ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 86 (เล่ม 59)

ประพฤติประโยชน์หรือสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
ทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง ไม่กล่าวคำหยาบใน
กาลไหน ๆ. ผู้นั้นตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่
ดิฉันก็คบ. ผู้ใดได้อย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดา
คุณความดีเหล่านั้นแล้ว เป็นผู้มีปัญญาน้อย
มัวเมาสิริอันเป็นที่น่าใคร่ ดิฉันต้องเว้นผู้นั้น
ผู้มีรูปลักษณะร้อนรน ประพฤติไม่สม่ำเสมอ
เหมือนคนเว้นคูถฉะนั้น. คนสร้างโชคด้วย
ตนเอง สร้างเคราะห์ด้วยตนเอง ผู้อันจะสร้าง
โชคหรือเคราะห์ให้ผู้อื่นไม่ได้เลย.
คำถามเป็นของเศรษฐี. ส่วนคำตอบเป็นของสิริเทพธิดา
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ฑํสสิรึสเป จ เหลือบเขาเรียกว่า
ฑํสะ อีกอย่างหนึ่ง กำเนิดแมลงวันทุกชนิด เทพธิดาประสงค์เอาว่า
ฑํสะ ในที่นี้. กำเนิดสัตว์เลื้อยคลานเรียกว่า สิรึสปะ. ทิ้งเหลือบ
ทั้งสัตว์เลื้อยคลาน ชื่อว่า ฑํสสิรึสปะ ในเหลือบและสัตว์เลื้อยคลาน
นั้น. มีคำอธิบายไว้ว่า ชายมหาเศรษฐีคนใด เมื่อมีความหนาว ความ
ร้อน ลม แดด หรือเหลือบและสัตว์เลื้อยคลานถึงถูกอันตรายเหล่านี้
มีความหนาวเป็นต้นเบียดเบียนอยู่ ก็ครอบงำคือย่ำยี อันตรายแม้

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 87 (เล่ม 59)

ทั้งหมดนี้ คืออันตรายแม้เหล่านี้มีความหนาวเป็นต้น และความ
กระหายมากไว้ได้ ได้แก่ไม่คำนึงถึงอันตรายนี้ เหมือนหญ้าแล้ว
ประกอบ คือประกอบตนเป็นไปในกรรมของตนเนือง ๆ มีกสิกรรมและ
พาณิชยกรรมเป็นต้น และในทานและศีลเป็นต้นทั้งคืนทั้งวัน. บทว่า
กาลาคตญฺจ ความว่า ไม่ให้กิจทั้งหลายมีกิจกรรมเป็นต้นเสื่อมเสีย.
ไปในเวลาทำกสิกรรมเป็นต้น และไม่ให้เสื่อมเสียประโยชน์ ที่จะนำ
ความสุขมาให้ในปัจจุบันและภายภาคข้างหน้า แยกประเภทเป็นการ
บริจาคทรัพย์เป็นต้น ในกาลทั้งหลายมีการบริจาคทรัพย์ การรักษาศีล
และการฟังธรรมเป็นต้น คือทำงานในเวลาที่ควรทำนั่นเอง. ชาย
เศรษฐีคนนั้นเป็นที่พอใจของดิฉันและดิฉันจะอยู่ประจำกับชายคนนั้น.
บทว่า อกฺโกธโน ได้แก่ผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติ คือความอดทนที่
ยับยั้งอารมณ์ไว้ได้. บทว่า มิตฺตวา ได้แก่ผู้ประกอบด้วยกัลยาณมิตร.
บทว่า จาควา ได้แก่ผู้ประกอบด้วยการบริจาคทรัพย์. บทว่า สงฺคาหโก
ได้แก่ผู้ทำการสงเคราะห์มิตร การสงเคราะห์ด้วยอามิสและการสงเคราะห์
ด้วยธรรม. บทว่า สขิโล ได้แก่เป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน. บทว่า
สณฺหวาโจ ได้แก่เป็นผู้มีถ้อยคำสละสลวย. บทว่า มหตฺตปตฺโตปิ
นิวาตวุตฺติ ความว่า ถึงแม้จะดำรงตำแหน่งใหญ่คืออิสริยยศที่กว้าง
ขวาง แต่ก็ไม่ผยองด้วยยศ ถ่อมตนทำตามโอวาทของบัณฑิต. บทว่า
ตสฺสาห โปเส ความว่า ดิฉันเป็นคนกว้างขวางสำหรับชายคนนั้น.
บทว่า วิปุลา ภวามิ ความว่า เราไม่ใช่คนเล็ก ความจริงชายนั้นเป็น

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 88 (เล่ม 59)

พื้นฐานของสิริอันยิ่งใหญ่ บทว่า อุมฺมี สมุทฺทสฺส ยถาปิ วณฺณํ
ส่องความว่าอุปมาเสมือนหนึ่งว่า ลูกคลื่นที่ทยอยกันมาจะปรากฏแก่
คนที่มองดูสีของมหาสมุทร เหมือนกะใหญ่โต ฉันใด ดิฉันก็ฉันนั้น
เป็นเสมือนใหญ่โตในเพราะคน ๆ นั้น. บทว่า อาวี รโห ความว่า
ทั้งต่อหน้าทั้งลับหลัง. บทว่า สงฺคหเมว วตฺเต ความว่า เขาให้
สังคหธรรมทั้ง ๔ อย่างนั่นแหละเป็นไป คือเป็นไปคือทั่วถึงในบุคคล
นั้น แยกประเภทเป็นมิตรเป็นต้น. บทว่า น วชฺชา ความว่า ผู้ใด
ครั้งไร คือในกาลไหนไม่พึงกล่าวคำหยาบ คือเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะ
เท่านั้น. บทว่า มตสฺส ชีวสฺส ความว่า บุคคลนั้นตายแล้วก็ตาม
มีชีวิตอยู่ก็ตามดิฉันก็ภักดีต่อ. สิริเทพธิดาแสดงว่า ดิฉันคบหาคน
เช่นนั้นทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า. บทว่า เอเตส โย ความว่า บุคคล
ใดประมาทคือลืมคุณความดีแม้อย่างเดียว บรรดาคุณความดีเหล่านี้ คือ
คุณความดีที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังมีการครอบงำความหนาวได้เป็น
ต้น อธิบายว่า ไม่เพียรประกอบบ่อย ๆ ซึ่งคุณนั้น. บทว่า สิริ มี
ปาฐะถึง ๓ อย่าง คือ กนฺตา สิรี, กนฺตสิริ และ กนฺตํ สิริ แปลว่า
สิริที่น่าใคร่. ด้วยอำนาจปาฐะทั้ง ๓ เหล่านั้น มีการประกอบเนื้อความ
ดังต่อไปนี้ บุคคลใดได้สิริแล้ว คิดว่า สิริของเราที่น่าใคร่ ดำรงอยู่
แล้วตามฐานะ ย่อมประมาทคือลืมคุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดา
คุณความดีเหล่านี้. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดปรารถนาสิริเหมือนคนที่มี
สิริที่น่าใคร่ ได้คุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านั้น

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 89 (เล่ม 59)

แล้วจึงประมาท. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดได้สิริน่าใคร่ น่าชอบใจแล้ว
จึงประมาท คุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านี้.
บทว่า อปฺปปญฺโญ ได้แก่ไม่มีปัญญา. บทว่า ตํ ทิตฺตรูปํ วิสเม จรนฺตํ
ความว่า ดิฉันเว้นคนที่มีสภาพร้อนรนประพฤติไม่สม่ำเสมอ มีกาย
ทุจริตเป็นต้น เป็นประเภทเหมือนมนุษย์หรือบุคคลผู้มีความสะอาด
โดยกำเนิด เว้นหลุมคูถแต่ไกลฉะนั้น. บทว่า อญฺโญ อญฺญสฺส
การโก ความว่า เป็นเช่นนี้ ชายที่ชื่อว่า สร้างโชคสร้างเคราะห์ให้คน
อื่นไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่งก็สร้างโชคหรือเคราะห์ให้แก่ตนดังนี้.
พระมหาสัตว์ครั้นกล่าวถามอย่างนี้ และได้ฟังคำตอบของ
สิริเทพธิดาแล้วชื่นชม จึงได้กล่าวว่า แท่นเตียงนอนนี้เหมาะสมสำหรับ
เธอและที่นั่งก็เหมาะสมสำหรับเธอทีเดียว เพราะฉะนั้น ขอเชิญนั่งบน
ที่นั่งและนอนบนแท่นเถิด. นางอยู่ ณ ที่นั้นแล้วรุ่งเช้าก็ออกไปที่
เทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา ได้อาบน้ำที่สระอโนดาดก่อน. ที่นอน
แม้แห่งนั้นจึงเกิดมีชื่อว่า สิริสยนะ เพราะว่านางสิริเทพธิดาใช้นอน
ก่อนคนอื่น. นี้คือวงศ์ประวัติของสิริสยนะ คือที่นอนที่เป็นมิ่งขวัญ.
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกกันว่าสิริสยนะ ที่นอนที่เป็นมิ่งขวัญมาจนตราบ
เท่าทุกวันนี้.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวล
ชาดกไว้ว่า สิริเทพธิดาในครั้งนั้น ได้แก่พระอุบลวรรณา ในบัดนี้
ส่วนสุจิปริวารเศรษฐีคือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสิริกาลกรรณิชาดกที่ ๗

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 90 (เล่ม 59)

๘. กุกกุฏชาดก
ว่าด้วยผลของการไม่เชื่อง่าย
[๘๘๖] ดูก่อนพ่อนกน้อยสีแดง ผู้ปกคลุมด้วย
ขนที่สวยงาม เจ้าจงลงมาจากกิ่งไม้เถิด เรา
จะเป็นภรรยาของท่านเปล่า ๆ.
[๘๘๗] เจ้าเป็นสัตว์ ๔ เท้าที่สวยงาม ส่วนฉัน
เป็นสัตว์ ๒ เท้า เนื้อกับนกจะร่วมกันไม่ได้
ในอารมณ์เป็นที่รื่นรมย์ใจ เจ้าจงไปแสวงหา
ผู้อื่นเป็นสามีเถิด.
[๘๘๘] ฉันจักเป็นภรรยาสาวผู้สวยงาม ร้องไพ-
เราะของคุณ คุณจะพบฉันผู้เป็นพรหมจารินี ที่
สวยงาม ด้วยการเสวยอารมณ์อย่างใด คือสุข-
เวทนา.
[๘๘๙] ดูก่อนเจ้าผู้กินซากศพ ผู้ดื่มโลหิต ผู้
เป็นโจรปล้นไก่ เจ้าไม่ต้องการให้ฉันเป็นผัว
ด้วยการเสวยอารมณ์อย่างดี คือสุขเวทนา.

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 91 (เล่ม 59)

[๘๙๐] หญิง ๔ คนเห็นนรชนผู้ประเสริฐ แม้
อย่างนี้แล้ว ชักนำด้วยวาจาอ่อนหวาน เหมือน
นางแมวชักนำไก่ ฉะนั้น.
[๘๙๑] ก็ผู้ใดรู้ไม่เท่าทัน เหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับ-
พลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ในอำนาจของศัตรู และ
เดือดร้อนภายหลัง.
[๘๙๒] ส่วนผู้ใดรู้ทันเหตุที่เกิดขึ้น โดยฉับพลัน
ผู้นั้นจะพ้นจากเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่
พ้นจากนางแมว ฉะนั้น.
จบ กุกกุฏชาดกที่ ๘
อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๘
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ
ผู้กระสันจะสึกรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทน
ดังนี้
ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า เหตุไฉน ? เธอ
จึงกระสันอยากสึก. เมื่อเธอทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์
เห็นหญิงคนหนึ่ง ผู้ประดับประดาตกแต่งตัวแล้ว จึงกระสันอยากสึก

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 92 (เล่ม 59)

ด้วยอำนาจกิเลสดังนี้. แล้วตรัสว่า ธรรมดาผู้หญิงลวงให้ชายลุ่มหลง
แล้วให้ถึงความพินาศ ในเวลาชายตกอยู่ในอำนาจของตนเป็นเหมือน
แมวตัวเหลวไหล แล้วได้ทรงนิ่ง. เมื่อถูกภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรง
นำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดไก่ในป่า มีไก่หลายร้อยตัวเป็น
บริวารอยู่ในป่า. ฝ่ายนางแมวตัวหนึ่ง ก็อาศัยอยู่ในที่ไม่ไกลพระโพธิ-
สัตว์นั้น. มันใช้อุบายลวงกินไก่ที่เหลือ เว้นแต่ไก่โพธิสัตว์. พระโพธิ-
สัตว์ไม่ไปสู่ป่าชัฏของมัน. มันคิดว่า ไก่ตัวนี้อวดดีเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเรา
เป็นผู้โอ้อวด และเป็นผู้ฉลาดในอุบาย เราควรจะเล้าโลมไก่ตัวนี้ว่า
จักเป็นภรรยาของมัน แล้วกินในเวลามันตกอยู่ในอำนาจของตน. มัน
จึงไปยังควงไม้ที่ไก่นั้นเกาะอยู่ เมื่อขอร้องไก่นั้นด้วยวาจา ที่มีภาษิต
สรรเสริญนำหน้า จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนพ่อนกน้อยสีแดง ผู้ปกคลุมด้วย
ขนที่สวยงาม เจ้าจงลงมาจากกิ่งไม้เถิด เรา
จะเป็นภรรยาของท่านเปล่า ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทน ความว่า ผู้
มีเครื่องห่อหุ้มที่ทำด้วยขนอันสวยงาม. บทว่า มุธา ความว่า เราจะ
เป็นภรรยาของท่าน โดยปราศจากมูลค่า คือโดยไม่รับเอาอะไรเลย.

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 93 (เล่ม 59)

พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า แมวตัวนี้กัดกินญาติของ
เราหมดไปแล้ว บัดนี้มันประสงค์จะล่อลวงกินเรา. เราจักขับส่งมันไป
แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
เจ้าเป็นสัตว์ ๔ เท่าที่สวยงาม ส่วนฉัน
เป็นสัตว์ ๒ เท้า เนื้อกับนกจะร่วมกันไม่ได้ใน
อารมณ์ เป็นที่รื่นรมย์ใจ เจ้าจงไปแสวงหาผู้
อื่นเป็นสามีเถิด.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า มิคี
หมายเอาแมว. ด้วยบทว่า อสํยุตฺตา พระโพธิสัตว์แสดงว่าแมวกับไก่
ร่วมกันไม่ได้สัมพันธ์กันไม่ได้ เพื่อเป็นผัวเมียกัน สัตว์ทั้ง ๒ เหล่านั้น
ไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้.
นางแมวนั้น ได้ฟังคำนั้นแล้ว ลำดับนั้น จึงคิดว่า ไก่ตัวนี้
โอ้อวดเหลือเกิน เราจักใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งลวงกินมันให้ได้. แล้ว
ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ฉันจักเป็นภรรยาสาวผู้สวยงาม ร้องไพ-
เราะเพื่อคุณ คุณจะพบฉัน ผู้เป็นพรหมจารินี
ที่สวยงาม ด้วยการเสวยอารมณ์อย่างดี คือ
สุขเวทนา.

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 94 (เล่ม 59)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ด้วยบทว่า โกมาริกา นางแมว
กล่าวว่า ฉันไม่รู้จัก ชายอื่นตลอดเวลานี้ ฉันจักเป็นภรรยาสาวของคุณ.
บทว่า มญฺชุกา ปิยภาณินี ความว่า เราจักเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะ
พูดคำน่ารักเป็นปกติ ต่อคุณที่เดียว. บทว่า วินฺท มํ ความว่า คุณจะ
กลับได้ฉัน. บทว่า อริเยน เวเทน ความว่า ด้วยการกลับได้ที่ดี.
นางแมวพูดว่า เพราะว่าฉันเองก่อนแต่นี้ไม่รู้จักสัมผัสตัวผู้ ถึงคุณก็ยัง
ไม่รู้จักการสัมผัสตัวเมีย ฉะนั้น คุณจะได้ฉันผู้เป็นพรหมจารินีตามปกติ
ด้วยการได้ที่ไม่มีโทษ คุณต้องการฉัน ถ้าไม่เชื่อถ้อยคำของฉันก็ให้ตี
กลองประกาศในนครพาราณสีชั่ว ๑๒ โยชน์ว่า นางแมวนี้เป็นทาสของ
ฉัน คุณจงรับฉันให้เป็นทาสของตนเถิด.
พระโพธิสัตว์ได้ยินคำนั้นแล้ว ถัดนั้นไปก็คิดว่า ควรที่เราจะขู่
แมวตัวนี้ให้หนีไปเสีย แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ดูก่อนเจ้าผู้กินซากศพ ผู้ดื่มโลหิต ผู้
เป็นโจรปล้นไก่ เจ้าไม่ต้องการให้ฉันเป็นผัว
ด้วยการเสวยอารมณ์ที่ดี คือสุขเวทนา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตวํ อริเยน ความว่า พระ
โพธิสัตว์ กล่าวว่า เจ้าไม่ประสงค์ให้ข้าเป็นผัว ด้วยลาภที่ประเสริฐ
คือการอยู่ประพฤติเหมือนพรหม แต่เจ้าต้องการลวงกินฉัน. ดูก่อนเจ้า

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 95 (เล่ม 59)

ผู้ลามก เจ้าจงฉิบหาย ดังนี้แล้ว ให้แมวนั้นหนีไปแล้ว.
ส่วนแมวนั้นหนีไปแล้ว ไม่อาจแม้เพื่อจะมองดูอีก เพราะฉะนั้น
พระศาสดา จึงได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถาเหล่านี้ ว่า :-
หญิง ๔ คนเห็นนรชนผู้ประเสริฐ แม้
อย่างนี้แล้ว ชักนำด้วยวาจาอ่อนหวาน เหมือน
นางแมวชักนำไก่ ฉะนั้น. ก็ผู้ใดรู้ไม่เท่าทัน
เหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ใน
อำนาจของศัตรู และจะเดือดร้อนภายหลัง.
ส่วนผู้ใดรู้ทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน. ผู้นั้น
จะพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่
พ้นจากนางแมว ฉะนั้น.
คาถาเหล่านี้ เป็นพระคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว คือคาถาของ
ท่านผู้ตรัสรู้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุรา คือผู้ประกอบหญิงจำนวน
๔ คน. บทว่า นารี ได้แก่ หญิงทั้งหลาย. บทว่า เนนฺติ ความว่า
นำเข้าไปสู่อำนาจของตน. บทว่า วิลารี วิย ความว่า นางแมวนั้น
พยายามชักนำไก่นั้น ฉันใด หญิงเหล่าอื่น ก็ชักนำภิกษุนั้น ฉันนั้น

95