ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 136 (เล่ม 59)

๓. ตุณฑิลชาดก
ว่าด้วยธรรมเหมือนน้ำ บาปธรรมเหมือนเหงื่อไคล
[๙๑๗] บัดนี้ วันนี้ แม่เราให้อาหารสำหรับขุน
ใหม่ รางอาหารนี้เต็ม นายแม่ยืนใกล้ราง
อาหาร คนหลายคนมีมือถือบ่วง อาหารนั้น
ไม่แจ่มชัดสำหรับฉัน เพื่อจะกินอาหาร.
[๙๑๘] เจ้าสะดุ้ง เจ้าหัวหมุนไปไย ? เจ้า
ประสงค์จะหลีกหนีไป เจ้าไม่มีผู้ต้านทาน จัก
ไปไหน ? น้องตุณฑิละเอ๋ย เจ้าจงเป็นผู้ขวน-
ขวายแต่น้อย กินไปเถิด พวกเราถูกขุนเพื่อ
ต้องการเนื้อ.
[๙๑๙] เจ้าจงลงสู่ห้วงน้ำ ที่ไม่มีโคลนตม ชำระ.
ล้างเหงื่อไคลทั้งหมด แล้วถือเอาเครื่องลูบไล้
ใหม่ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา มีกลิ่นหอมไม่ขาด
สาย.
[๙๒๐] ห้วงน้ำอะไรหนอที่ไม่มีโคลนตม ? อะไร
หนอเรียกว่าเหงื่อไคล ? อะไรเรียกว่าเครื่อง

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 137 (เล่ม 59)

ลูบไล้ใหม่ ? กลิ่นอะไรไม่ขาดหาย มาแต่ไหน
แต่ไร ?
[๙๒๑] ห้วงน้ำคือพระธรรม ไม่มีโคลนตม. บาป
เรียกว่าเหงื่อไคล และศีลเรียกว่าเครื่องลูบไล้
ใหม่ แต่ไหนแต่ไรมา กลิ่นของศีลนั้นไม่เคย
ขาดหายไป.
[๙๒๒] เหล่าชน ผู้ไม่รู้ ผู้ฆ่าสัตว์กิน เป็นปกติ
จะเพลิดเพลินใจ ส่วนผู้รักษาชีวิตสัตว์ ไม่
ฆ่าสัตว์ เป็นปกติ จะไม่เพลิดเพลินใจ เมื่อ
วันเดือนเพ็ญมีพระจันทร์เต็มดวงแล้ว เหล่า
ชนผู้รื่นเริงใจอยู่เท่านั้น จึงจะสละชีพได้.
จบ ตุณฑิลชาดกที่ ๓
อรรถกถาตุณฑิลชาดกที่ ๓
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุผู้กลัวตายรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นวจฺฉทฺทเก ดังนี้.
ได้ยินว่า กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีนั้น บวชในพระศาสนาแต่ได้
เป็นผู้กลัวตาย. เธอได้ยินเสียงกิ่งไม้สั่นไหว. ท่อนไม้ตก. เสียงนก

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 138 (เล่ม 59)

หรือสัตว์สี่เท้า แม้เพียงเล็กน้อย คือเบา ๆ หรือเสียงอย่างอื่นแบบนั้น
ก็จะเป็นผู้ถูกภัยคือความตายขู่ เดินตัวในรูปเหมือนกระต่ายถูกแทงที่
ท้องฉะนั้น. ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งคาถา คือเรื่องสนทนา ขึ้นในธรรม
สภาว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุชื่อโน้นกลัวตาย ได้ยินเสียงแม้เพียง
เล็กน้อย ก็ร้องพลางวิ่งพลางหนีไป ควรจะมนสิการว่า ก็ความตาย
ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เท่านั้นเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตไม่เที่ยง ดังนี้.
พระศาสดาเสด็จมาถึง ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่งสนทนากัน
ด้วยเรื่องอะไรนะ เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้แล้ว
ตรัสสั่งให้หาภิกษุนั้นมา แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ทราบว่า เธอ
กลัวตายจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นทูลรับว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า ดังนี้ จึง
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะในปัจจุบันนี้เท่านั้น แม้ในชาติ
ก่อน ภิกษุนี้ก็กลัวตายเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา
สาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์ ได้ถือปฏิสนธิในท้องของแม่สุกร. แม่สุกร
ท้องแก่ครบกำหนดแล้ว คลอดลูก ๒ ตัว. อยู่มาวันหนึ่งมันพาลูก
๒ ตัวนั้นไปนอนที่หลุมแห่งหนึ่ง. กาละครั้งนั้น หญิงชราคนหนึ่งมี
ปกติอยู่บ้านใกล้ประตูนครพาราณสี เก็บฝ้ายได้เต็มกระบุงจากไร่ฝ้าย
เดินเอาไม้เท้ายันดินมา. แม่สุกรได้ยินเสียงนั้นแล้ว ทิ้งลูกน้อยหนีไป
เพราะกลัวตาย. หญิงชราเห็นลูกสุกรกลับได้ความสำคัญว่าเป็นลูก จึง

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 139 (เล่ม 59)

เอาใส่กระบุงไปถึงเรือน แล้วตั้งชื่อตัวพี่ว่า มหาตุณฑิละ ตัวน้องว่า
จุลตัณฑิละ เลี้ยงมันเหมือนลูก. ในเวลาต่อมามันเติบโตขึ้น ได้มีร่าง
กายอ้วน. หญิงชราถึงจะถูกทาบทามว่า จงขายหมูเหล่านี้ให้พวกฉัน
เถิด ก็บอกว่า ลูกของฉัน แล้วไม่ให้ใคร. ภายหลังในวันมหรสพ
วันหนึ่งพวกนักเลงดื่มสุรา เมื่อเนื้อหมดก็หารือกันว่า พวกเราจะได้
เนื้อจากที่ไหนหนอ ทราบว่า ที่บ้านหญิงชรามีสุกร จึงพากันถือเหล้า
ไปที่นั้น พูดว่า คุณยายครับ ขอให้คุณยายรับเอาราคาสุกรแล้วให้สุกร
ตัวหนึ่งแก่พวกผมเถิด. หญิงชรานั้น แม้จะปฏิเสธว่า อย่าเลยหลาน
เอ๋ย สุกรนั้นเป็นลูกฉัน ธรรมดาคนจะให้ลูกแก่คนที่ต้องการจะกิน
เนื้อไม่มีหรอก. พวกนักเลงแม้จะอ้อนวอนแล้วอ้อนวอนเล่าว่า ขึ้นชื่อ
ว่าหมูจะเป็นลูกของคนไม่มีนะ ให้มันแก่พวกผมเถิด ก็ไม่ได้สุกร จึง
ให้หญิงชราดื่มสุรา เวลาแกเมาแล้วก็พูดว่า ยาย ยายจะทำอะไรกับหมู ?
ยายเอาราคาหมูนี้ไปไว้ทำเป็นค่าใช้จ่ายเถิด แล้ววางเหรียญกระษาปณ์
ไว้ในมือหญิงชรา. หญิงชรารับเอาเหรียญกระษาปณ์ พูดว่า หลายเอ๋ย
ยายไม่อาจจะให้สุกรชื่อมหาตุณฑิกะได้ แก่จงพากันเอาจุลตุณฑิละไป.
มันอยู่ที่ไหน ? นักเลงถาม.
ที่กอไม้กอโน้น หญิงชราตอบ.
ยายให้เสียง เรียกมันสิ นักเลงสั่ง.
ฉันไม่เห็นอาหาร หญิงชราตอบ.

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 140 (เล่ม 59)

นักเลงทั้งหลายจึงให้ค่าอาหารให้ไปนำข้าวมา ๑ ถาด. หญิงชรา
รับเอาค่าอาหารนั้น จัดชื้อข้าว เทให้เต็มรางหมูที่วางไว้ใกล้ประตูแล้ว
ได้ยืนอยู่ใกล้ ๆ ราง. นักเลงประมาณ ๓. คน มีบ่วงในมือ ได้ยืน
อยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง. หญิงชราได้ให้เสียงร้องเรียกหมูว่า ลูกจุลตุณ-
ฑิละมาโว้ย. มหาตุณฑิละได้ยินเพียงนั้นแล้วรู้แล้วว่า ตลอดเวลา
ประมาณเท่านี้ แม่เราไม่เคยให้เสียงแก่จุลตุณฑิละ ส่งเสียงถึงเราก่อน
ทั้งนั้น วันนี้คงจักมีภัยเกิดขึ้นแก่พวกเราแน่แท้. มหาตุณฑิละ จึง
เรียกจุลตุณฑิละมาแล้วบอกว่า น้องเอ๋ย แม่ของเราเรียกเจ้า เจ้าลงไป
ให้รู้เรื่องก่อน. จุลตุณฑิละ. ก็ออกจากกอไม้ไปเห็นว่านักเลงเหล่านั้น
ยืนอยู่ใกล้รางข้าวก็รู้ว่า วันนี้ความตายจะเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ถูกมรณภัย
คุกคามอยู่ จึงหันกลับตัวสั่นไปหาพี่ชายไม่อาจจะยืนอยู่ได้ตัวสั่นหมุนไป
รอบ ๆ. มหาตุณฑิละเห็นเขาแล้วจึงถามว่า น้องเอ๋ย ก็วันนี้เจ้าสั่นเทา
ไป เห็นสถานที่เป็นที่เข้าไปแล้ว เจ้าทำอะไรนั่น. มันเมื่อจะบอกเหตุ
ที่ตนได้เห็นมา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-
บัดนี้ วันนี้แม่เราให้อาหารสำหรับขุนใหม่
รางอาหารนี้เต็ม นายแม่ยืนใกล้รางอาหาร คน
หลายคนมีมือถือบ่วง อาหารนั้นไม่แจ่มชัด
สำหรับฉัน เพื่อกินอาหาร.

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 141 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นวจฺฉทฺทเก ทานิ ทิยฺยติ ความว่า
พี่ เมื่อก่อนแม่ให้ข้าวต้มที่ปรุงด้วยรำหรือข้าวสวย ที่ปรุงด้วยข้าว
ตังแก่พวกเรา แต่วันนี้ให้อาหารสำหรับขุนใหม่ คือทานมีอาหารใหม่.
บทว่า ปุณฺณายํ โทณิ ความว่า รางอาหารของพวกเรานี้ เต็มไป
ด้วยข้าวสวยล้วน ๆ. บทว่า สุวามินี  ิตา ความว่า ฝ่ายนายแม่ของ
พวกเรา ก็ได้ยืนอยู่ใกล้ ๆ รางอาหารนั้น. บทว่า พหุโก ชโน ความ
ว่า มิใช่แต่นายแม่ยืนอย่างเดียวเท่านั้น แม้คนอื่นอีกหลายคน ได้ยืน
มีมือถือบ่วงอยู่. บทว่า โน จ โข เม ปฏิภาติ ความว่า แม้ภาวะที่คน
เหล่านี้ ยืนอยู่แล้วอย่างนี้ ไม่แจ่มกระจ่างสำหรับฉัน อธิบายว่า ฉันไม่
ชอบใจ แม้เพื่อจะกินข้าวนี้.
มหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว พูดว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย ได้ทราบว่า
ธรรมดาแม่ของเรา เมื่อเลี้ยงสุกรไว้ในที่นี้นั่นเอง ย่อมเลี้ยงเพื่อ
ประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้นของท่านถึงที่สุดแล้วในวันนี้ น้อง
อย่าคิดเลย เมื่อจะแสดงธรรมโดยลีลาพระพุทธเจ้า ด้วยเสียงที่ไพเราะ
จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
เจ้าสะดุ้ง เจ้าหัวหมุนรูปไปไย ? เจ้าประสงค์
จะหลีกหนีไป เจ้าไม่มีผู้ต้านทานจักไปไหน ?
น้องตุณฑิละเอ๋ยเจ้าจงเป็นผู้ขวนขวายแต่น้อย
กินไปเถิด พวกเราถูกเขาขุนเพื่อต้องการเนื้อ

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 142 (เล่ม 59)

เจ้าจงลงสู่ห่วงน้ำที่ไม่มีโคลนตม ชำระล้าง
เหงื่อไคลทั้งหมด แล้วถือเอาเครื่องลูบไล้ใหม่
ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา มีกลิ่นหอมไม่ขาดสาย.
เมื่อมหาตุณฑิละมหาสัตว์นั้น รำลึกถึงบารมีทั้งหลาย แล้วทำ
เมตตาบารมีให้เป็นปุเรจาริก ออกหน้า ยกบทแรกมาเป็นตัวอย่างอยู่
นั่นเอง เสียงได้ดังไปท่วมนครพาราณสี ที่กว้างยาวทั้งสิ้น ๑๒ โยชน์.
ในขณะที่คนทั้งหลายได้ยิน ๆ นั่นแหละ ชาวนครพาราณสี ตั้งต้นแต่
พระราชา และพระอุปราชเป็นต้น ได้พากันมาตามเสียง. ฝ่ายผู้ไม่
ได้มาอยู่ที่บ้านนั่นเองก็ได้ยิน. ราชบุรุษทั้งหลายพากันถางพุ่มไม้ ปราบ
พื้นที่ให้เสมอแล้วเกลี่ยทรายลง. ผู้ให้สุราแก่นักเลงทั้งหลายก็งดให้.
พวกนักเลงพากันทิ้งบ่วงแล้วได้ยินฟังธรรมกันทั้งนั้น. ฝ่ายหญิงชราก็
หายเมา. มหาสัตว์ได้กล่าวปรารภเทศนาแก่จุลตุณฑิละท่ามกลางมหาชน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสสิ ภมสิ ความว่า หวาดสะดุ้ง
เพราะกลัวตาย เมื่อลำบากด้วยความหวาดสะดุ้ง เพราะความกลัวตาย
นั้นนั่นแหละ เธอจึงหัวหมุน. บทว่า เลณมิจฺฉสิ ได้แก่มองหาที่พึ่ง
บทว่า อตาโณสิ ความว่า น้องเอ๋ย เมื่อก่อนมารดาของเราเป็นที่พึ่ง
ที่ระลึกได้ แต่วันนี้ท่านหมดอาลัยทอดทิ้งเราแล้ว บัดนี้เจ้าจักไปไหน.
บทว่า โอคาห ได้แก่ลงไปอยู่. อีกอย่างหนึ่งปาฐะว่าอย่างนี้เหมือนกัน
บทว่า ปวาหย ได้แก่ให้เหงื่อไคลทั้งหมดลอยไป. บทว่า น ฉิชฺชติ

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 143 (เล่ม 59)

ได้แก่ไม่หายไป. มีอธิบายว่า ถ้าหากเจ้าสะดุ้งกลัวความตายไซร้
ก็จงลงสู่สระโบกขรณีที่ไม่มีโคลนตม ชำระล้างเหงื่อและไคลทั้งหมด
ในตัวของเจ้า แล้วลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้ที่หอมฟุ้งอยู่เป็นนิตย์.
จุลตุณฑิละได้ยินคำนั้นแล้วคิดว่า พี่ชายของเราพูดอย่างนี้ วงศ์
ของพวกเราไม่มีการลงสระโบกขรณี แล้วอาบน้ำชำระล้างเหงื่อไคล
ออกจากสรีระร่าง การนำเอาเครื่องลูบไล้เก่าออกไปแล้วเอาเครื่องลูบไล้
ใหม่ที่มีกลิ่นหอมฟุ้งลูบไล้ไม่มีในกาลไหนเลย พี่ชายของเราพูดอย่าง
นี้ หมายถึง อะไรกันหนอ ดังนี้แล้ว เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
ห้วงน้ำอะไรหนอที่ไม่มีโคลนตม ? อะไร
หนอ เรียกว่าเหงื่อไคล ? อะไรเรียกว่าเครื่อง
ลูบไล้ใหม่ ? กลิ่นอะไรไม่ขาดหายมาแต่ไหน
แต่ไร ?
พระมหาสัตว์ได้ยินคำตอบนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเธอจง
เงี่ยโสตฟัง เมื่อจะแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า:-
ห้วงน้ำคือพระธรรมไม่มีโคลนตม บาป
เรียกว่าเหงื่อไคล และศีลเรียกว่าเครื่องลูบไล้
ใหม่ แต่ไหนแต่ไรมา กลิ่นของศีลนั้นไม่ขาด
หายไป เหล่าชน ผู้ไม่รู้ ผู้ฆ่าสัตว์กิน เป็น

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 144 (เล่ม 59)

ปกติ จะเพลิดเพลินใจ ส่วนผู้รักษาชีวิตสัตว์
ไม่ฆ่าสัตว์ เป็นปกติ จะไม่เพลิดเพลินใจ เมื่อ
วันเดือนเพ็ญ มีพระจันทร์เต็มดวงแล้ว เหล่า
ชนผู้รื่นเริงใจอยู่เท่านั้น จึงจะสละชีพได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ความว่า ธรรมะแม้ทั้งหมด
นี้ คือศีล ๕ ศีล ๑๐ สุจริต ๓ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และ
อมตมหานิพพาน ชื่อว่า ธรรม. บทว่า อกทฺทโม ความว่า ชื่อว่าไม่
มีโคลนตม เพราะไม่มีโคลนตมคือกิเลส ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ
มานะ และทิฐิ. ด้วยบทนี้ มหาตุณฑิละ งดธรรมที่เหลือไว้แสดงพระ-
นิพพานเท่านั้น เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมทั้งหลายมีปัจจัย. ปรุงแต่งก็ดีงาม ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งก็ตาม มี
ประมาณเท่าใด วิราคธรรมท่านกล่าวว่าล้ำเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น ได้
แก่ธรรมให้สร่างเมา. ปราศจากความหิวระหาย. ถอนอาลัยออกได้
ตัดวัฏฏะได้ เป็นที่สิ้นตัณหา วิราคะ คือคลายกำหนัด นิโรธ คือดับ
ตัณหาไม่มีเหลือ นิพพาน คือดับกิเลสและทุกข์หมด. นัยว่าพระโพธิ-
สัตว์ เมื่อจะแสดงพระนิพพานนั้นนั่นแหละ จึงกล่าวอย่างนี้ ด้วย
อำนาจอุปนิสสัยปัจจัยว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย เราเรียกสระคือพระ-
นิพพานว่า ห้วงน้ำ เพราะในพระนิพพานนั้นนั่นเอง ไม่มีชาติ ชรา
พยาธิ และมรณทุกข์เป็นต้น แม้ว่าหากจะมีผู้ประสงค์จะพ้นจากมรณะ

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 145 (เล่ม 59)

ก็จงเรียนข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงพระนิพพาน. บทว่า ปาปํ เสทมลํ ความ
ว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย บัณฑิตในสมัยก่อนทั้งหลายเรียกบาปว่าเป็น
เหงื่อไคล เพราะเป็นเช่นกับเหงื่อไคล. ก็บาปนี้นั้นมีอย่างเดียวคือ
กิเลสเครื่องประทุษร้ายใจ บาปมี ๒ อย่างคือ ศีลที่เลวทรามกับทิฐิที่
เลวทราม. บาปมี ๓ อย่าง คือ ทุจริต ๓. บาปมี ๔ อย่าง คือ การลุ
อำนาจอคติ ๔ อย่าง. บาปมี ๕ อย่าง คือ สลักใจ ๕ อย่าง. บาปมี
๖ อย่าง คือ อคารวะ ๖ อย่าง. บาปมี ๗ อย่าง คือ อสัทธรรม ๗
ประการ. บาปมี ๘ อย่าง คือ ความเป็นผิด ๘ ประการ. บาปมี ๙ อย่าง
คือ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๙ อย่าง. บาปมี ๑๐ อย่าง คือ
อกุศลธรรมบถ ๑๐. บาปมีมากอย่าง คือ อกุศลธรรมทั้งหลายที่ทรงจำ-
แนกออกไป โดยเป็นธรรมหมวด ๑ หมวด ๒ และหมวด ๓ เป็นต้น
อย่างนี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ. บทว่า ศีลได้แก่ศีล ๕ ศีล ๑๐ และ
ปาริสุทธศีล ๔. น้องเอ๋ย บัณฑิตทั้งหลาย เรียกศีลนี้ว่าเป็นเสมือน
เครื่องลูบไล้ใหม่. บทว่า ตสฺส ความว่า กลิ่นของศีลนั้น แต่ไหน
แต่ไรมา ไม่ขาดหายไปในวัยทั้ง ๓ คือไม่แผ่ไปทั่วโลก.
กลิ่นดอกไม้จะไม่หอมทวนลมไป กลิ่น
จันทน์กฤษณา หรือดอกมะลิก็ไม่หอมทวนลม
ไป แต่กลิ่นของสัตบุรุษหอมทวนลมไป สัต-
บุรุษฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ. กลิ่นศีลหอมยิ่งกว่า
คันธชาติเหล่านี้ คือจันทน์กฤษณะ ดอกอุบล

145