ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 96 (เล่ม 59)

เหมือนกัน. บทว่า อุปฺปติตํ อตฺถํ ความว่า เหตุการณ์บางอย่าง
นั่นเอง ที่เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า น พุชฺฌติ ความว่า ไม่รู้ตามภาพ
ความจริง และจะเดือดร้อนภายหลัง. บทว่า กุกฺกุโฏว มีเนื้อความว่า
ภิกษุนั้น พ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่ตัวที่ถึงพร้อมด้วย
ความรู้ พ้นจากแมวฉะนั้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรมประมวลชาดกไว้. ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึก ตั้ง
อยู่แล้วในโสดาปัตติผล ก็พระยาไก่ในครั้งนั้น ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้
แล.
จบ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๘

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 97 (เล่ม 59)

๙. ธัมมัทธชชาดก
ว่าด้วยพูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง
[๘๙๓] ดูก่อนญาติทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพา
กันประพฤติธรรม เธอทั้งหลายจงพากันประ-
พฤติธรรม ความเจริญจักมีแก่พวกเธอ เพราะ
ว่า มีผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งใน
โลกนี้และโลกหน้า.
[๘๙๔] จำเริญหนอนกตัวนี้ นกผู้ประพฤติธรรม
ยืนขาเดียว พร่ำสอนธรรมอย่างเดียว.
[๘๙๕] กาตัวนั้นไม่มีศีล สูเจ้าทั้งหลาย จงรู้ไว้
เถิด เพราะไม่รู้จึงพากันสรรเสริญมัน มันกิน
ทั้งไข่ทั้งลูกอ่อน แล้วพูดว่าธรรม ๆ.
[๘๙๖] มันพูดอย่างหนึ่งด้วยวาจา แต่ทำอย่าง
หนึ่งด้วยกาย พูดแต่ปากไม่ทำด้วยกาย ไม่ตั้ง
อยู่ในธรรมนั้น.
[๘๙๗] มันเป็นผู้อ่อนหวานทางวาจา แต่เป็นผู้มี
ใจร้ายกาจ คือปากปราศรัยแต่หัวใจเชือดคอ

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 98 (เล่ม 59)

มันเป็นผู้ยกธรรมขึ้นเป็นธงชัย ซ่อนตัวไว้
เหมือนงูเห่าหม้อซ่อนตัวอาศัยอยู่ในรู ฉะนั้น.
กาตัวนี้ ถูกสมมติว่าเป็นสัตว์ ในบ้านและ
นิคมทั้งหลาย คนโง่รู้ได้ยาก
[๘๙๘] สูเจ้าทั้งหลายจงใช้จะงอยปาก ปีกและ
เท้าจิกตีกาตัวนี้ สูเจ้าทั้งหลายจงให้กาชั่วตัวนี้
พินาศ กาตัวนี้ไม่ควรอยู่ร่วม.
จบ ธัมมัทธชชาดกที่ ๙
อรรถกถาธัมมัทธชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ
ผู้โกหกรูปหนึ่งแล้ว จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺมํ จรถ
ญาตโย ดังนี้.
ความย่อว่า ในครั้งนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุนี้ไม่ใช่โกหกเฉพาะในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็
โกหกเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดนก เติบโตแล้วมีฝูงนกห้อมล้อม
อาศัยอยู่ที่เกาะกลางมหาสมุทร. ครั้งนั้น พ่อค้าชาวกาสิกรัฐกลุ่มหนึ่ง

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 99 (เล่ม 59)

พากันแล่นเรือไปยังมหาสมุทร โดยเอากาบอกทิศไปด้วย. เรือแตกท่าม
กลางมหาสมุทร. กาบอกทิศนั้นไปถึงเกาะนั้นแล้ว คิดว่า นกฝูงนี้เป็น
ฝูงใหญ่ เราควรทำการโกหกแล้วกินไข่และลูกอ่อนของนกฝูงนี้อร่อย ๆ.
มันบินร่อนลงแล้ว ยืนขาเดียวอ้าปากอยู่ที่พื้นดินท่ามกลางฝูงนก. มัน
ถูกนกทั้งหลายถามว่า ท่านเป็นใครครับนาย ? ก็บอกว่า ฉันเป็นผู้
ประพฤติธรรม.
นก. เหตุไฉน ท่านจึงยืนขาเดียว ?
กา. เมื่อฉันเหยียบ ๒ ขา แผ่นดินก็ไม่สามารถจะทนทานได้.
นก. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉน ท่านจึงยืนอ้าปาก ?
กา. ฉันไม่กินอาหารอื่น กินแต่ลมเท่านั้น.
ก็แล ครั้นมันตอบอย่างนั้นแล้ว จึงเรียกนกเหล่านั้นมาเตือน
ว่า ฉันจักให้โอวาทเธอทั้งหลาย ขอจงพากันมาฟังโอวาทนั้น แล้วได้
กล่าวคาถาที่ ๑ เป็นการให้โอวาทนกเหล่านั้นว่า :-
ดูก่อนญาติทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพา
กันประพฤติธรรม เธอทั้งหลายจงพากันประ-
พฤติธรรม ความเจริญจักมีแก่พวกเธอ เพราะ
ว่าผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้
และโลกหน้า.

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 100 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ จรถ ความว่า เธอทั้งหลาย
จงพากันประพฤติธรรม แยกประเภทเป็นกายทุจริตเป็นต้น. ลาบอก
ทิศเรียกนกเหล่านั้นว่าญาติทั้งหลาย. บทว่า ธมฺมํ จรถ ภทฺทํ โว
ความว่า เธอทั้งหลายอย่าพากันย่อท้อ จงประพฤติธรรมบ่อย ๆ เถิด
ความเจริญจักมีแก่เธอทั้งหลาย. คำว่า สุขํ เสติ นี้ เป็นเพียงหัวข้อ
เทศนา. กานั้นแสดงว่าผู้ประพฤติธรรม ยืน นั่ง เดิน นอน ก็เป็น
สุขอย่างยิ่ง เป็นสุขทุกอิริยาบถ.
นกทั้งหลายไม่รู้ว่า กาตัวนี้พูดอย่างนี้ เพื่อจะโกหกกินไข่นก.
เมื่อจะพรรณนาความที่ทุศีลนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
จำเริญหนอนกตัวนี้ นกผู้ประพฤติธรรม
ยืนขาเดียว พร่ำสอนธรรมอย่างเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมเมว ได้แก่สภาวธรรมนั่นเอง.
บทว่า อนุสาสติ ได้แก่บอกสอน.
นกทั้งหลายเชื่อฟังกาทุศีลนั้นแล้วบอกว่า นายครับ ได้ทราบว่า
ท่านไม่หาเหยื่ออย่างอื่นกินลมเท่านั้น ถ้ากระนั้นขอให้ท่านคอยดูไข่และ
ลูกอ่อนของพวกฉันด้วย แล้วไปหาเหยื่อกัน. กาลามกตัวนั้น เวลา
นกเหล่านั้นไปแล้ว ก็จิกกินไข่และลูกอ่อนขอนกเหล่านั้น เต็มท้อง
แต่เวลานกเหล่านั้นกลับมา ก็สงบเสงี่ยมยืนขาเดียวอ้าปากอยู่ นกทั้ง-

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 101 (เล่ม 59)

หลายมาแล้วไม่เห็นลูกน้อยของตน. ร้องดังลั่นว่า ใครหนอกินลูกเรา
ไม่ทำแม้ความสงสัยในกาตัวนั้น เพราะคิดว่ากาตัวนี้ประพฤติธรรม. อยู่
มาวันหนึ่ง พระมหาสัตว์คิดว่า เมื่อก่อนที่นี่ไม่มีอันตรายอะไร จำเดิม
แต่กาตัวนี้มาแล้วอันตรายจึงเกิด เราควรซุ่มจับกาตัวนี้. พระมหาสัตว์
นั้นทำเหมือนไปหาเหยื่อกับนกทั้งหลาย แต่ก็กลับมาเกาะอยู่ในที่กำบัง.
ฝ่ายกาเข้าใจว่า นกทั้งหลายไปแล้ว ไม่มีความสงสัยลุกไปหากินไข่นก
และลูกอ่อน แล้วกลับมายืนขาเดียวอ้าปากอยู่. พระยานก เมื่อนก
ทั้งหลายมาแล้ว จึงเรียกให้ฝูงนกทั้งหมดมาประชุมกันเตือนฝูงนกว่า
วันนี้ฉันซุ่มจับอันตรายของลูกสูเจ้าทั้งหลาย ได้เห็นกาลามกตัวนี้กินลูก
สูเจ้าอยู่ มาเถิดสูเจ้าทั้งหลายพวกเราจงจับมันไว้ แล้วให้ล้อมกานั้นไว้
สั่งว่า ถ้าหากมันจะหนีไปไซร้ สูเจ้าทั้งหลายจงพากันจับมันไว้. แล้ว
ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
กาตัวนั้นไม่มีศีล สูเจ้าทั้งหลายจงรู้ไว้
เถิด เพราะไม่รู้จึงพากันสรรเสริญมัน. มันกิน
ทั้งไข่ทั้งลูกอ่อน แล้วพูดว่า ธรรม ๆ. มัน
พูดอย่างหนึ่งด้วยวาจา แต่ทำอย่างหนึ่งด้วย
กาย. พูดแต่ปาก แต่ไม่ทำด้วยกาย ไม่ตั้งอยู่
ในธรรมนั้น. มันเป็นผู้อ่อนหวานทางวาจา แต่
เป็นผู้มีใจร้ายกาจ คือปากปราศรัยหัวใจเชือด

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 102 (เล่ม 59)

คอ มันเป็นผู้ยกธรรมขึ้นเป็นธงชัย ซ่อนตัว
ไว้ เหมือนงูเห่าหม้อ ซ่อนตัวอาศัยอยู่ในรู
ฉะนั้น. กาตัวนี้ ถูกสมมติว่าเป็นสัตว์ ใน
บ้านและนิคมทั้งหลาย คนโง่รู้ได้ยาก. สูเจ้า
ทั้งหลาย จงใช้จะงอยปาก ปีกและเท้า จิกตี
กาตัวนี้. สูเจ้าทั้งหลาย จงให้กาชั่วช้าตัวนี้
พินาศ กาตัวนี้ไม่ควรอยู่ร่วม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาสฺส สีลํ ความว่า มันไม่มีศีล.
บทว่า อนญฺญาย ความว่า ไม่รู้. บทว่า ภุตฺวา จิกกิน. บทว่า
วาจาย โน จ กาเยน ความว่า เพราะว่ากาตัวนี้ ประพฤติธรรม
ด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ไม่ทำด้วยกายเลย. บทว่า น ตํ ธมฺมํ อธิฏฺฐิโต
ความว่า เพราะฉะนั้น ควรทราบมันไว้ว่า กาตัวนี้พูดธรรมอย่างใด
ไม่อธิษฐานธรรม คือไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น. บทว่า วาจาย สขิโล
ความว่า เป็นผู้อ่อนโยนด้วยวาจา. บทว่า มโนปวิทุคฺโค ความว่า
ถึงการรู้ทั่ว คือประกาศให้รู้ว่าชั่วด้วยใจ. บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน ความว่า
มันนอนอยู่ในรูใด ถูกรูนั้นปิดบังไว้. บทว่า กูปสฺสโย ความว่า มี
รูเป็นที่อยู่อาศัย. บทว่า ธมฺมทฺธโช ความว่า ชื่อว่ามีธรรมเป็นธง
เพราะทำสุจริตธรรมให้เป็นธงเที่ยวไป. บทว่า คามนิคมาสุ สาธุ

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 103 (เล่ม 59)

ความว่า เป็นผู้ดีทั้งในบ้านทั้งในนิคมทั้งหลาย. บทว่า สมฺมโต ความว่า
ถูกยกย่องว่าเป็นผู้เจริญ. บทว่า ทุชฺชาโน ความว่า คนแบบนี้เป็น
คนทุศีล มีการงานปกปิด คนโง่คือผู้ไม่รู้ไม่อาจรู้ได้. บทว่า ปาทา-
หิมํ ความว่า และจิกตีกาตัวนี้ด้วยเท้าของตน ๆ. บทว่า วิเหฐถ
ความว่า จงตี. บทว่า ฉวํ ได้แก่ลามก. บทว่า นายํ เป็นต้น ความว่า
กาตัวนี้ไม่ควรอยู่ร่วมในที่เดียวกันกับพวกเรา ดังนี้.
ก็แล หัวหน้านกครั้นพูดอย่างนี้แล้ว ตนเองก็โดดขึ้น ใช้จะ-
งอยปากจิกหัวของกานั้น. นกที่เหลือก็พากันใช้จะงอยปากบ้าง เล็บบ้าง
แข้งบ้าง ปีกบ้าง จิกตี. มันก็ถึงความสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวล
ชาดกไว้ว่า กาโกหกในครั้งนั้น คือภิกษุผู้โกหกในบัดนี้ ส่วนพระยา-
นก ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาธัมมัทธชชาดกที่ ๙

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 104 (เล่ม 59)

๑๐. นันทิยมิคราชชาดก
ว่าด้วยพระยาเนื้อนันทิยะ
[๘๙๙] ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าหากท่านไปป่าอัญชัน
เมืองสาเกตไซร้ ท่านจงบอกลูกผู้เกิดแต่อก
ของฉันชื่อนันทิยะว่า พ่อแม่ของเจ้าแก่แล้ว
และพวกเขาอยากจะพบเจ้า.
[๙๐๐] เรากินอาหาร กินน้ำ และกินหญ้าของ
พระราชาแล้ว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เราจะไม่
พยายามกินอาหารพระราชทานนั้นเปล่า ๆ.
[๙๐๑] เราจักเอียงข้างให้พระราชา ผู้ทรงมีธนูใน
พระหัตถ์ ทรงยิงเมื่อใด เมื่อนั้น เราจะพ้นภัย
เป็นสุขใจ คงเห็นแม่บ้าง.
[๙๐๒] ในเมืองใกล้ที่ประทับของพระเจ้าโกศล
ได้มีสัตว์ ๔ เท้า มีรูปร่างงดงามโดยชื่อว่า
นันทิยะ.
[๙๐๓] พระเจ้าโกศลทรงคาดศรแล้ว ได้เสด็จ

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 105 (เล่ม 59)

มาที่ป่าพระราชทานชื่ออัญชัน แล้วทรงโก่งธนู
เพื่อจะทรงยิงเรานั้น.
[๙๐๔] ปางเมื่อเราเอียงข้างให้พระราชาพระองค์
นั้น ผู้ทรงมีศรในพระหัตถ์ ทรงยิงเราพ้นจาก
ภัยแล้ว มีความสุขใจ ได้มาพบแม่.
จบ นันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐
อรรถกถานันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ
ผู้เลี้ยงมารดาจึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สเจ พฺราหฺมณ คจฺฉสิ ดังนี้.
ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือภิกษุ
ได้ทราบว่า เธอเลี้ยงคฤหัสถ์หรือ ? เมื่อเธอกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้า.
ข้า เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เป็นอะไร กับเธอ ? เมื่อเธอทูลว่า เป็น
มารดาบิดาของข้าพระองค์พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดีแล้วดีแล้วภิกษุ เธอ
รักษาวงศ์ของโบราณกบัณฑิตทั้งหลายไว้ เพราะว่าโบราณกบัณฑิตทั้ง
หลาย แม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ก็ได้ให้แม้ชีวิตแก่มารดาบิดาทั้ง
หลาย แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าโกศลครองราชสมบัติอยู่ในสาเกตนคร
แคว้นโกศล พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดเนื้อ เติบโตแล้วมีชื่อว่า

105