ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 841 (เล่ม 58)

๑๐. ปลาสชาดก
ว่าด้วยเหตุที่จะต้องหนีจากไป
[๗๙๘] พระยาหงส์ได้กล่าวกะปลาสเทวดาว่า
ดูก่อนสหาย ต้นไทรเกิดติดอยู่ที่ค่าคบของ
ท่านแล้ว มันเจริญขึ้นแล้ว จะตัดสิ่งอัน
เป็นที่รักของท่านเสีย.
[๗๙๙] ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึ่งทำต้นไทรให้เจริญ
ขึ้น ต้นไทรนี้จักเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
เหมือนมารดาบิดาเป็นที่พึ่งของบุตรแล้ว
บุตรกลับเป็นที่พึ่งของมารดาบิดาฉะนั้น.
[๘๐๐] มหาใดท่านจึงให้ต้นไม้ที่น่าหวาดเสีย
ดุจข้าศึก เจริญขั้นอยู่ที่ด่าคบ เหตุนั้น
ข้าพเจ้าบอกท่านแล้วจะไป ความเจริญแห่ง
ต้นไทรนั้นข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย.
[๘๐๑] บัดนี้ ต้นไทรนี้ทำให้เราหวาดเสียว ภัย
อันใหญ่หลวงได้มาถึงเรา เพราะไม่รู้สึกถึง
คำของพระยาหงส์อันใหญ่หลวง ซึ่งควร
เปรียบด้วยขุนเขาสิเนรุราช.

841
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 842 (เล่ม 58)

[๘๐๒] ผู้ใดเมื่อกำลังเจริญอยู่ กระทำที่พึ่ง
อาศัยให้พินาศไปเสีย ความเจริญของผู้นั้น
ท่านผู้ฉลาดไม่สรรเสริญ นักปราชญ์รังเกียจ
ความพินาศ จึงเพียรพยายามเพื่อจะตัดราก
เหง้าของอันตรายนั้นเสีย.
จบ ปลาสชาดกที่ ๑๐
อรรถกถาปลาสชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
การข่มกิเลส จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า หํโส
ปลาสมวจ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในปัญญาสชาดก. ส่วนในชาดกนี้
พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ขึ้นชื่อว่ากิเลสควรจะรังเกียจแท้ กิเลสแม้จะมีประมาณน้อยก็ทำให้
ถึงความพินาศได้เหมือนหน่อต้นไทร. แม้โบราณกบัณทิตทั้งหลาย
ก็รังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจมาแล้วเหมือนกัน ครั้นตรัสแล้ว ทรงนำเอา
เรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดหงส์ทอง เจริญวัยแล้ว
อยู่ในถ้ำทอง ณ เขาจิตตกูฏ กินข้าวสาลีที่เกิดเองในสระที่เกิดเอง

842
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 843 (เล่ม 58)

ณ หิมวันตประเทศแล้วกลับมา. ในหนทางที่พระโพธิสัตว์นั้นไป ๆ
มา ๆ มีต้นทองหลางใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง. พระโพธิสัตว์นั้นแม้เมื่อไป
ก็พักที่ต้นทองหลางนั้นแล้วก็ไป แม้เมื่อกลับมา ก็พักที่ต้นทองหลาง
นั้นแล้วจึงมา. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้มีความคุ้นเคยกับเทวดา
ผู้บังเกิดอยู่ที่ต้นทองหลางนั้น เวลาต่อมา นางนกตัวหนึ่งกินผลไทร
สุกที่ต้นไทรต้นหนึ่ง แล้วบินมาจับที่ต้นทองหลางนั้น ถ่ายคูถลงใน
ระหว่างค่าคบ. แต่นั้นจึงเกิดหน่อไทรขึ้น. ในเวลามีขนาดได้ ๔ นิ้ว
ต้นทองหลางงดงาม เพราะเป็นต้นทองหลางที่มีหน่อแดงและใบเขียว
พระยาหงส์เห็นดังนั้น จึงเรียกรุกขเทวดามาพูดว่า ท่านปลาสเทวดา
ผู้สหาย ธรรมดาตันไทรเกิดที่ต้นไม้ใด เมื่อโตขึ้นย่อมทำต้นไม้นั้น
ให้ฉิบหาย ท่านจงอย่าให้ต้นไม้นี้เติบโตเลย มันจักทำวิมานของท่าน
ให้พินาศ ท่านจงถอนมันทิ้งเสียก่อนทีเดียว ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่ควรจะ
รังเกียจ ก็ควรจะรังเกียจ เมื่อปรึกษากับปลาสเทวดา จึงกล่าวคาถา
ที่ ๑ ว่า :-
พระยาหงส์ได้กล่าวกะปลาสเทวดาว่า
ดูก่อนสหาย ต้นไทรเกิดติดอยู่ที่ค่าคบของ
ท่านแล้ว มันเจริญเติบโตขึ้นจะตัดสิ่งอัน
เป็นที่รักของท่านเสีย.
ก็บาทที่หนึ่งในคาถานี้ พระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ
แล้วจึงตรัสไว้. บทว่า ปลาสํ ได้แก่ ปลาสเทวดา. บทว่า สมฺม

843
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 844 (เล่ม 58)

แปลว่า เพื่อน. บทว่า องฺกสฺมึ ได้แก่ ที่ค่าคบ. บทว่า โส เต
มมฺมานิ เฉจฺฉติ ความว่า ต้นไทรนั้นเจริญเติบโตที่ค่าคบนั้นแล้ว
จักตัดชีวิตประดุจข้าศึกฉะนั้น. จริงอยู่ สังขารที่มีชีวิตท่านเรียกว่า
มัมมะ ในที่นี้.
ปลาสเทวดาได้ฟังดังนั้น มิได้เชื่อถือคำของพระโพธิสัตว์นั้น
จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ต้นไทรจงเจริญเติบโตเถิด ข้าพเจ้าจะ
เป็นที่พึ่งของมัน ต้นไทรนี้จักเป็นที่พึ่งของ
ข้าพเจ้า เหมือนมารดาบดาเป็นที่พึงของบุตร
แล้วบุตรกลับเป็นที่พึ่งของมารดาบิดา ฉะนั้น.
คำอันเป็นคาถานั้น มีความว่า ดูก่อนสหาย ท่านยังไม่รู้
ต้นไทรนี้จะเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าในตอนมันเติบโต ข้าพเจ้าจักเป็น
ที่พึ่งของต้นไทรนี้เหมือนมารดาบิดาเป็นที่พึ่งของบุตรในคราวเป็นเด็ก
อ่อนฉะนั้น อนึ่ง ต้นไทรนี้จักเป็นที่พึ่งแม้ของข้าพเจ้าในภายหลัง
ตอนแก่ เหมือนบุตรเติบโตขึ้นแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งของมารดาบิดาใน
ภายหลังตอนแก่ ฉะนั้น.
ลำดับนั้น พระยาหงส์ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ท่านให้ต้นไม้ซึ่งอาจนำภัยมาดังข้าศึก
เจริญเติบโตขึ้นที่ค่าคบเพราะเหตุใด เหตุนั้น

844
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 845 (เล่ม 58)

เราขอบอกท่านให้รู้แล้วจะไป ความเจริญ
เติบโตของต้นไทรนั้น ข้าพเจ้าไม่ชอบใจ
เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ตฺวํ ความว่า เพราะเหตุที่
ท่านให้เกษียรพฤกษ์นี้ชื่อว่าน่ากลัว เพราะเป็นผู้ให้ความน่ากลัว
ประดุจข้าศึก เจริญอยู่ที่ค่าคบ. บทว่า อามนฺต โข ตํ ความว่า
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเรียกท่านมาปรึกษาให้รู้แล้วก็จะไป. บทว่า
วุฑฺฒิมสฺส ความว่า ความเจริญของต้นไทรนั้น ไม่ชอบใจข้าพเจ้า
เลย.
ก็แหละพระยาหงส์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกางปีกบินไปยัง
ภูเขาจิตตกูฏทีเดียว. ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้มาอีกเลย. ในเวลาต่อมา ต้นไทร
ก็เจริญเติบโตขึ้น. ก็มีรุกขเทวดาตนหนึ่งบังเกิดที่ต้นไทรนั้น. ต้นไทร
นั้นเจริญขึ้นหักรานต้นทองหลาง วิมานของเทวดาพร้อมกับกิ่งไม้
ทั้งหลายก็ร่วงลงไป. ในกาลนั้น เทวดานั้นจึงกำหนดคำของพระยา-
หงส์ได้ ร่ำไห้ว่า พระยาหงส์เห็นภัยในอนาคตข้อนี้จึงกล่าวไว้ ส่วน
เราไม่กระทำตามคำพูดของพระยาหงส์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
บัดนี้ ต้นไทรนี้ทำให้เราหวาดกลัว ภัย
อันใหญ่หลวงได้มาถึงเรา เพราะไม่รู้สึกถึง
คำของพระยาหงส์ อันใหญ่หลวงซึ่งควร
เปรียบด้วยขนเขาสิเนรุราช.

845
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 846 (เล่ม 58)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทานิ โข นํ ภายติ ความว่า
ต้นไทรนี้ทำให้เรายินดีในตอนยังอ่อน บัดนี้ ทำให้กลัวหวาดสะดุ้ง.
บทว่า มหาเนรุนิทสฺสนํ ความว่า เพราะได้ฟังคำของพระยาหงส์
อันใหญ่หลวงดุจภูเขาสิเนรุ แล้วไม่รู้สุกจึงได้ถอนต้นไทรนี้เสียใน
คราวยังอ่อนอยู่. ด้วยบทว่า มหา เม ภยมาคตํ นี้ เทวดาคร่ำ
ครวญว่า บัดนี้ ภัยใหญ่มาถึงเราแล้ว.
ฝ่ายต้นไทรก็เจริญเติบโตขึ้นหักรานต้นทองหลางทั้งต้นได้กระ
ทำให้เป็นสักแต่ตอเท่านั้น. วิมานของเทวดาก็หายไปหมดสิ้น.
ผู้ใดเมื่อเจริญขึ้นทำที่พึ่งอาศัยให้พินาศ
ไปเสีย ความเจริญของผู้นั้น ผู้ฉลาดไม่
สรรเสริญ นักปราชญ์รังเกียจความพินาศ
จึงเพียรพยายามตัดรากเหง้าของอันตรายนั้น
เสีย.
คาถาที่ ๕ ดังกล่าวมานี้ เป็นอภิสัมพุทธคาถา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสลปฺปสตฺถา ความว่า อันท่าน
ผู้ฉลาดทั้งหลายสรรเสริญแล้ว. บทว่า ฆสเต แปลว่า ย่อมกิน
อธิบายว่า ทำให้พินาศ. บทว่า ปตารยิ แปลว่า ย่อมกลิ้งเกลือก
คือ ย่อมพยายาม. ทรงอธิบายไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใด.
เจริญขึ้นทำที่พึ่งอาศัยของตนให้พินาศ ความเจริญของผู้นั้น บัณฑิต
ไม่สรรเสริญ ส่วนนักปราชญ์ คือท่านผู้สมบูรณ์ความรู้รังเกียจความ

846
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 847 (เล่ม 58)

ดับคือความพินาศอย่างนี้ว่า ความดับสูญจักมีแก่เรา เพราะอันตราย
นี้ย่อมพากเพียรเพื่อขจัดรากเหง้าของอันตรายทั้งภายในหรือภายนอก
นั้นเสีย.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงประกาศ
สัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุ ๕๐๐ รูป ได้
บรรลุพระอรหัต. หงส์ทองในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปลาสชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. วรรณาโรหชาดก ๒. สีลวีมังสชาดก ๓. หิริชาดก
๔. ขัชโชปนกชาดก ๕. อหิตุณฑิกชาดก ๖. คุมพิยชาดก
๗. สาลิยชาดก ๘. ตจสารชาดก ๙. มิตตวินทุกชาดก
๑๐. ปลาสชาดก.
จบ วรรณาโรหวรรคที่ ๒

847
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 848 (เล่ม 58)

๓. อัฑฒวรรค
๑. ทีฆีติโกสลชาดก
ว่าด้วยเวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร
[๘๐๓] ข้าแต่พระราช เมื่อพระองค์ตกอยู่ใน
อำนาจของข้าพระองค์อย่างนี้แล้ว เหตุอันใด
อันหนึ่งที่จะทำให้พระองค์พ้นจากทุกข์ได้ มี
อยู่หรือ.
[๘๐๔] พ่อเอ๋ย เมื่อฉันตกอยู่ในอำนาจของท่าน
ถึงอย่างนี้แล้ว เหตุอันใดอันหนึ่งที่จะทำให้
ฉันพ้นจากทุกข์ได้ ไม่มีเลย.
[๘๐๕] ข้าแต่พระราชา เว้นสุจริตและวาจา
สุภาษิตเสีย เหตุอย่างอื่นจะป้องกันได้ใน
เวลาใกล้มรณกาล ไม่มีเลย ทรัพย์นอกนี้ก็
เหมือนกันแหละ.
[๘๐๖] ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรว่า คนนี้ได้ด่า
เรา คนนี้ได้ฆ่าเรา คนนี้ได้ชนะเรา คนนี้
ได้ลักของ ๆ เรา เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่
สงบ ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรว่า คน

848
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 849 (เล่ม 58)

นี้ได้ด่าเรา คนนี้ได้ฆ่าเรา คนนี้ได้ชนะเรา
คนนี้ได้ลักของ ๆ เรา เวรของชนเหล่านั้น
ย่อมสงบ.
[๘๐๗] ในกาลไหน ๆ เวรในโลกนี้ย่อมไม่ระงับ
ด้วยเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มี
เวร ธรรมนี้เป็นของเก่า.
จบ ทีฆีติโกสลชาดกที่ ๑
อรรถกถาอัฑฒวรรคที่ ๓
อรรถกถาทีฆีติโกสลชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีผู้กระทำการทะเลาะทุ่มเถียงกัน จึงตรัสพระ-
ธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอวํภูตสฺส เต ราช ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกาลที่ภิกษุเหล่านั้นมายังพระเชตวันวิหาร ขอให้
พระศาสดาทรงอดโทษ พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมาแล้วตรัส
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเป็นโอรสของเรา ชื่อว่าบุตร
ผู้เกิดจากปาก อันบุตรทั้งหลายไม่ควรทำลายโอวาทที่บิดาได้ไว้ ก็เธอ
ทั้งหลายไม่กระทำตามโอวาท โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้โจรผู้ฆ่า
มารดาบิดาของตนแล้วยึดครองราชสมบัติ ตกอยู่ในเงื้อมมือในป่า ก็

849
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 850 (เล่ม 58)

ยังไม่ฆ่าด้วยคิดว่า จักไม่ทำลายโอวาทที่มารดาบิดาให้ไว้ ดังนี้ แล้ว
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ก็ในชาดกนี้ เรื่องทั้งสอง คือเรื่องปัจจุบันและเรื่องในอดีต จัก
มีแจ้งโดยพิสดารในสังฆเภทกะ. ก็ทีฆาวุกุมารนั้นจับพระจุฬาพระเจ้า-
พาราณสีผู้บรรทมหลับอยู่บนตักของตนในป่า เงื้อดาบขึ้นด้วยหมาย
ใจว่า บัดนี้ เราจักตัดโจรผู้ฆ่ามารดาบิดาของเรา ให้เป็น ๑๔ ท่อน
ขณะนั้น ระลึกถึงโอวาทที่มารดาบิดาให้ไว้ จึงคิดว่า เราแม้จะสละ
ชีวิตก็จักไม่ทำลายโอวาทของท่าน จักคุกคามพระเจ้าพาราณสีนั้นอย่าง
เดียว จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่พระราชา เมื่อพระองค์ตกอยู่ใน
อำนาจของข้าพระองค์อย่างนี้แล้ว เหตุอันใด
อันหนึ่งที่จะทำให้พระองค์พ้นจากทุกข์ได้ มี
อยู่หรือ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วเส มมํ ได้แก่ ผู้มาสู่อำนาจ
ของข้าพระองค์. บทว่า ปริยาโย ได้แก่ เหตุ.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
พ่อเอ๋ย เมื่อฉันตกอยู่ในอำนาจของ
ท่านอย่างนี้แล้ว เหตุอันใดอันหนึ่งที่จะทำให้
ฉันพ้นทุกข์ได้ ไม่มีเลย.

850