ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 106 (เล่ม 59)

นันทิยมฤค ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ เลี้ยงมารดาบิดา. ครั้งนั้น
พระเจ้าโกศลได้เป็นกษัตริย์ ที่มีพระทัยฝักใฝ่กับการล่าเนื้อเท่านั้น. ก็
พระองค์ไม่โปรดให้คนทั้งหลายทำกสิกรรมเป็นต้น ทรงมีบริวารมาก
เสด็จไปล่าเนื้อทุกวัน. คนทั้งหลายจึงประชุมปรึกษากันว่า พ่อคุณเอ๋ย
พระราชาพระองค์นี้ ทรงทำการงดงานของพวกเรา แม้การครองเรือน
ก็จะล่มจม ถ้ากระไรแล้ว พวกเราควรล้อมสวนป่าอัญชัน สร้างประตู
ขุดสระโบกขรณีไว้ปลูกต้นไม้ แล้วมีมือถือไม้ค้อนและกระบองเป็นต้น
เข้าป่าไปฟาดพุ่มไม้ต้อนเนื้อมาล้อมไว้ ให้เข้าอยู่คอกในสวนเหมือนวัว
แล้วปิดประตูไว้จึงไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทำงานของพระองค์. ทุก
คนมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า นั้นเป็นอุบายที่ดีในเรื่องนี้ พากันจัด
เตรียมสวนไว้แล้วเข้าป่าไปล้อมสถานที่ไว้ประมาณโยชน์หนึ่ง. ขณะนั้น
เนื้อชื่อนันทิยะตัวหนึ่ง พาพ่อแม่ไปนอนอยู่ที่พื้นดินในป่าดอนเล็ก ๆ
แห่งหนึ่ง. คนทั้งหลายมีมือถือโล่และอาวุธเป็นต้น พากันล้อมดอนนั้น
โดยเอาแขนเกี่ยวแขนกัน คือจับมือกัน. ได้มองเห็นเนื้อฝูงหนึ่งจึงพา
กันเข้าไปดอนนั้น. เนื้อนันทิยะเห็นพวกเขาแล้วคิดว่า วันนี้เราควรจะ
สละชีพให้ชีวิตเป็นทานเพื่อพ่อแม่ แล้วลุกขึ้นไหว้พ่อแม่ แล้วขอขมา
พ่อแม่ว่า ข้าแต่พ่อและแม่ ถ้าคนเหล่านี้เข้ามาดอนนี้แล้ว จักเห็นพวกเรา
ทั้ง ๓ ท่านทั้ง ๒ คงอยู่ได้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง การอยู่ได้ชีวิตของ
ท่านเป็นสิ่งประเสริฐ ลูกจักให้ทานชีวิต เพื่อพ่อเพื่อแม่ พอคนทั้งหลาย
ยืนที่ชายดอนฟาดพุ่มไม้เท่านั้น ก็จะออกไป ครานั้นพวกเขาจะเข้าใจ

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 107 (เล่ม 59)

ว่า ในดอนเล็ก ๆ นี้ คงจักมีเนื้อตัวเดียวเท่านั้น ไม่พากันเข้าไปดอน
ขอพ่อแม่จงอย่าประมาทเถิด. ดังนี้แล้วได้เป็นผู้เตรียมพร้อมจะไปยืนอยู่
แล้ว. พอคนทั้งหลายยืนที่ชายดอนโห่แล้วตีพุ่มไม้เท่านั้น เขาก็ออก
จากดอนนั้นไป. คนเหล่านั้นเข้าใจว่า ในดอนนี้คงจักมีเนื้อตัวเดียว
เท่านี้แหละ จึงไม่พากันเข้าดอน. ครั้งนั้นนันทิยะได้ไปเข้าอยู่ใน
ระหว่างเนื้อทั้งหลาย. คนทั้งหลายได้พากันต้อนเนื้อทุกตัวเข้าสวนแล้ว
กันประตูไว้ ทูลให้พระราชาทรงทราบแล้วไปสู่ที่ของตน ๆ. ต่อแต่นั้นมา
พระราชาก็เสด็จโดยลำพังพระองค์เอง หรือทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่งไป
นำเอาเนื้อมีด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไปยิงเนื้อตัวหนึ่งแล้วเอามันมา
ดังนี้. จึงเนื้อทั้งหลายพากันตั้งวาระกันไว้. เนื้อตัวที่ถึงวาระ จะ
ยืนอยู่ที่เหมาะสมแห่งหนึ่ง. คนทั้งหลายจะยิงเนื้อนั้นแล้วเอามา. ฝ่าย
นันทิยะก็ดื่มน้ำในสระโบกขรณี และกินหญ้าในสวนนั้น ตลอดเวลา
ที่วาระของเขายังไม่ถึง. ครั้งนั้น โดยเวลาล่วงไปหลายวัน พ่อแม่ของ
เขาอยากจะพบเขา คิดว่านันทิยะมฤคราชลูกเรามีพลังเหมือนช้าง
สมบูรณ์ด้วยกำลัง ถ้าหากยังมีชีวิตอยู่ คงจักกระโดดข้ามรั้วมาเยี่ยม
พวกเราแน่นอน เราทั้งหลายจักส่งข่าวไปหาเขา แล้วยืนที่ใกล้ทาง
เห็นพราหมณ์คนหนึ่ง จึงถามเขาด้วยคำพูดของตนว่า พ่อคุณ ท่าน
จะไปไหน ? เมื่อเขาตอบว่า เมืองสาเกต ดังนี้แล้ว เมื่อจะส่งข่าวไปหาลูก
จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 108 (เล่ม 59)

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ถ้าหากท่านไป ป่าอัญชัน
เมืองสาเกตไซร้ ท่านจงบอกลูก ผู้เกิดแต่อก
ของฉัน ชื่อนันทิยะว่า พ่อแม่ของเจ้าแก่แล้ว
และพวกเขาอยากจะพบเจ้า.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า ท่านพราหมณ์ ถ้าหากท่านไปเมือง
สาเกตไซร้. ในเมืองสาเกตมีสวนชื่อว่าอัญชนวัน ในสวนนั้น มีเนื้อ
ชื่อว่านันทิยะผู้เป็นบุตรของฉัน ท่านพึงบอกเขาว่า มารดาบิดาของเจ้า
แก่แล้วอยากจะพบเจ้า ตลอดเวลาที่ยังไม่ตาย.
เขารับคำว่า ดีแล้ว ไปถึงเมืองสาเกต แล้วรุ่งขึ้นก็เข้าสวนถาม
ว่า ใครชื่อว่านันทิยมฤค. เนื้อมาแล้วยืนอยู่ใกล้พราหมณ์นั้น บอกว่า
ข้าพเจ้า
พราหมณ์บอกเรื่องนั้นให้ทราบแล้ว. นันทิยะได้ยินคำนั้นแล้ว
เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจะต้องไปแต่
จะไม่กระโดดข้ามรั้วไป เพราะข้าพเจ้ากินเหยื่อกินน้ำและหญ้า ที่เป็น
ของพระราชาแล้ว เหยื่อเป็นต้นนั้นตั้งอยู่ในฐานะเป็นหนี้สำหรับข้าพ-
เจ้า ทั้งข้าพเจ้าก็อยู่ในท่ามกลางหมู่เนื้อเหล่านี้มานานแล้ว. ขึ้นชื่อ
ว่าการไปโดยไม่ได้แสดงกำลังของตน ไม่ทำความสวัสดีให้พระราชานั้น
และเนื้อทั้งหลายเหล่านั้น ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า แต่เมื่อถึงวาระของตน
แล้ว ข้าพเจ้าจักทำความสวัสดีแก่ท่านเหล่านั้นสุขสบาย แล้วจึงจะมาดังนี้
ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 109 (เล่ม 59)

เรากินอาหารกินน้ำและหญ้าของพระราชา
แล้ว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เราจะไม่พยายาม
กินอาหารพระราชทานนั้นเปล่า ๆ เราจักเอียง
ข้างให้พระราชาผู้ทรงมีธนูในพระหัตถ์ ทรงยิง
เมื่อใด เมื่อนั้น เราจะพ้นภัยเป็นสุขใจ คง
เห็นแม่บ้าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิวาปานิ ได้และเหยื่อที่ล้อมไว้ใน
ที่นั้น ๆ บทว่า ปานโภชนํ ได้แก่น้ำและหญ้าที่เหลือ. บทว่า ตํ ราชปิณฺฑํ
ความว่า น้ำและหญ้านั้นชื่อว่าปิณฑะ เพราะหมายความว่า หาเอาของ
หลวงมารวมไว้. บทว่า อวภุตฺตุํ ความว่า เพื่อกินเสียเปล่า ๆ. อธิบาย
ว่า เนื้อนันทิยะกล่าวว่า ผู้กินแล้ว เมื่อไม่ยังราชกิจให้สำเร็จ ชื่อว่า
กินเหยื่อนั้นเสียเปล่า ข้าพเจ้านั้นไม่พยายามจะกินให้เสียเปล่าอย่างนั้น.
คำว่า หฺราหฺมณ ในคำว่า พฺราหฺมณมุสฺสเห เป็นคำร้องเรียก ส่วน ม
อักษรกล่าวไว้ด้วยอำนาจบทสนธิ การเชื่อมบท. บทว่า โอทหิสฺสามหํ
ปสฺสํ ขุรปาณิสฺส ราชิโน ความว่า ข้าแต่พราหมณ์เมื่อถึงวาระของ
ตนแล้ว ข้าพเจ้าจักออกจากฝูงเนื้อมายืนอยู่ที่เหมาะสมแห่งหนึ่งกราบ
ทูลพระราชาผู้ทรงผูกสอดลูกธนูแล้วเสด็จมาว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราช
ขอพระองค์จงทรงยิงข้าพระพุทธเจ้า แล้วเอียงข้างที่อ้วนพีของตนให้
เป็นเป้า. บทว่า สุขิโต มุตฺโต ความว่า เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะเป็นผู้พ้น

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 110 (เล่ม 59)

แล้วจากภัยคือความตาย มีความสุข ไม่มีทุกข์ พระราชาทรงอนุญาต
แล้ว คงเห็นแม่บ้าง.
พราหมณ์ได้ฟังคำนั้นแล้วก็หลีกไป ในเวลาต่อมาในวันที่เป็น
วาระของเนื้อนันทิยะ. พระราชาได้เสด็จมายังสวนพร้อมด้วยข้าราช
บริพารจำนวนมาก. ฝ่ายเนื้อมหาสัตว์ ได้ยืนอยู่ ณ ที่เหมาะสมแห่ง
หนึ่ง. พระราชาทรงโก่งลูกธนูด้วยหมายพระทัยว่า เราจักยิงเนื้อ.
มหาสัตว์ไม่หนีไปเหมือนสัตว์ทั้งหลาย ที่ถูกมรณภัยคุกคามแล้วหนีไป
เป็นเหมือนไม่มีภัย ทำเมตตาให้เป็นปุเรจาริกแล้ว ได้ยืนเอียงข้างที่อ้วน
พีให้เป็นเป้า ไม่กระดิกเลย. พระราชาไม่อาจปล่อยลูกศรออกไปได้ด้วย
อำนาจของเมตตานั้น. พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์
ทรงปล่อยลูกศรไม่ออกหรือ. ขอพระองค์จงทรงปล่อยเถิด.
ร. ดูก่อนมฤคราช เราไม่สามารถปล่อยออกไปได้.
ม. ข้าแต่มหาราช ถ้าเช่นนั้น พระองค์ก็ทรงรู้คุณธรรมของผู้มี
คุณธรรม. ครั้งนั้นพระราชาทรงเลื่อมใสพระโพธิสัตว์ ทรงทิ้งธนูแล้ว
ตรัสว่า แม้ท่อนไม้ท่อนนี้ไม่มีจิตใจ ก็ยังรู้คุณธรรมของท่านก่อน ฝ่าย
ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์มีจิตใจหารู้ไม่ ขอจงให้อภัยฉัน ฉันให้อภัยเจ้า.
ม. ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงพระราชทานอภัยแก่ข้าพระ-
พุทธเจ้าก่อน ส่วนฝูงเนื้อในอุทยานนี้จักทำอย่างไร ?
ร. แม้สัตว์เหล่านี้ เราก็ให้อภัย

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 111 (เล่ม 59)

มหาสัตว์ครั้นให้พระราชทานอภัยแก่เนื้อในป่า นกที่บินอยู่ใน
อากาศ และปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำทุกตัวอย่างนี้แล้ว ได้ให้พระราชา
ทรงประดิษฐานอยู่ในศีล ๕ แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระ-
ราชาควรทรงละการลุอำนาจอคติ ไม่ทรงยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ
ครองราชย์ โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ ดังนี้. พระมหาสัตว์ได้แสดง
ราชธรรมที่กล่าวไว้อย่างนี้ โดยผูกเป็นคาถาไว้ทีเดียวว่า :-
ขอพระองค์จงทรงตรวจดูกุศลธรรมเหล่านั้น
ที่สถิตอยู่แล้วในพระองค์คือ ทาน ศีล การ
บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความ
เคร่งครัด ความไม่พิโรธ การไม่เบียดเบียน
ความอดทน ความไม่ผิดพลาด.
ต่อแต่นั้นไป ปีติและโสมนัสจะเกิดแก่พระองค์หาน้อยไม่ ดังนี้
แล้ว พักอยู่ในราชาสำนัก ๒ - ๓ วัน จึงทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช
ขอพระองค์จงทรงโปรดให้ราชบุรุษตีสุวรรณเภรีเดินไปประกาศ การ
พระราชาทานอภัยแก่บรรพสัตว์ ในพระนคร อย่าได้ทรงประมาท ดังนี้
แล้วจึงไปเยี่ยมพ่อแม่. คาถาดังต่อไปนี้ เป็นคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว.
ในเมืองใกล้ที่ประทับของพระเจ้าโกศล
ได้มีสัตว์ ๔ เท้า มีรูปร่างงดงาม โดยชื่อว่า

111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 112 (เล่ม 59)

นันทิยะ พระเจ้าโกศลทรงคาดศรแล้ว ได้
เสด็จมาที่ป่าพระราชทาน ชื่ออัญชันแล้ว ทรง
โก่งธนูเพื่อจะทรงยิงเรานั้น. ปางเมื่อเราเอียง
ข้างให้พระราชาพระองค์นั้น ผู้ทรงมีศรในพระ-
หัตถ์ทรงยิง เราพ้นจากภัยแล้วมีความสุขใจ
ได้มาพบแม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสลสฺส นิเกตเว ความว่า ใกล้
ราชสำนักคือที่ประทับของพระเจ้าโกศล อธิบายว่า ในป่าใกล้ราชสำนัก
นั้น. บทว่า ทายสฺมึ ความว่า ในสวนที่พระราชทานเพื่อประโยชน์
ให้เป็นที่อยู่ของเนื้อทั้งหลาย. บทว่า อารชฺชํ กตฺวาน มีเนื้อความว่า
ยกขึ้นรวมเข้ากันกับสาย คือโก่งธนู. บทว่า สนฺธาย ความว่า ทรง
พาดคือประกอบ คือลูกศร. บทว่า โอทหึ ความว่า เอียงให้ คือตั้ง
ให้เป็นเป้า. คำว่า มาตรํ ทฏฺฐุมาคโต นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนา อธิบาย
ว่า ข้าพเจ้าครั้นแสดงธรรมถวายพระราชาแล้ว ได้ทูลพระราชาให้ตี
สุวรรณเภรีประกาศ เพื่อต้องการพระราชทานอภัยแก่มวลสัตว์แล้ว
จึงได้มาหาพ่อแม่.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาประกาศสัจธรรม
ทั้งหลาย แล้วทรงประมวลชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เลี้ยง

112
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 113 (เล่ม 59)

มารดาบิดา ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล พ่อแม่ คือพระยามฤค ใน
ครั้งนั้น ได้แก่ ตระกูลมหาราช พราหมณ์ ได้แก่พระสารีบุตร พระราชา
ได้แก่ พระอานนท์ ส่วนนันทิยมฤคราช ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ :-
๑. อาวาริยชาดก ๒. เสตเกตุชาดก ๓. ทรีมุขชาดก ๔. เนรุ-
ชาดก ๕. อาสังกชาดก ๖. มิคาโลปชาดก ๗. สิริกาลกรรณิชาดก
๘. กุกกุฏชาดก ๙. ธัมมัทธชชาดก ๑๐. นันทิยมิคราชชาดก.
จบ อาวาริยวรรคที่ ๑

113
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 114 (เล่ม 59)

๒. ขุรปุตตวรรค
๑. ขุรปุตตชาดก
ว่าด้วยทำตนให้ไร้ประโยชน์
[๙๐๕] ได้ทราบว่าเป็นความจริง ที่บัณฑิต
ทั้งหลายพูดถึงแพะว่า โง่อย่างนี้ ดูเถิดสัตว์
ที่โง่ไม่รู้จักกรรมที่ควรทำในที่ลับและกรรม
ที่ควรทำในที่แจ้ง.
[๙๐๖] สหายเอ๋ย แกนั่นแหละโง่ ดูก่อนเจ้าลูก
ลา แกจงรู้ตัวเถิด แกถูกเชือกรัดคอไว้ มี
ริมฝีปากเบี้ยว มีเชือกมัดปากไว้.
[๙๐๗ ] สหายเอ๋ย ความโง่แม้อย่างอื่นของแก
คือ ที่แกถูกปลดจากแอกแล้ว แต่ไม่หนี
สหายเอ๋ย พระเจ้าเสนกะแกลากไปนั่น
แหละโง่กว่าแก.
[๙๐๘ ] สหายอชราชเอ๋ย ข้าโง่เพราะเหตุใดหนอ
เหตุนั้นแกก็รู้ แต่พระเจ้าเสนกะโง่เพราะเหตุ
ใด เจ้าถูกข้าถามแล้ว จงบอกเหตุนั้นแก่ข้า.

114
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 115 (เล่ม 59)

[๙๐๙] ผู้ใดได้มนต์ชั้นยอดแล้ว จักให้แก่ภรรยา
เพราะการให้นั้น ผู้นั้นจะสละตนทิ้งเสีย และ
เขาก็จักไม่มีภรรยาคนนั้น.
[๙๑๐] ข้าแต่จอมนรชน ผู้เช่นกับด้วยพระองค์
ทรงทอดอาลัยตน ไม่คบหาของรักทั้งหลาย
ว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา ตนเท่านั้นประเสริฐ
กว่าสิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่งทีเดียว ผู้มีตนสั่ง
สมบุญไว้แล้ว จะพึงได้หญิงที่รักในกายหลัง.
จบ ขุรปุตตชาดกที่ ๑
อรรถกถาขุรปุตตวรรคที่ ๒
อรรถกถาขุรปุตตชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุผู้ถูกภรรยาเก่าโลมเล้า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สจฺจํ
กิเรวมาหํสุ ดังนี้.
ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือภิกษุ
ได้ทราบว่าเธอกระสันอยากสึก เมื่อเธอทูลว่า จริงพระเจ้าข้า เมื่อถูก

115