่า
มาตุละ ด้วยการร้องเรียกด้วยความรัก. บทว่า กิโส คือผอม ได้แก่
มีเนื้อและเลือดน้อย.
กาได้ฟังคำของนกกระจาบนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถา
ว่า :-
นกกระจาบเมื่อกาอยู่ในท่ามกลางศัตรู
แสวงหาเหยื่อในหมู่มิตร มีจิตใจหวาดระแวง

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 197 (เล่ม 59)

เป็นนิตย์ จะมีความอ้วนมาจากไหน กาทั้ง
หลายหวาดระแวงอยู่เป็นนิตย์ ก้อนข้าวที่กา
ได้มาด้วยกรรมอันเลวทราม ไม่ยังกาให้เอิบอิ่ม
ด้วยเหตุนั้น เราจึงผอม.
ดูก่อนนกกระจาบ ส่วนเจ้ากินแต่หญ้า
และพืชที่หยาบ ๆ มีรสอร่อยน้อย แต่เหตุไร
เล่าหนอ เจ้าจึงอ้วน ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฬฺหิยํ ความว่า สำหรับเราผู้
เป็นกาจะมีความมั่นคงมาจากไหน อธิบายว่า จะอ้วนมาจากไหน. บทว่า
อุพฺพิคฺคิโน ได้แก่ หวาดระแวงอยู่. คำว่า ธงฺโก เป็นชื่อของกา
ทั้งหลายนั่นเอง. บทว่า ปาเปน กมฺมุนา ลทฺโธ ความว่า ก้อนข้าว
ที่กาได้มาด้วยกรรมที่เลวทราม คือแย่งชิงเอาของผู้อื่นมา. บทว่า น
ปิเณติ ความว่า ไม่เอิบอิ่ม. บทว่า เตนสฺมิ ความว่า เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าจึงผอม. บทว่า อปฺปเสฺนหานิ ได้แก่ มีโอชะหย่อน. กา
แม้เป็นผู้สำคัญว่า นกกระจาบกินเหยื่อประณีต เมื่อจะถามถึงเหยื่อ
ตามปกติของนกกระจาบทั้งหลาย กะพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคำนี้.

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 198 (เล่ม 59)

พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะบอกเหตุที่ตนอ้วน จึงได้
กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ลุงกา ข้าพเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป
เลี้ยงชีพด้วยเหยื่อนั้น ที่ได้ได้มาแล้ว เพราะ
มักน้อย คิดน้อย และไปหากินไม่ไกล จึง
อ้วน เพราะว่า คนผู้มักน้อย มีความสุขแบบ
พระอริยเจ้าผู้คิดน้อย มีประมาณอาหารที่รับ
พอดีแล้ว ย่อมมีพฤติกรรมที่ควรอวดอ้างได้ดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปิจฺฉา ความว่า เพราะมีความ
มักน้อยในอาหารทั้งหลาย คือเพราะไม่มีตัณหา อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า
เพราะต้องการอาหาร โดยยังอัตภาพให้เป็นไปอย่างเดียว. บทว่า อปฺ-
ปจินฺตาย ความว่า เพราะไม่มีความคิดถึงอาหารอย่างนี้ว่า วันนี้เรา
จักได้อาหารที่ไหน พรุ่งนี้ที่ไหน. บทว่า อวิทูรคมเนน จ ความว่า
และเพราะการไปในที่ไม่ไกล โดยคิดว่า เราจักได้อาหารอร่อย ในที่
ชื่อโน้น. บทว่า ลทฺธาลทฺเธน ความว่า ด้วยอาหารที่ได้แล้วนั้น
แหละ จะเลวหรือประณีตก็ไม่ว่า. บทว่า ถูโล เตนสฺมิ ความว่า
ข้าพเจ้าอ้วนด้วย เพราะเหตุ ๔ อย่างนั้น. พระโพธิสัตว์ร้องเรียกกาว่า
วายสะ. บทว่า อปฺปจินฺตี มีวิเคราะห์ว่า ความสุขของพระอริยเจ้า
ทั้งหลาย ผู้เว้นจากความคิดมากเกินไปในอาหาร ชื่อว่า ผู้มีความคิดน้อย

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 199 (เล่ม 59)

มีอยู่แก่ผู้นั้น เหตุนั้นผู้นั้นจึงชื่อว่า มีความสุขแบบพระอริยเจ้าผู้คิดน้อย
ของผู้ประกอบด้วยความสุขเช่นนั้นนั้น. บทว่า สุสงฺคหิตปฺปมาณสฺส
ความว่า ผู้มีประมาณแห่งอาหารที่รับไว้ด้วยดีแล้วอย่างนี้ว่า เรากินแล้ว
จักสามารถย่อยได้ตลอดเวลาเพียงเท่านี้. บทว่า วุตฺตี สุสมุทานิยา
ความว่า ความเป็นไปแห่งชีวิตของบุคคลนี้ สามารถเพื่อจะอวดอ้างได้
คือเป็นไปได้ด้วยดีทีเดียว หมายความว่า เพื่อเกิดขึ้นโดยง่ายดาย.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม
ภิกษุผู้เหลวไหลตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. กาในครั้งนั้น ได้แก่ ภิกษุ
ผู้เหลวไหลในบัดนี้ ส่วนนกกระจาบ ได้แก่ เราตถาคตนั่นเอง.
จบ อรรถกถาวัฏฏกชาดกที่ ๙

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 200 (เล่ม 59)

๑๐. มณิชาดก
ว่าด้วยแก้วมณี
[๙๖๓] เป็นเวลานานหนอ เราจึงจะเห็นสหาย
ทัดทรงแก้วมณี สหายของเรางามจริง เพราะ
การแต่งขนที่ช่างตกแต่งดีแล้ว.
[๙๖๔] เราเป็นผู้ขวนขวายในการงานทั้งหลาย จึง
มีขนแข็งคล้ายเล็บงอกขึ้นใต้ปีก นาน ๆ จึงจะ
ได้ช่างกัลบก วันนี้ได้ให้ช่างถอนขนออกแล้ว.
[๙๖๕] เธอได้ช่างกัลบกที่หาได้ยากมาแล้ว ได้
ให้เขาถอนออกไปโดยวิธีใดหนอ เธอจงให้
ช่างถอนออกโดยวิธีนั้นเถิด สหาย ก็เมื่อเป็น
เช่นนั้น อะไรเล่าห้อยย้อยอยู่คอของเธอ ?
[๙๖๖] แก้วมณีห้อยอยู่ที่คอมนุษย์ พวกสุขุ-
มาลชาติทั้งหลาย เราเลียนแบบมนุษย์เหล่านั้น
เธออย่าสำคัญว่าทำเล่น.

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 201 (เล่ม 59)

[๙๖๗] ดูก่อนสหาย ถ้าแม้ว่า เธอชอบใจการ
แต่งขนที่ตกแต่งดีแล้วนี้ไซร้ เราจะให้ช่างทำ
ให้เธอ และแม้แก้วมณีเราก็จะให้เธอ.
[๙๖๘] เธอเท่านั้นแหละเหมาะกับแก้วมณี และ
ขนที่ตกแต่งดีแล้ว เราบอกเธอแล้วก็จะไปละ
การเห็นเธอเป็นที่รักของฉัน.
จบมณิชาดกที่ ๑๐
อรรถกถามณิชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุผู้เหลวไหล จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า จิรสฺสํ วต
ปสฺสามิ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันมีนัยดังกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ.
พระองค์ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นนกพิราบอาศัยอยู่ที่รังนก บนโรงครัวหลัง
ใหญ่ ของเศรษฐีเมืองพาราณสี. ฝ่ายกาทำความคุ้นเคยกับนกพิราบ
นั้นแล้วอยู่ ณ ที่นั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องทั้งหมดควรให้พิสดาร
เถิด. พ่อครัวถอนขนปีกของกาออกแล้วเอาแป้งทาปีกไว้ เจาะชิ้นกระ

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 202 (เล่ม 59)

เบื้องชิ้นหนึ่งสวมไว้ที่คอแล้วใส่ไว้ในรัง. พระโพธิสัตว์มาจากป่าเห็นมัน
แล้ว เมื่อจะทำการเยาะเย้ย จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-
เป็นเวลานานหนอ เราจึงจะเห็นสหาย
ทัดทรงแล้วมณี สหายของเรางามจริง เพราะ
การแต่งขนที่ช่างตกแต่งดีแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มสฺสุกุตฺติยา ความว่า เพราะการ
ตกแต่งขนนี้.
กาได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
เราเป็นผู้ขวนขวายในการงานทั้งหลาย จึง
มีขนแข็งคล้ายเล็บงอกขึ้นใต้ปีก นาน ๆ จึง
จะได้ช่างกัลบก วันนี้ได้ให้ช่างถอนแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺเม สุพฺยาวโฏ ความว่า กา
กล่าวว่า ดูก่อนสหายเราเป็นผู้ขวนขวายในงานราชการทั้งหลาย เมื่อไม่
ได้โอกาสถอน จึงได้มีขนแข็งเหมือนเล็บงอกขึ้นใต้ปีกคือรักแร้. บทว่า
อหารยิ ความว่า วันนี้เราได้ให้ช่างถอนขนออกแล้ว.
ในลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
เธอได้ช่างกัลบกที่หาได้ยากแล้ว ได้ให้
เขาถอนขนออกไปโดยวิธีใดหนอ เธอจงให้

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 203 (เล่ม 59)

เขาถอนออกโดยวิธีนั้นเถิด สหาย เมื่อเป็น
เช่นนั้น อะไรเล่าห้อยย้อยอยู่ที่คอของเธอ ?
คาถานั้นมีเนื้อความว่า เจ้าได้ช่างกัลบกที่หาได้ยาก แล้วได้ให้
เขาถอนขนออกโดยวิธีใด เจ้าชอบใจวิธีนี้นั้น ฉันจักให้เขาทำการตก
แต่งขนเคราให้ เจ้าจงให้เขาถอนขนนั้นออกไปเถิด หายเอ๋ย นี้อะไร
เล่าห้อยระย้าอยู่ที่คอของเจ้า ?
ลำดับนั้น กาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
แก้วมณีห้อยอยู่ที่คอของมนุษย์ พวก
สุขุมาลชาติทั้งหลาย เราเลียนแบบมนุษย์เหล่า
นั้น เธออย่าสำคัญว่าทำเล่น.
ดูก่อนสหาย ถ้าแม้ว่า เธอชอบใจการ
แต่งขนที่ตกแต่งดีแล้วนี้ไซร้ เราจะให้ช่างทำ
ให้เธอ และแม้แก้วมณีเราก็จะให้เธอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มณี ความว่า รัตนมณีดวงหนึ่ง ห้อยอยู่
ที่คอของคนทั้งหลายแบบนั้น. บทว่า เตสาหํ ตัดบทเป็น เตสํ อหํ
แปลว่า ข้าเลียนแบบพวกเขา. บทว่า มา ตวํ มญฺเญ ความว่า แต่

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 204 (เล่ม 59)

เจ้าอย่าสำคัญว่า สิ่งนั่นข้าทำเล่น. บทว่า ปิหยสิ ความว่า ถ้าหากเจ้า
ต้องการแบบขน ที่ข้าแต่งดีแล้วไซร้.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า
เธอเท่านั้นแหละเหมาะกับแก้วมณี และ
ขนที่ตกแต่งดีแล้ว เราบอกเธอแล้วก็จะไปละ
การเห็นเธอเป็นที่รักของฉัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มณินา ความว่า สำหรับแก้วมณี.
ปาฐะเป็นอย่างนี้ทีเดียวก็มี. มีคำอธิบายไว้ว่า สหายกาเอ๋ย เจ้าเท่านั้น
แหละเหมาะสำหรับแก้วมณีนี้ และขนที่ตกแต่งแล้วนี้. แต่การเห็นเธอ
นั่นเองเป็นที่รักของฉัน เพราะฉะนั้นฉันบอกเธอแล้วก็จะไป. ก็แหละ
นกพิราบครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็บินหนีเข้าป่าไป. ส่วนกาถึงการสิ้น
ชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประกาศสัจ-
ธรรมทั้งหลาย แล้วจึงทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุ
ผู้เหลวไหล ดำรงอยู่แล้วในอนาคามิผล. กาในครั้งนั้น ได้แก่ภิกษุผู้
เหลวไหลในบัดนี้ ส่วนนกพิราบ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถามณิชาดกที่ ๑๐

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 205 (เล่ม 59)

รวมชาดกที่มีในขุรปุตวรรคนี้มี ๑๐ คือ :-
๑. ขุรปุตชาดก ๒. สูจิชาดก ๓. ตุณฑิลชาดก ๔. สุวรรณ-
กักกฏกชาดก ๕. มัยหกสกุณชาดก ๖. ปัพพชิตวิเหฐกชาดก ๗. อุป
สิงฆบุปผชาดก ๘. วิฆาสาทชาดก ๙. วัฏฏกชาดก ๑๐. มณิชาดก.
จบ ขุรปุตวรรคที่ ๒
อรรถกถาชาดกนี้ ชื่อว่า อรรถกถาฉักกนิบาต ประดับด้วย
ชาดก ๒๐ ชาดก จบบริบูรณ์แล้วด้วยประการฉะนี้. ปกรณ์นี้ที่พระ-
โอรสองค์เล็กของพระเจ้าอภัยสังคหะ. ผู้มีพระทัยน้อมไปในการบรรพชา
ตั้งแต่เวลามีพระชนม์ ๗ พรรษา มีพระหฤทัยผ่องใส ทรงผนวชแล้ว
โดยพระนามฉายาว่า อคฺคญาณะ ทรงมีพรรษา ๒ ตั้งแต่ทรงผนวช
มาสมมุติกันว่าเป็นศิษย์เอกของพระเถระ ชาวบ้านมณีหริตคิรีคาม ผู้
เป็นพระราชาคณะพระนามว่า พระสีลสัมบันตรีปิฎกธร อรรถธรรม
โกศลสาสน์ ทรงลิขิตไว้สำเร็จเสร็จสิ้นในเวลาบ่ายวันที่ ๗ ขึ้น ๑๐ ค่ำ
ศุกรปักษ์ เดือนอ้าย.
รวมวรรคที่มีอยู่ในฉักกนิบาตนี้ ๒ วรรค คือ :-
๑. อาวาริยวรรค ๒. ขุรปุตวรรค
จบ ฉักกนิบาตชาดก

205