ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 66 (เล่ม 59)

น้องทั้งหมด ถึงความพินาศแล้ว.
[๘๖๘] ผู้ไม่สำนึกถึงคำสอนของผู้เฒ่าทั้งหลาย
ฉันนั้นเหมือนกัน ประพฤติเลยขอบเขตก็
เดือดร้อน ทุกคนไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระ
พุทธเจ้า จะถึงความพินาศเหมือนแร้ง
ที่ฝ่าฝืนคำสอนของพ่อ ฉะนั้น.
จบ มิคาโลปชาดกที่ ๖
อรรถกถามิคาโลปชาดกที่ ๖
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า น เม รุจิ ดังนี้.
ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกภิกษุนั้นมา แล้วตรัสถามว่า
จริงหรือภิกษุ ได้ทราบว่าเธอเป็นผู้ว่ายาก ? เมื่อเธอทูลว่า จริงพระ-
เจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่บัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนเธอก็เป็น
คนว่ายากเหมือนกัน. ก็เพราะอาศัยความเป็นผู้ว่ายาก เธอไม่เชื่อฟังคำ
ของบัณฑิตทั้งหลายจึงถึงความย่อยยับ ในช่องทางของลมเวรัมภะ. คือ
ลมงวง. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดแร้ง ได้มีชื่อว่าแร้งอปรัณ มันมี

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 67 (เล่ม 59)

หมู่แร้งห้อมล้อมอาศัยอยู่บนเขาคิชฌกูฏ. ส่วนลูกของมันชื่อมิคาโลปะ มี
กำลังสมบูรณ์. มันบินสูงมาก เลยแดนของแร้งตัวอื่น ๆ ไปแร้งทั้งหลาย
บอกแก่พระยาแร้งว่า ลูกของท่านบินไปไกลเหลือเกิน. แร้งอปรัณได้
ฟังดังนั้นแล้ว จึงเรียกลูกมาถามว่า ลูกเอ๋ย ได้ยินว่าเจ้าบินสูงมาก
ผู้บินสูงมากจักถึงความสิ้นชีวิต แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาไว้ว่า :-
ดูก่อนพ่อมิคาโลปะ พ่อไม่มีความพอใจ
ที่เจ้าบินไปอย่างนั้น ลูกเอ๋ยเจ้าบินสูงมาก เจ้า
คบหาที่ไม่ใช่ถิ่นลูกเอ๋ย. แผ่นดินปรากฏแก่
เจ้า เป็นเสมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยม เมื่อใด
เมื่อนั้นเจ้าจงกลับลงมา อย่าบินเลยนี้ขึ้นไป.
นกแม้เหล่าอันที่มีปีกเป็นยานพาหนะ บินไป
ในอากาศมีอยู่ พวกมันถูกกำลังแรงของลมพัด
ไปสำคัญตนว่า เป็นเสมือนสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย
ได้พินาศไปแล้วมากต่อมาก.
พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น แร้งพ่อเรียกลูกโดยชื่อว่ามิค-
โลปะ. บทว่า อตุจฺจํ ตาต คจฺฉสิ ความว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าบิน
สูงจนเลยแดนของแร้งเหล่าอื่น. แร้งพ่อบอกแดนแก่ลูก ด้วยคำนี้ว่า
จตุกฺกณฺณํว เกทารํ คือ เหมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยม. มีอธิบายไว้ว่า

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 68 (เล่ม 59)

ลูกเอ๋ย เมื่อผืนแผ่นดินใหญ่นี้เป็นเสมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยมสำหรับเจ้า
คือปรากฏเป็นเหมือนขนาดเล็กอย่างนั้น เมื่อนั้นเจ้าควรกลับ จากที่
ประมาณเท่านี้ อย่าไปเลยนี้. บทว่า สนฺติ อญฺเญปิ เป็นต้น ความว่า
แร้งพ่อแสดงว่า ไม่ใช่เจ้าตัวเดียวเท่านั้นไม่ไป แม้แร้งตัวอื่น ๆ ก็ทำ
อย่างนี้มาแล้ว. บทว่า อุกฺขิตฺตา ความว่า แม้พวกเขาบินเลยแดนของ
พวกเราไป ถูกแรงลมตีสาบสูญไปแล้ว. บทว่า สสฺสตีสมา มีอธิบายว่า
พวกมันสำคัญตนว่า เป็นผู้เสมอด้วยแผ่นดินและภูเขาทั้งหลายที่ยั่งยืน
แม้อายุของตนมีประมาณพันปี ยังไม่เต็มบริบูรณ์ ก็พินาศไปแล้ว ใน
ระหว่าง.
ฝ่ายมิคาโลปะไม่ทำตามโอวาท ไม่เชื่อฟังคำพ่อบินทะยานขึ้นเห็น
เขตแดนตามที่พ่อบอกไว้แล้ว แต่ก็บินเลยเขตแดนนั้นไปให้ลมกาลวาต
สิ้นไปทะลุลมแม้เหล่านั้น แล่นเข้าสู่ปากทางลมเวรัมภวาต. จึงถูก
เวรัมภวาตตีมัน. มันเพียงแต่ถูกลมเหล่านั้น ก็แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้น
น้อย อันตรธานไปในอากาศนั่นเอง. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า:-
แร้งมิคาโลปะ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ
แร้งแก่ชื่ออปรัณผู้เป็นพ่อ บินเลยลมกาลวาต
ไป ตกอยู่ในอำนาจของลมเวรัมภวาต. เมื่อ
แร้งมิคาโลปะไม่ปฏิบัติตามโอวาท ทั้งลูกทั้งเมีย

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 69 (เล่ม 59)

ของมันและแร้งอื่น ๆ ที่เป็นลูกน้องทั้งหมดถึง
ความพินาศแล้ว. ผู้ไม่สำนึกถึงคำสอนของผู้
เฒ่าทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประพฤติเลย
ขอบเขต ก็เดือดร้อน ทุกคนไม่ปฏิบัติตามคำ
สอนของพระพุทธเจ้า จะถึงความพินาศ
เหมือนแร้งที่ฝ่าฝืนคำสอนของพ่อฉะนั้น.
๓ คาถานี้ เป็นพระคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุชีวิโน ได้แก่แร้งทั้งหลายที่
อาศัยแร้งมิคาโลปะนั้นเกิดภายหลัง. บทว่า อโนวาทเร ทิเช ความว่า
เมื่อแร้งมิคาโลปะแม้นั้น ไม่ทำตามโอวาท แร้งเหล่านั้นบินไปกับแร้ง
มิคาโลปะนั้นเลยเขตแดนไป พากันถึงความพินาศทั้งหมด. บทว่า
เอวมฺปิ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แร้งนั้นถึงความพินาศแล้วฉันใด
แม้ผู้ใดใครอื่น จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ไม่เชื่อถือพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ทรงอนุ-
เคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล แม้ผู้นั้นก็จะถึงความพินาศเหมือนแร้ง
ตัวนี้ ที่เที่ยวไปเลยเขตแดน เป็นผู้เดือดร้อน คือลำบากแล้วฉะนั้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาประกาศสัจธรรม
แล้ว ทรงประมวลชาดกไว้ว่า แร้งมิคาโลปะ ได้แก่ภิกษุผู้ว่ายาก ส่วน
แร้งอปรัณ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถามิคาโลปชาดกที่ ๖

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 70 (เล่ม 59)

๗. สิริกาลกรรณิชาดก
ว่าด้วย สิริ กับ กาลกรรณี
[๘๖๙] ใครมีผิวดำ และเขาก็ไม่น่ารักและไม่น่า
ทัศนา เราจะรู้จักเจ้าได้อย่างไร ? ว่าเจ้าเป็น
ใคร ? เป็นธิดาของใคร ?
[๘๗๐] ดิฉันเป็นธิดาของท้าววิรูปักษ์มหาราช
เป็นผู้โหดเหี้ยม ดิฉันคือนางกาลีผู้ไร้ปัญญา
เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่า ชื่อกาลกรรณี ท่าน
ผู้ที่ดิฉันขอโอกาสแล้ว ดิฉันจะขอพักอยู่ใน
สำนักของท่าน.
[๘๗๑] เจ้าปลงใจในชายผู้มีปกติอย่างไร มีความ
ประพฤติเสมออย่างไร ? ดูก่อนแม่กาลี เจ้า
ถูกฉันถามแล้ว จงบอกฉัน ฉันจะพึงรู้จักเจ้า
ได้อย่างไร ?
[๘๗๒] ชายใดลบหลู่คุณท่าน ตีตนเสมอ แข่งดี
ริษยาเขา ตระหนี่และโอ้อวด ชายใดได้ทรัพย์
มาแล้วย่อมพินาศไป ชายนั้นเป็นที่รักของ
ดิฉัน.

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 71 (เล่ม 59)

[๘๗๓] คนมักโกรธ มักผูกโกรธ พูดส่อเสียด
ทำลายความสามัคคี มีวาจาเป็นเสี้ยนหนาม
หยาบคาย เขาเป็นที่รักใคร่ของดิฉันมากกว่า
นั้นอีก.
[๘๗๔] ชายผู้นั้น ไม่เข้าใจประโยชน์ของตนว่า
ควรทำวันนั้น พรุ่งนี้ ถูกตักเตือนอยู่ก็โกรธ
ดูหมิ่นความดีของผู้อื่น.
[๘๗๕] ชายผู้ที่ถูกความคนองรบเร้า พรากจาก
มิตรทั้งหมดเป็นที่รักของดิฉัน ดิฉันไม่มี
ความทุกข์ร้อนในเขา.
[๘๗๖] นางกาลีเอ๋ย เจ้าจงออกไปจากที่นี้ การ
ทำความรักของเจ้านี้หามีในเราไม่ เจ้าจงไป
ชนบทอื่น นิคม และราชธานีอื่นเถิด.
[๘๗๗] เรื่องนั้นฉันเองก็รู้ว่า เรื่องนั้นหามีใน
พวกท่านไม่ คนไม่มีบุญมีอยู่ในโลก เขา
รวบรวมทรัพย์ไว้มาก เราทั้ง ๒ คือทั้งฉัน
ทั้งเทพผู้เป็นพี่ชายของฉัน พากันผลาญทรัพย์
นั้น.

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 72 (เล่ม 59)

[๘๗๘] ใครหนอมีผิวพรรณเป็นทิพย์ ยืนเรียบ
ร้อยอยู่ที่พื้นดิน ฉันจะรู้จักเจ้าได้อย่างไร
ว่าเจ้าเป็นใคร ? เป็นธิดาของใคร ?
[๘๗๙] ดิฉันเป็นธิดาของท้าวธตรฐมหาราชผู้มีสิริ
ดิฉันชื่อสิริลักษมิ์ เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่า
เป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ท่านเป็นผู้ที่ดิฉัน
ขอโอกาสแล้ว ขอจงให้ดิฉันพักอยู่ในสำนัก
ของท่าน.
[๘๘๐] เจ้าปลงใจในชายที่มีปกติอย่างไร มีความ
ประพฤติเสมออย่างไร ? เจ้าเป็นผู้ที่เราถาม
แล้ว จงบอกเรา โดยที่เราควรรู้จักเจ้า.
[๘๘๑] ชายใดครอบงำความหนาว หรือความ
ร้อน ลม แดด เหลือบ และสัตว์เลื้อยคลาน
ทั้งความหิวและความระหายได้, ชายใดประ-
กอบการงานทุกอย่างเนือง ๆ ตลอดทั้งวันทั้ง
คืน ไม่ยังประโยชน์ที่มาถึงตามกาล ให้เสื่อม
ไปด้วย ชายนั้นเป็นที่ชอบใจของดิฉัน และ
ดิฉันก็ปลงใจเขาจริง ๆ.

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 73 (เล่ม 59)

[๘๘๒] ชายใด ไม่โกรธ มีมิตร มีการเสียสละ
รักษาศีล ไม่โอ้อวด เป็นคนซื่อตรง เป็นผู้
สงเคราะห์ผู้อื่น มีวาจาอ่อนหวาน มีคำพูด
ไพเราะ แม้จะเป็นใหญ่ ก็มีความประพฤติ
ถ่อมตน. ดิฉันพอใจในบุรุษนั้นเป็นอย่างมาก
ดุจคลื่นทะเลปรากฏแก่คนที่มองดูสีน้ำทะเล
เหมือนมีมาก ฉะนั้น.
[๘๘๓] อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดให้สังคหธรรมเป็นไป
อยู่ ในบุคคลทั้งที่เป็นมิตร ทั้งที่เป็นศัตรู
ทั้งเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ทั้งที่ต่ำทราม ประพฤติ
ประโยชน์หรือสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทั้งใน
ที่ลับทั้งในที่แจ้ง ไม่กล่าวคำหยาบในกาล
ไหน ๆ ผู้ตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่ดิฉันก็คบ.
[๘๘๔] ผู้ใดได้อย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาความดี
เหล่านี้แล้ว เป็นผู้มีปัญญาน้อย มัวเมาสิริ
อันเป็นที่น่าใคร่ ดิฉันต้องเว้นผู้นั้น ผู้มีรูป
ลักษณะร้อน ประพฤติไม่สม่ำเสมอเหมือนคน
เว้นหลุมคูถ ฉะนั้น.

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 74 (เล่ม 59)

[๘๘๕] คนสร้างโชคด้วยตนเอง สร้างเคราะห์
ด้วยตนเอง ผู้อื่นจะสร้างโชคหรือเคราะห์ให้
ผู้อื่นไม่ได้เลย.
จบ สิริกาลกรรณิชาดกที่ ๗
อรรถกถาสิริกาลกรรณิชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
อนาปิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า กา นุ กาเลน
วณฺเณน ดังนี้
ความย่อว่า ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีนั้น จำเดิมแต่เวลาได้
ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วรักษาศีล ๕ ไม่มีขาด. ทั้งภรรยา ทั้งบุตร
ธิดา ทั้งทาส ทั้งกรรมกรผู้ทำงานรับจ้างของท่าน ก็พากันรักษาศีล
เหมือนกันหมดทุกคน. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายตั้งเป็นเรื่องขึ้นใน
ธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อนาถปิณฑิกเศรษฐีทั้งตนเองก็สะอาด
ทั้งบริวารก็สะอาดประพฤติธรรมอยู่. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร-
หนอ ? เมื่อภิกษุกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่เพียงเดี๋ยวนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนโบราณก-
บัณฑิตทั้งหลาย ก็ได้เป็นผู้สะอาดเอง ทั้งเป็นผู้มีบริวารสะอาดด้วย

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 75 (เล่ม 59)

ดังนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นพากันทูลขอ จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก
ดังต่อไป :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นเศรษฐี ได้ถวายทาน รักษาศีล รักษา
อุโบสถ ฝ่ายภริยาของท่านก็รักษาศีล ๕ ถึงบุตรและธิดา แม้ทาส
กรรมกรและชายชาติทั้งหลาย ก็พากันรักษา. ท่านจึงปรากฏว่าเป็น
เศรษฐีผู้มีบริวารสะอาดทีเดียว. อยู่มาวันหนึ่ง ท่านคิดว่า ถ้าหากใคร
เป็นผู้มีบริวารสะอาดเป็นปกติจักมาหาไซร้ เราไม่ควรให้แท่นสำหรับนั่ง
หรือที่นอนสำหรับนอนของเราแก่เขา. เราควรให้ที่นั่งที่นอนที่เปรอะ
เปื้อนที่ยังไม่ได้ใช้แก่เขา. เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจึงให้เขาปูที่นั่งและที่
นอนที่ยังไม่ได้ใช้ไว้ข้างหนึ่ง ในที่สำหรับเฝ้าปรนนิบัติตน. สมัยนั้น
ธิดา ๒ ตนเหล่านี้ คือ ธิดาของท้าววิรูปักข์มหาราช ชื่อกาลกรรณี ๑
ธิดาของท้าวธตรฐมหาราช ชื่อสิริ ๑ ในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา
ถือของหอมและดอกไม้จำนวนมาก พากันมายังท่าน้ำสระอโนดาดด้วย
หมายใจว่า พวกเราจักเล่นน้ำในสระอโนดาด.
ก็ในสระอโนดาดนั้น มีท่าน้ำหลายท่าด้วยกัน ในจำนวนท่าน้ำ
เหล่านั้น ที่ท่าสำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเท่านั้นทรง
สรงสนาน ที่ท่าสำหรับปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เฉพาะปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งหลายทรงสรงสนาน ที่ท่าสำหรับภิกษุทั้งหลาย ก็เฉพาะภิกษุ

75