พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 186 (เล่ม 59)

ของท่าน ข้าพเจ้าจักเทียวพิทักษ์รักษาท่านทุกเวลาด้วยเหตุอะไร.
บทว่า เยน คจฺเฉยฺย ความว่า ข้าแก่ภิกษุ ท่านจะพึงไปสู่สุคติด้วย
กรรมอันใด ท่านนั่นแหละพึงรู้.
เทวดาครั้นให้โอวาทแก่พระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็กลับเข้าสู่
วิมานของตน. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ยังฌานให้เกิด แล้วได้เป็นผู้มีพรหม-
โลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรมทั้งหลายแล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในที่ชุดแห่งสัจธรรม ภิกษุ
นั้นดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. เทพธิดาในครั้งนั้น ได้แก่พระ-
อุบลวรรณาเถรีในบัดนี้ ส่วนดาบสได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาอุปสิงฆบุปผชาดกที่ ๗

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 187 (เล่ม 59)

๘. วิฆาสาทชาดก
ว่าด้วยการกินของที่เป็นเดน
[๙๕๑] เหล่าชนผู้กินเดนทั้งหลาย พากันอยู่อย่าง
สบายดีจริงหนอ ในปัจจุบันก็น่าสรรเสริญ
และในสัมปรายภพ ก็จะมีสุคติ.
[๙๕๒] ดูก่อนท่านบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อนกแก้ว
พูดอยู่ ท่านทั้งหลายก็ไม่สงบใจฟัง. ดูก่อน
ท่านพี่น้องร่วมท้องทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย
จงฟังคำนี้ นกแก้วนี้กำลังสรรเสริญเราทีเดียว
[๙๕๓] ดูก่อนท่านผู้กินซากศพทั้งหลาย ข้าพ-
เจ้าไม่สรรเสริญท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย
จงฟังข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินของเหลือ
เป็นปกติ แต่ท่านทั้งหลายไม่เป็นผู้กินเดน
เป็นปกติ.
[๙๕๔] พวกเราบวชได้ ๗ พรรษาแล้ว เป็น
เหมือนนกยูงอยู่กลางป่า เลี้ยงชีพด้วยอาหาร
ที่เป็นเดนเท่านั้น ถ้าหากจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญ

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 188 (เล่ม 59)

ควรตำหนิไซร้ ใครหนอจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญ
ควรสรรเสริญ ?
[๙๕๕] ของที่เหลือของราชสีห์ เสือโคร่งและ
สัตว์ร้ายทั้งหลายมีอยู่ ท่านทั้งหลายเลี้ยงชีพ
ด้วยอาหารที่เหลือนั้นนั่นเอง พวกเราสำคัญว่า
ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินเดนเป็นปกติ.
[๙๕๖] ชนเหล่าใดให้ทานแก่สมณะพราหมณ์
และวณิพกอื่นแล้ว จึงบริโภคส่วนที่เหลือ
ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้กินเดน.
จบ วิฆาสาทชาดกที่ ๘
อรรถกถาวิฆาสาทชาดกที่ ๘
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ บุปผาราม ทรงปรารภภิกษุผู้มี
ศีลน่าเยาะเย้ย แล้วตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุสุขํ วต ชีวนฺติ
ดังนี้.
ความย่อว่า เมื่อภิกษุเหล่านั้นให้พระมหาโมคคัลลานเถระ
ยังปราสาทให้สั่นสะเทือนแล้วพากันสังเวชใจอยู่ ภิกษุทั้งหลายพากันนั่ง
กล่าวโทษที่ไม่ใช่คุณของภิกษุเหล่านั้น ในโรงธรรมสภา. พระศาสดา

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 189 (เล่ม 59)

เสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายนั่งสนทนา
กันด้วยเรื่องอะไร ในบัดนี้ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่ในแต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน
ภิกษุเหล่านี้ ก็เป็นผู้มีศีลเป็นที่เยาะเย้ยเหมือนกัน จึงทรงนำเอาเรื่องใน
อดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกะ. ในครั้งนั้น พี่น้อง ๗ คน
ในหมู่บ้านกาสิกคาม ตำบลใดตำบลหนึ่ง เห็นโทษในกามทั้งหลาย
พากันออกบวชเป็นฤาษีอยู่ท่ามกลางป่า ไม่ทำความเพียรในโยคะ เป็น
ผู้มากไปทางร่างกายแข็งแรง เที่ยวเล่นกีฬานานัปการ. ท้าวสักกะ
เทวราชทรงดำริว่า เราจักให้ภิกษุเหล่านี้ สลดใจ แล้วทรงปลอมพระองค์
เป็นนกแก้ว เสด็จมาถึงที่อยู่ของภิกษุเหล่านั้น แอบอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง
เมื่อจะให้ภิกษุเหล่านั้นสลดใจ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
เหล่าชนผู้กินเดนทั้งหลายพากันอยู่อย่าง
สบายดีจริงหนอ ทั้งในปัจจุบันก็น่าสรรเสริญ
ทั้งในสัมปรายภพก็จะมีสุคติ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป นกแก้วกล่าวหมายถึงพวกคน
ที่กินอาหารที่เหลือจากผู้อื่นกินแล้ว. บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม ความว่า
เหล่าชนแบบนี้ในปัจจุบันนี้ก็ควรสรรเสริญทีเดียว และในสัมปรายภพ

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 190 (เล่ม 59)

คนเหล่านั้นก็จะมีสุคติ คือนกแก้วกล่าวโดยอธิบายว่า เขาเหล่านั้นจะ
เกิดในสวรรค์.
ลำดับนั้น บรรดาฤาษีเหล่านั้น ฤาษีตนหนึ่งได้ยินคำของนกแก้ว
นั้นแล้ว จึงเรียกคนที่เหลือมา แล้วจึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนท่านบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อนกแก้ว
พูดอยู่ ท่านทั้งหลายก็ไม่สงบใจฟัง ดูก่อน
ท่านพี่น้องร่วมท้องทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย
จงฟังคำนี้ นกแก้วนี้กำลังสรรเสริญเราทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาสมานสฺส ความว่า เมื่อนกแก้ว
พูดอยู่ด้วยถ้อยคำของมนุษย์. บทว่า นิสาเมถ ได้แก่ไม่ฟัง บทว่า
อิทํ สุณาถ ความว่า ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำนี้ของนกแก้วนั้น.
เขาร้องเรียกคนเหล่านั้นว่าโสทริยา คือพี่น้องร่วมอุทร เพราะความ
เป็นผู้อยู่แล้ว ในอุทรเสมอกัน.
ครั้งนั้นนกแก้วเมื่อจะห้ามคนเหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓
ว่า :-
ดูก่อนท่านผู้กินซากศพทั้งหลาย ข้าพ-
เจ้าไม่สรรเสริญท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย
จงฟังข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินของเหลือ

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 191 (เล่ม 59)

เป็นปกติ แต่ท่านทั้งหลายไม่เป็นผู้กินเดน
เป็นปกติ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป นกแก้วร้องเรียกคนเหล่านั้น
ว่า กุณปาทา ความว่า ผู้กินซากศพ.
คนเหล่านั้นได้ยินคำนั้นแล้วทั่วทั้งหมด ได้พากันกล่าวคาถา
ที่ ๔ ว่า :-
พวกเราบวชได้ ๗ พรรษาแล้ว เป็น
เหมือนนกยูงอยู่กลางป่า เลี้ยงชีพด้วยอาหาร
ที่เป็นเดนเท่านั้น ถ้าหากจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญ
ควรตำหนิไซร้ ใครหนอจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญ
สรรเสริญ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิขณฺฑิโน ความว่า ประกอบ
ด้วยหงอน. บทว่า วิฆาเสเนว ความว่า พวกเขาเมื่อเลี้ยงชีวิตด้วย
อาหารที่เป็นเดนของราชสีห์และเสือโคร่งอย่างเดียวถึง ๗ ปี ตลอดกาล
เท่านี้ ถ้าหากเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญพึงตำหนิไซร้ ก็ใครเล่าจะเป็นผู้ที่ท่าน
ผู้เจริญควรสรรเสริญ.
พระมหาสัตว์เมื่อให้คนเหล่านั้นสลดใจอยู่ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๕
ว่า :-

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 192 (เล่ม 59)

ของที่เหลือของราชสีห์ เสือโคร่งและ
สัตว์ร้ายทั้งหลายมีอยู่ ท่านทั้งหลายเลี้ยงชีพ
ด้วยอาหารที่เหลือนั้นนั่นเอง พวกเราสำคัญว่า
ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินเดนเป็นปกติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลานญฺจาวสิฏฺฐกํ ของที่เหลือ
คือโภชนะที่เหลือของสัตว์ร้ายทั้งหลายด้วย.
ดาบสทั้งหลายได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ถ้าหากพวกเราไม่
เป็นผู้กินเดนไซร้ ถ้าอย่างนั้นท่านตำหนิใครล่ะ ? ใครเป็นผู้กินเดน.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์นั้นเมื่อจะบอกข้อความนั้นแก่ดาบส
เหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
ชนเหล่าใดให้ทานแก่สมณะพราหมณ์
และวณิพกอื่นแล้ว จึงบริโภคส่วนที่เหลือ
ชนเหล่านั้นเป็นผู้กินเดน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วณิพฺพิโน ได้แก่ผู้ขอสิ่งของนั้น ๆ
พระมหาสัตว์ครั้นให้ดาบสเหล่านั้นสลดใจแล้ว จึงไปที่อยู่ของตนนั่น
เอง.

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 193 (เล่ม 59)

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุม
ชาดกไว้ว่า พี่น้องชาย ๗ คน ในครั้งนั้น ได้แก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีศีล
น่าเยาะเย้ยเหล่านี้ในบัดนี้ ส่วนท้าวสักกะ ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาวิฆาสาทชาดกที่ ๘

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 194 (เล่ม 59)

๙. วัฏฏกชาดก
ว่าด้วยการทำให้เกิดความสุข
[๙๕๗] พ่อลุงกา ลุงกินอาหารประณีตกับเนยใส
แลน้ำมัน แต่เหตุไรเล่าหนอ ลุงจึงผอม ?
[๙๕๘] เมื่อกาอยู่ในท่ามกลางศัตรู แสวงหาเหยื่อ
ในหมู่อมิตร มีจิตใจหวาดระแวงเป็นนิตย์ จะ
มีความมั่นคง ความอ้วนมาแต่ไหน.
[๙๕๙] กาทั้งหลายหวาดระแวงอยู่เป็นนิตย์ ก้อน
ข้าวที่กาได้มาด้วยกรรมอันเลวทราม ไม่ยังกา
ให้เอิบอิ่ม ดูก่อนนกกระจาบ ด้วยเหตุนั้นเรา
จึงผอม.
[๙๖๐] ดูก่อนนกกระจาบ ส่วนเจ้ากินแต่หญ้า
และพืชที่หยาบ ๆ มีรสอร่อยน้อย แต่เหตุไร
เล่าหนอ เจ้าจึงอ้วน ?
[๙๖๑] ลุงกา ข้าพเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป เลี้ยง
ชีพด้วยเหยื่อนั้น ที่ได้มาแล้ว เพราะมักน้อย

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 195 (เล่ม 59)

คิดน้อย และไปหากินไม่ไกล จึงอ้วน.
[๙๖๒] เพราะว่าคนผู้มักน้อย มีความสุขแบบ
พระอริยเจ้า ผู้คิดน้อย มีประมาณอาหารที่รับ
พอดีแล้ว ย่อมมีพฤติกรรมที่อวดอ้างได้ดี.
จบ วัฏฏกชาดกที่ ๙
อรรถกถาวัฏฏกชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุเหลวไหลรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปณีตํ ดังนี้.
พระศาสดาตรัสถามเธอว่า ได้ทราบว่า เธอเป็นคนเหลวไหล
จริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้าค่ะ จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่เฉพาะเวลานี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนเธอก็เป็นคนเหลว
ไหลเหมือนกัน ก็แหละเพราะเป็นผู้เหลวไหลนั่นเอง เธอไม่อิ่มใน
ซากศพช้าง ซากศพโค ซากศพม้า และซากศพคนทั้งหลายในเมือง
พาราณสี จึงเข้าไปสู่ป่า ด้วยคิดว่า เราจักได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดังนี้แล้ว
จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดนกกระจาบมีหญ้าและพืชที่หยาบ ๆ
เป็นอาหาร อาศัยอยู่ในป่า. ครั้งนั้น ในเมืองพาราณสีมีกาเหลวไหล

195