ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 146 (เล่ม 59)

หรือดอกมะลิ. เพราะกลิ่นกฤษณาและจันทน์
นี้หอมน้อย ส่วนกลิ่นของผู้มีศีลทั้งหลาย
หอมมากฟุ้งขจรไปในเทวโลกและมนุษยโลก.
บทว่า นนฺทนฺติ สรีรฆาติโน ความว่าน้องจุลตุณฑิละเอ๋ย คน
ผู้ไม่มีความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อทำปาณาติบาต จะเพลิดเพลินคือพอ
ใจว่า พวกเราจักกินเนื้ออร่อยบ้าง จักให้ลูกเมียกินบ้าง คือไม่รู้โทษ
ของปาณาติบาตเป็นต้นนี้ว่า ปาณาติบาตที่ประพฤติจนชินอบรมมาทำ
ให้มากแล้ว จะเป็นเพื่อให้เกิดในนรก จะเป็นไปเพื่อให้เกิดในกำเนิด
เดียรัจฉาน ฯลฯ จะเป็นไปเพื่อให้เกิดในเปรตวิสัย วิบากของปาณาติ-
บาตที่เบากว่าวิบากทั้งหมด จะเป็นไปเพื่อให้ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีอายุน้อย
ดังนี้ เมื่อไม่รู้ก็จะเป็นผู้สำคัญบาปว่าเป็นน้ำผึ้ง ตามพระพุทธภาษิตว่า :-
คนโง่ย่อมสำคัญบาปว่าเป็นเหมือนน้ำผึ้ง
ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล แต่เมื่อใดบาป
ให้ผล เมื่อนั้นคนโง่ก็จะเข้าถึงทุกข์.
ไม่รู้แม้เหตุมีประมาณเท่านี้ว่า :-
คนเขลา เบาปัญญา เที่ยวทำบาปกรรม
ซึ่งมีผลเผ็ดร้อนด้วยตนเอง ที่เป็นเหมือนศัตรู
กรรมที่มีผลเผ็ดร้อน ทำให้คนมีน้ำตานองหน้า

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 147 (เล่ม 59)

ร้องไห้ไปพลางเสวยผลกรรมไปพลาง ทำแล้ว
ไม่ดี.
บทว่า น จ นนฺทนฺติ สรีรธาริโน ความว่า น้องจุลตุณฑิละ
เอ๋ย สัตว์เหล่านั้นใด ผู้รักษาชีวิตสัตว์ไว้ ไม่ฆ่าสัตว์เป็นปกติ สัตว์
เหล่านั้น เหลือ ตั้งต้นแต่พระโพธิสัตว์ไป เว้นไว้แต่มฤคราชสีห์ ช้าง
อาชาไนย ม้าอาชาไนยและพระขีณาสพ เมื่อความตายมาถึงตน ชื่อว่า
ไม่กลับไม่มี.
สัตว์ทั้งหลายสะดุ้งต่ออาชญากันหมด
เพราะชีวิตเป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น
คนควรเอาตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบแล้ว ไม่
เบียดเบียน ไม่ฆ่ากัน.
บทว่า ปุณฺณาย ความว่า เต็มด้วยคุณค่า.บทว่า ปุณฺณมาสิยา
ความว่า เมื่อเดือนประกอบด้วยจันทร์เพ็ญ สถิตอยู่เต็มดวงแล้ว. ได้
ทราบว่า เมื่อนั้นเป็นวันอุโบสถที่มีพระจันทร์เต็มดวง. บทว่า รมมานา-
ว ชหนฺติ ชีวิตํ ความว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย เธออย่าเศร้าโศก อย่า
ร้องไห้ ขึ้นชื่อว่าความตายไม่ใช่เฉพาะเราเท่านั้น แม้สัตว์ที่เหลือทั้ง
หลายก็มีความตาย สัตว์ผู้ไม่มีคุณมีศีลเป็นต้น อยู่ในภายในย่อมจะกลัว
แต่พวกเราผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ เป็นผู้มีบุญ คือจะไม่กลัว
เพราะฉะนั้นสัตว์ที่เช่นกับเรา จะยินดีสละชีวิตทีเดียว.

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 148 (เล่ม 59)

มหาสัตว์แสดงด้วยเสียงอันไพเราะ ด้วยพุทธลีลาอย่างนี้แล้ว.
ชุมนุมชนมีการปรบมือและการชูผ้าจำนวนพันเป็นไปแล้ว. ท้องฟ้าได้
เต็มไปด้วยเสียงสาธุการ. พระเจ้าพาราณสี ทรงบูชาพระโพธิสัตว์ด้วย
ราชสมบัติ ประทานยศแก่หญิงชรา ทรงรับเอาสุกรทั้ง ๒ ตัวไว้ ทรง
ให้อาบด้วยน้ำหอม ให้ห่มผ้า ให้ไล้ทาด้วยของหอมเป็นต้น ให้ประดับ
แก้วมณีที่คอ แล้วทรงนำเข้าไปสู่พระนคร สถาปนาไว้ในตำแหน่ง
ราชบุตร ทรงประคับประคองด้วยบริวารมาก. พระโพธิสัตว์ได้ให้ศีล ๕
แก่ข้าราชบริพาร. ชาวนครพาราณสีและชาวกาสิกรัฐพากันรักษาศีล ๕
ศีล ๑๐ ทุกคน. ฝ่ายมหาสัตว์ได้แสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นทุกวันปักษ์
นั่งในที่วินิจฉัยศาลพิจารณาคดี เมื่อมหาสัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่ ขึ้นชื่อ
ว่าการโกงไม่มีแล้ว. ในกาลต่อมาพระราชาสวรรคต. ฝ่ายมหา-
สัตว์ให้ประชาชนถวายพระเพลิงพระสรีระพระองค์ แล้วให้จารึก
คัมภีร์วินิจฉัยคดีไว้แล้วบอกว่า ท่านทั้งหลายต้องดูคัมภีร์นี้พิจารณา
คดี แล้วแสดงธรรมแก่มหาชน โอวาทด้วยความไม่ประมาทแล้วเข้า
ป่าไปพร้อมกับจุลตุณฑิละทิ้ง ๆ ที่คนทั้งหมดพากันร้องไห้และคร่ำครวญ
อยู่นั่นเอง. โอวาทของพระโพธิสัตว์ครั้งนั้น เป็นไปถึง ๖ หมื่นปี.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจจะแล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจจธรรมภิกษุผู้กลัวตายนั้น
ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. พระราชาในครั้งนั้นได้แก่พระอานนท์ใน

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 149 (เล่ม 59)

บัดนี้ จุลตุณฑิละ ได้แก่ภิกษุผู้กลัวตาย บริษัทได้แก่พุทธบริษัท
ส่วนมหาตุณฑิละ คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาตุณฑิลชาดกที่ ๓

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 150 (เล่ม 59)

๔. สุวรรณกักกฏกชาดก
ว่าด้วยปูตัวฉลาด
[๒๒๓] มฤคสิงคี คือปูมีตาโปน มีกระดองแข็ง
อาศัยน้ำ ไม่มีขน ฉันถูกมันหนีบ จะร้องไห้
อย่างคนที่ควรกรุณา เฮ้ย เพื่อนแกจะหนีบ
ฉันไปเพื่อประโยชน์อะไร ?
[๙๒๔] งูที่เป็นเพื่อนนั้น เมื่อจะทัดทานเพื่อน
ของตนไว้ จึงแผ่พังพานใหญ่ไปพลาง พ่นพิษ
ไปพลาง ได้มาถึงตัวปู ปูก็ได้หนีบงูไว้.
[๙๒๕] ปูไม่ต้องการกินกา ไม่ต้องการกินพระยา
งู แต่หนีบไว้ เจ้าปูตาโปนเอ๋ย ข้าขอถามแก
เหตุไรแกจึงหนีบข้าทั้ง ๒ ไว้.
[๙๒๖] ชายคนนี้ที่จับข้านำไปที่น้ำ เป็นผู้หวัง
ความเจริญแต่ข้า เมื่อเขาตาย ข้าจะมีความ
ทุกข์หาน้อยไม่ เราทั้ง ๒ คือข้าและคน ๆ นั้น
จะไม่มี.

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 151 (เล่ม 59)

[๙๒๗] อนึ่ง คนทุกคน เห็นข้าผู้มีร่างกายเติบ-
โตแล้ว ต้องการเบียดเบียน คือกินเนื้อที่ทั้ง
อร่อย ทั้งอวบ ทั้งนุ่ม ฝ่ายกาเห็นข้าแล้ว ก็
คงจะเบียดเบียน.
[๙๒๘] ถ้าหากข้าถูกหนีบ เพราะแห่งชายคนนั้น
ไซร้ ข้าจะดูดพิษกลับ ชายคนนี้ลุกขึ้นได้
แกจงปล่อยทั้งข้าทั้งกาโดยเร็ว ก่อนที่พิษร้าย.
แรงจะเข้าไปสู่ชายคนนี้.
[๙๒๙] ข้าจะปล่อยงู แต่ยังไม่ปล่อยกาก่อน
เพราะกาจะเป็นตัวประกันไว้ก่อน. ต่อเมื่อเห็น
ชายคนนี้มีความสุขสบายปลอดภัยแล้ว ข้าจึง
จะปล่อยกาไปเหมือนปล่อยงู ฉะนั้น.
[๙๓๐] กาในครั้งนั้น ได้แก่เทวทัตในบัดนี้ ส่วน
งูเห่าหม้อ ได้แก่ช้างนาฬาคิรี ปูได้แก่พระ-
อานนท์ผู้เจริญ ส่วนตถาคตผู้เป็นศาสดา ได้
แก่พราหมณ์ ในครั้งนั้น.
จบ สุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๔

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 152 (เล่ม 59)

อรรถกถาสุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการ
เสียสละชีพของพระอานนทเถระเพื่อพระองค์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่ม
ต้นว่า สิงฺคมิโค ดังนี้.
เรื่องแต่ต้นจนถึงการประกอบนายขมังธนู ตรัสแล้วในกัณ-
ฑหาลชาดก การปล่อยช้างธนบาล ตรัสไว้แล้วในจุลลหังสชาดก.
ความย่อว่า ในครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายตั้งเรื่องกันขึ้นในธรรมสภา
ว่า พระอานนทเถระผู้เป็นคลังพระธรรม เป็นผู้บรรลุเสขปฏิสัมภิทา
เมื่อช้างธนบาลกำลังวิ่งมา ก็ได้สละชีวิตถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวก
เธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
ด้วยเรื่องชื่อนี้. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น
แม้ในชาติก่อนพระอานนท์ก็สละชีวิตเพื่อเราเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึง
ได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล ด้านทิศอิสาณของกรุงราชคฤห์ ได้มีบ้านพราหมณ์
ชื่อว่า หลินทิยะ. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลกาสิกพราหมณ์
ในหมู่บ้านนั้น เติบโตแล้วดำรงทรัพย์สมบัติไว้ให้คนทำกสิกรรม ประ-
มาณ ๘ หมื่น ในนามคธแห่งหนึ่ง ด้านทิศอิสาณของหมู่บ้านนั้น.

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 153 (เล่ม 59)

วันหนึ่ง เขาไปนาพร้อมกับคนทั้งหลายผู้เป็นบริวาร สั่งบังคับกรรมกร
ทั้งหลายว่า สูเจ้าทั้งหลายจงพากันทำงานเถิด แล้วเข้าไปหนองน้ำใหญ่
ปลายนา เพื่อต้องการล้างหน้า. ก็แหละในหนองน้ำนั้น มีปูตัวหนึ่ง
มีสีเหมือนสีทอง มีรูปงามน่าเลื่อมใสอาศัยอยู่. พระโพธิสัตว์เคี้ยวไม้
ชำระฟันแล้ว จึงลงไปหนองน้ำนั้น ในเวลาพระโพธิสัตว์นั้นล้างหน้า
ปูได้มาใกล้พระโพธิสัตว์. ครั้งนั้น ท่านได้ยกมันขึ้นมาจับให้นอนอยู่
ในระหว่างผ้าห่มของตนแล้ว เมื่อไปทำกิจที่ตนจะต้องทำในนา จึงวาง
มันลงไปในหนองนั้นแล้วได้ไปบ้าน. ต่อแต่นั้นมาพระโพธิสัตว์ เมื่อ
มาถึงนาจะไปหนองน้ำนั้นก่อน ให้ปูนอนในระหว่างผ้าห่มแล้ว จึง
ตรวจดูการงานภายหลัง. ด้วยประการยังนี้ ความคุ้นเคยกันระหว่าง
พระโพธิสัตว์กับปูนั้นจึงได้มั่นคง. พระโพธิสัตว์ก็มานาเนืองนิตย์. ก็
แหละประสาทในนัยน์ตาของพระโพธิสัตว์นั้นปรากฏเป็นวงกลม ๓ ชั้น
ใสแจ๋ว. ครั้งนั้น กาตัวเมียที่รังกาบนต้นตาลต้นหนึ่ง ที่ปลายนาของ
พระโพธิสัตว์นั้นเห็นนัยน์ตาของท่านแล้วอยากจะกิน จึงบอกกาตัวผู้ว่า
พี่ ฉันเกิดแพ้ท้องแล้ว.
กาตัวผู้ ธรรมดาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร ?
กาตัวเมีย ฉันอยากกินนัยน์ตาของพราหมณ์คนนั้น.
กาตัวผู้ แกเกิดแพ้ท้องที่เลวร้าย ใครจักสามารถนำนัยน์ตา
เหล่านั้นมาได้.

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 154 (เล่ม 59)

กาตัวเมีย เจ้าไม่สามารถหรือ ?
กาตัวผู้ ข้าไม่สามารถ.
กาตัวเมีย ฉันรู้เรื่องนี้ ก็ที่จอมปลวกนั่นในที่ไม่ไกลต้นตาลมีงู
เห่าหม้ออาศัยอยู่ เจ้าจงปรนนิบัติงูเห่านั้น พราหมณ์นั้นถูกงูนั้นกัดแล้ว
จักตาย เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จักจิกเอานัยน์ตาของเขามาได้. กาตัวผู้
รับคำว่าดีแล้ว จำเดิมแต่นั้นมาก็ปรนนิบัติ งูเห่าหม้อ. ในเวลาที่ข้าวกล้า
ที่พระโพธิสัตว์หว่านไว้ตั้งท้อง ปูก็ได้เติบโตขึ้น. อยู่มาวันหนึ่ง งูพูด
กะกาว่า สหายเอ๋ย ท่านปรนนิบัติเราเนืองนิตย์ เพราะเหตุอะไร. เรา
จะทำอะไรให้ท่านได้. กาบอกว่า นาย ทาสีของท่าน คือภรรยาของ
ฉันเกิดแพ้ท้องอยากกินนัยน์ตาของเจ้าของนานั่น เรานั้นจักได้นัยน์ตา
ของเจ้าของนานั้น ด้วยอานุภาพของท่าน เพราะฉะนั้น เราจึงปรน-
นิบัติท่าน. งูบอกให้กานั้นเบาใจว่า เรื่องนี้ยกไว้เถอะไม่ใช่เรื่องหนัก-
หนา ท่านจักได้แน่. ในวันรุ่งขึ้นจึงอาศัยคันนาเอาหญ้าปิดไว้ที่ทางมา
นอนดูการมาของเขา. พระโพธิสัตว์ เมื่อมาจะลงไปหนองน้ำล้างหน้า
ยังความเสน่หาให้เกิดขึ้น สวมกอดปูทอง ให้นอนอยู่ในระหว่างผ้าห่ม
ก่อนแล้วจึงเข้าไปนา. งูเห็นพระโพธิสัตว์นั้นกำลังมา ก็เลื้อยไปโดยเร็ว
กัดเนื้อปลีแข้ง คือน่องให้ล้มลงไปในที่นั้นนั่นเอง แล้วจึงหนีไปหมาย
จอมปลวกเป็นปลายทาง. การล้มของพระโพธิสัตว์ก็ดี การกระโดด
ออกไปจากระหว่างผ้าสาฎกของปูก็ดี การมาเกาะบนที่อกพระโพธิสัตว์

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 155 (เล่ม 59)

ก็ดี ได้มีไม่ก่อนไม่หลังกัน. กาเกาะแล้วจะใช้จะงอยปากจิกนัยน์ตา.
ปูคิดว่า ภัยเกิดขึ้นแก่สหายของเราแล้ว เพราะอาศัยกาตัวนี้ เมื่อเรา
จับกาตัวนี้ไว้ได้ งูก็จักกลับมา จึงอ้าก้ามหนีบคอกาไว้แน่นเหมือนเอา
คีมคีบไว้ให้มันล้าแล้วจึงได้ทำให้หย่อนไว้หน่อยหนึ่ง คือลาก้ามลง. กา
เมื่อจะเรียกงูว่า สหายเอ๋ย สหายจะทั้งเราไปเพื่อประโยชน์อะไร ? ปู
ตัวนี้หนีบฉัน ฉันจะยังไม่ตายจนกว่าเพื่อนจะมา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-
มฤคสิงคี คือปูมีตาโปน มีกระดองแข็ง
อาศัยน้ำ ไม่มีขน ฉันถูกมันหนีบ จะร้องไห้
อย่างคนที่ควรกรุณา เฮ้ย เพื่อนแกจะหนีฉัน
ไปเพื่อประโยชน์อะไร ?
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้. ปูเขาเรียกว่า สิงคมิคะ
เพราะมีสีเหมือนสีทองสิงคี หรือเพราะมีเขากล่าว คือก้าม. บทว่า
อายตจฺขุเนตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยตากล่าวคือจักษุยาว. กระดอง
คือกระดูกของปูนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้นปูนั้นจึงชื่อว่า มีกระดองแข็ง
อฏฺฐิตฺตโจ. คำว่า หเร สขา เป็นคือร้องเรียก ความหมายว่า
ดูก่อนสหายผู้เจริญ.
งูได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้แผ่พังพานพ่นพิษร้ายมา.

155