ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 881 (เล่ม 58)

คละประเทศมีหรือ เพราะว่าในกชังคละ-
ประเทศนั้น ชนทั้งหลายถอนขนของเราออก
แล้ว ผูกชิ้นกระเบื้องไว้ที่คอ.
[๘๓๐] แน่ะสหาย ท่านจะประสบสภาพเห็น
ปานนี้อีก เพราะปกติของท่านเป็นเช่นนั้น
อันโภคของพวกมนุษย์ไม่ใช่เป็นของที่นก
จะกินได้ง่ายเลย.
จบ กโปตกชาดกที่ ๕
อรรถกถากโปตกชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุโลภรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิทานิ
โขมฺหิ ดังนี้.
เรื่องภิกษุโลภ ได้ให้พิสดารแล้วโดยเรื่องราวมิใช่น้อยเลย.
ส่วนในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ก่อนภิกษุ ได้
ยินว่าเธอเป็นผู้โลภจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้า
แต่พระองค์ผู้เจริญ. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้
ในกาลก่อน เธอก็เป็นคนโลภมาแล้ว ก็เพราะความเป็นคนโลภ จึง
ได้ถึงความสิ้นชีวิต แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร

881
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 882 (เล่ม 58)

พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกพิราบอยู่ในกระเช้าที่เขา
ทำเป็นรังนก ในโรงครัวของท่านพาราณสีเศรษฐี. ครั้งนั้น มีกา
ตัวหนึ่งอยากได้เนื้อปลา จึงกระทำไมตรีกับนกพิราบนั้น ได้อยู่ใน
กระเช้ารังนั้นเหมือนกัน. วันหนึ่ง กานั้นเห็นเนื้อปลามากมาย คิดว่า
จักกินเนื้อปลานี้ จึงนอนถอนใจอยู่ในกระเช้าที่เป็นรังนั่นแหละ แม้
นกพิราบจะกล่าวว่า มาเถอะสหาย พวกเราจักไปหากินกัน ก็กล่าว
ว่า ฉันมึนเมาเพราะอาหารไม่ย่อย ท่านจงไปเถอะ. เมื่อนกพิราบนั้น
ไปแล้ว คิดอยู่ว่า เสี้ยนหนามคือศัตรูของเราไปแล้ว บัดนี้ เราจัก
กินเนื้อปลาได้ตามชอบใจ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
บัดนี้ เราเป็นสุข ไม่มีโรค นกพิราบ
เป็นเสี้ยนหนามในหทัย บินไปแล้ว บัดนี้
เราจักกระทำความยินดีแห่งหทัย เพราะเหตุ
ว่าชิ้นเนื้อและแกงจะทำให้เราเกิดกำลัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิปฺปติโต แปลว่า ออกไปแล้ว.
บทว่า กโปโต ได้แก่ นกพิราบ. บทว่า กาหามิทานิ แปลว่า บัดนี้
เราจักกระทำ. บทว่า ตถา หิ มํ มํสสากํ พเลติ ความว่า เพราะ
เนื้อและแกงที่เหลือ ย่อมทำกำลังให้แก่เราโดยแท้ อธิบายว่า เนื้อ
และแกงย่อมทำความอุตสาหะแก่เรา เสมือนจะพูดว่า จงลุกขึ้นกินเถิด.
กานั้น เมื่อพ่อครัวทอดเนื้อปลาแล้วออกไปเช็ดเหงื่อออกจาก
ตัว จึงออกจากกระเช้าแล้ว แอบอยู่ในภาชนะใส่เครื่องปรุงอาหารให้

882
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 883 (เล่ม 58)

มีรส ภาชนะใส่เครื่องเทศ ทำให้เกิดสียงดังกริ้ก ๆ. พ่อครัว
จึงมาจับกาถอนขนออกหมด แล้วบดขิงสดกับแป้งและเมล็ดผักกาด
ขยำกระเทียมเข้ากับเปรียงบูด ทาจนทั่วตัว แล้วเราะกระเบื้องอันหนึ่ง
เจาะให้ทะลุร้อยด้ายผูกไว้ที่คอกานั้น ใส่มันเข้าไว้ในรังกระเช้าตาม
เดิม ได้ไปแล้ว. นกพิราบกลับมาเห็นดังนั้น เมื้อจะทำการเยาะเย้ย
ว่า นี่นกยางอะไรมานอนอยู่ในกระเช้าของสหายเรา ก็สหายของเรา
นั้นดุร้าย กลับมาแล้วจะพึงฆ่าเจ้าเสีย จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
นี่นกยางอะไรมีหงอน ขี้ขโมยเป็นปู่นก
โลดเต้นอยู่ แน่ะนกยาง ท่านจงออกมาข้าง
นอกเสีย กาผู้เป็นสหายของเราดุร้าย.
คาถานั้น มีเนื้อความได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. กาได้ฟัง
ดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ท่านได้เห็นเรามีขนอันพ่อครัวถอนหมด
แล้วทาด้วยแป้งเช่นนี้ ไม่ควรจะหัวเราะเยาะ
เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลํ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า
ปฏิเสธ. บทว่า ชคฺฆิตาเส๑ แปลว่า หัวเราะ. ท่านกล่าวอธิบายนี้
ไว้ว่า บัดนี้ ท่านเห็นเราได้รับทุกข์เช่นนี้ คืออย่างนี้ ไม่ควรจะหัวเราะ
คือ ท่านอย่ากระทำการหัวเราะเยาะในกาลเช่นนี้.
นกพิราบนั้น กระทำการหัวเราะอยู่นั่นแล จึงกล่าวคาถาที่
๑. บาลีว่า ชคฺฆิตาเย.

883
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 884 (เล่ม 58)

๔ อีกว่า :-
ท่านอาบดีแล้ว ลูบไล้ดีแล้ว เอิบอิ่มไป
ด้วยข้าวและน้ำ และมีแก้วไพฑูรย์อยู่ที่คอ
ได้ไปกชังคละประเทศมาหรือ.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กณฺเฐ จ เต เวฬุริโย นี้
นกพิราบหมายเอา กระเบื้องนั่นแหละ กล่าวว่า แม้แก้วไพฑูรย์
ขอท่านนี้ ก็ประดับอยู่ที่คอ. ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ท่านไม่แสดง
แก้วไพฑูรย์นี้แก่เราเลย. ด้วยบทว่า กชงฺคลํ นี้ เมืองพาราณสีเท่านั้น
ท่านประสงค์เอาว่า กชังคละประเทศ ในที่นี้. นกพิราบถามว่า ท่าน
ออกจากที่นี้ไป ได้ไปยังภายในเมืองมาหรือ ?
ลำดับนั้น กาจึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :-
คนผู้เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูของท่านก็ตาม
อยู่ได้ไปกชังคละประเทศเลย เพราะใน
กชังคละประเทศนั้น คนทั้งหลายถอนขน
ของเราออกแล้วผูกกระเบื้องกลมไว้ที่คอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิญฺชานิ ได้แก่ ขนหางทั้งหลาย
บทว่า ตตฺถ ลายิตฺวา ความว่า ในนครพาราณสีนั้น ชนทั้งหลาย
ถอน. บทว่า วฏฺฎนํ ได้แก่ กระเบื้อง.
นกพิราบได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-

884
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 885 (เล่ม 58)

แน่ะสหาย ท่านจะประสบสภาพเห็น
ปานนี้อีก เพราะปกติของท่านเป็นเช่นนี้
ธรรมดาของบริโภคของมนุษย์ ไม่เป็นของที่
พวกนกจะกินได้ง่ายเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนปาปชฺชสี ความว่า ท่าน
จักถึงสภาพเห็นปานนี้แม้อีก เพราะปกติของท่านเห็นปานนี้.
นกพิราบนั้นโอวาทกานั้น ด้วยประการยังนี้แล้วก็ไม่อยู่ในที่
นั้น ได้กางปีกบินไปที่อื่นแล้ว. ฝ่ายกาก็ถึงความสิ้นชีวิตอยู่ในที่นั้น
นั่นเอง.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง
ประกาศสัจจะทั้งสี่ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้
โลภได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล. กาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้โลภใน
บัดนี้ ส่วนนกพิราบในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากโปตกชาดกที่ ๕
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทีฆีติโกสลชาดก ๒. มิคโปตกชาดก ๓. มูสิกชาดก
๔. จุลลธนุคคหชาดก ๕. กโปตกชาดก.
จบ อัฑฒวรรคที่ ๓
รวมวรรคที่มีในปัญจกนิบาตคือ
๑. มณิกุณฑลวรรค ๒.วรรณาโรหวรรค ๓. อัฑฒวรรค.
จบ อรรถกถาปัญจกนิบาต

885
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 1 (เล่ม 59)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก
เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๕
ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น
ฉักกนิบาตชาดก๑
๑. อาวาริยวรรค
๑. อาวาริยชาดก
ว่าด้วยการกระทำที่ไม่เจริญด้วยโภคะ
[๘๓๑] ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรงเป็นใหญ่ในแผ่น
ดิน ขอมหาบพิตรอย่าทรงพิโรธเลย ข้าแต่
มหาบพิตรผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระราชา
ผู้ไม่ทรงพิโรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว ประชาชน
ของรัฐ ราษฎรบูชาแล้ว อาตมาภาพขอถวาย
๑. บาลีเล่มที่ ๒๗

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 2 (เล่ม 59)

อนุศาสน์ในที่ทุกสถาน จะเป็นในบ้าน ในป่า
ที่ดอนหรือที่ลุ่มก็ตาม ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรง
พระคุณอันประเสริฐ ขอพระองค์อย่าทรง
พิโรธ.
[๘๓๒] ที่แม่น้ำคงคาได้มีคนแจวเรือจ้าง ข้อว่า
อาวาริยปิตา เขาส่งคนข้ามฟากก่อนแล้ว จึง
ขอรับค่าจ้างภายหลัง เพราะเหตุนั้นเขาจึงมี
การทุ่มเถียงกัน และไม่เจริญด้วยโภคทรัพย์.
[๘๓๓] ดูก่อนโยมชาวเรือ โยมจงขอค่าจ้างกะคน
ที่ยังไม่ข้ามไปฝั่งโน้นก่อนสิ เพราะว่าจิตใจ
ของคนที่ข้ามฟากแล้วเป็นอย่างหนึ่ง ของคนที่
ต้องการจะข้ามฟากยังไม่ได้ข้าม ก็เป็นอีกอย่าง
หนึ่งไม่เหมือนกัน.
[๘๓๔] อาตมาจักตามสอนโยมทุกหนทุกแห่ง ทั้ง
ในบ้านทั้งในป่า, ทั้งในที่ดอนหรือที่ลุ่ม ดูก่อน
โยมชาวเรือ ขอโยมอย่าโกรธนะ.

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 3 (เล่ม 59)

[๘๓๕] พระราชาได้พระราชทานหมู่บ้านชั้นดีแก่
ดาบส เพราะอนุศาสนีบทใด เพราะอนุศาสนี
บทนั้นนั่นเอง คนแจวเรือได้ตบปากดาบส.
[๘๓๖] ถาดข้าวก็แตก ภรรยาก็ถูกตบ และเด็ก
ในครรภ์ก็ตกฟากลงที่พื้นดิน เขาไม่อาจจะให้
ประโยชน์งอกเงยขึ้น เพราะโอวาทนั้น เหมือน
เนื้อไม่อาจจะให้ประโยชน์เกิดขึ้น เพราะทอง-
คำฉะนั้น.
จบ อาวาริยชาดกที่ ๑
อรรถกถาชาดก
ฉักกนิบาต
อรรถกถาอาวาริยวรรคที่ ๑
อรรถกถาอาวาริยชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ติตถนาวิกคนแจวเรือประจำท่าคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า
มาสุ กุชฺฌ ภูมิปติ ดังนี้.

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 4 (เล่ม 59)

ได้ยินว่า เขาเป็นคนโง่ไม่รู้อะไร ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัย มี
พระพุทธเจ้าเป็นต้นเลย ไม่รู้คุณของบุคคลอื่น ๆ ด้วยเป็นคนดุร้าย
หยาบคาย ผลุนผลันพลันแล่น. ภายหลังภิกษุชาวชนบทรูปหนึ่ง มา
ด้วยความตั้งใจว่า เราจักทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ถึงท่าน้ำแม่น้ำ
อจิรวดี ได้พูดกับนายติตถวานิกอย่างนี้ว่า :-
ดูก่อนอุบาสก อาตมาจักข้ามฟาก ขอโยมจงให้เรืออาตมภาพ
เถิด.
นายติตถวานิก ตอบว่า:-
ท่านครับ บัดนี้นอกเวลาแล้ว ขอให้ท่านอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งใน
ที่นี้.
ภิ. ดูก่อนอุบาสก อาตมาจักอยู่ที่ไหนในที่นี้ ขอจงรับอาตมา
ไปส่งเถิด.
เขาโกรธพูดว่า มาที่นี่โว้ยสมณะ เราจะนำไปส่ง แล้วได้ให้
พระเถระลงเรือ ไม่ตรงไปส่ง แต่พายเรือไปข้างล่าง ทำให้เรือโคลง
บาตรและจีวรของท่านเปียกน้ำไปถึงฝั่งโดยลำบาก ส่งขึ้นฝั่งเวลามืดค่ำ.
ต่อมาท่านได้ไปถึงวิหาร วันนั้นไม่ได้โอกาสอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า รุ่งขึ้น
จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เป็น

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 5 (เล่ม 59)

ผู้ที่พระศาสดาทรงทำการปฏิสันถารแล้ว เมื่อถูกพระศาสดาตรัสถามว่า
เธอมาถึงเมื่อไร ? ทูลว่า เมื่อวานนี้พระเจ้าข้า เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า
เหตุไฉน จึงมาที่อุปัฏฐาก ในวันนี้ ? ได้กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรง
ทราบ. พระศาสดาครั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ไม่ใช่เพียงบัดนี้เท่านั้น ถึงในชาติก่อน นายคนนี้ก็ดุร้าย ยาบคาย
เหมือนกัน. อนึ่ง เขาไม่ใช่ให้เธอลำบาก แต่ในชาติปัจจุบันนี้ แม้
ในชาติก่อน ก็ทำให้บัณฑิตลำบากมาแล้ว ถูกภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึง
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์กำเนิดในสกุลพราหมณ์เจริญวัยแล้ว ได้เรียน
ศิลปศาสตร์ทุกอย่าง ที่ตักกศิลา แล้วบวชเป็นฤษี เลี้ยงอัตภาพด้วย
ผลไม้น้อยใหญ่ ในป่าหิมพานต์เป็นเวลาช้านาน เพื่อต้องการลิ้มรสเค็ม
และรสเปรี้ยว จึงไปเมืองพาราณสี พักอยู่ที่พระราชอุทยาน รุ่งขึ้นจึง
เข้าไปสู่พระนครเพื่อภิกษา. ครั้งนั้น พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็น
ท่านมาถึงพระลานหลวง เลื่อมใสในอิริยาบถของท่าน จึงทรงนำเข้าไป
ภายในเมืองให้ฉันเสร็จ ทรงรับปฏิญญาแล้วให้ท่านอยู่ในพระราชอุท-
ยาน ได้เสด็จไปยังที่อุปัฏฐากวันละครั้ง. พระโพธิสัตว์เมื่อทูลถวายโอวาท
พระราชานั้นทุกวันว่า ขอถวายพระพรมหาราช ธรรมดาพระราชาควร
เว้นการลุอำนาจอคติทั้ง ๔ เป็นผู้ไม่ประมาท สมบูรณ์ด้วยพระขันติ

5