ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 731 (เล่ม 58)

ถึงเขา คติของตนมีอย่างใด เขาก็ไปสู่คติ
ของตนอย่างนั้น.
[๗๑๙ ] เมื่อพี่ชายตายแล้ว หากว่าดิฉันจะพึง
ร้องไห้ ดิฉันก็จะผ่ายผอม เมื่อดิฉันร้องไห้
อยู่ จะมีผลอะไร ความไม่ยินดีจะพึงมีแก่
ญาติมิตรและสหายของดิฉันยิ่งขึ้น พี่ชาย
ของดิฉันถูกเผาอยู่ก็ไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้
ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้า
โศกถึงพี่ชายนั้น คติของตนมีอย่างใดเขา
ไปสู่คติของตนอย่างนั้น.
[๗๒๐] เด็กร้องไห้ขอพระจันทร์อันโคจรอยู่ใน
อากาศฉันใด การที่บุคคลมาเศร้าโศกถึงผู้ที่
ละไปสู่ปรโลกแล้วนี้ ก็มีอุปไมยฉันนั้น สามี
ของดิฉันถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้
ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้า
โศกถึงสามีนั้น คติของตนมีอย่างใด เขาก็ไป
สู่คติของตนอย่างนั้น.
[๗๒๑] หม้อน้ำที่แตกแล้ว เชื่อมให้สนิทอีก

731
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 732 (เล่ม 58)

ไม่ได้ฉันใด การที่บุคคลมาเศร้าโศกถึงผู้ที่ละ
ไปสู่ปรโลกแล้วนี้ ก็มีอุปไมยฉันนั้น นาย
ของดิฉันถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้
ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้า
โศกถึงนายนั้น คติของตนมีอย่างใด นาย
ของดิฉันก็ไปสู่คติของตนอย่างนั้น.
จบ อุรคชาดกที่ ๔
อรรถกถาอุรคชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
กุฎุมพีคนหนึ่งผู้มีภรรยาตายแล้ว จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ
เริ่มต้นว่า อุรโคว ตจํ ชิณฺณํ ดังนี้
เรื่องปัจจุบัน เป็นเหมือนเรื่องกุฎุมพีผู้มีภรรยาตาย และมี
บิดาตายแล้วนั่นแหละ. แม้ในชาดกนี้ พระศาสดาเสด็จไปยัง
นิเวศน์ของกุฎุมพีนั้น อย่างนั้นเหมือนกัน แล้วตรัสถามกุฎุมพีนั้น
ผู้มาถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ว่า อาวุโส ท่านเศร้าโศกหรือ เมื่อกุฎุมพี
นั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เศร้าโศก
ตั้งแต่บุตรของข้าพระองค์ตายไปแล้ว จึงตรัสว่า อาวุโส ชื่อว่าสิ่งที่มีการ
แตกทำลายเป็นธรรมดา ย่อมจะแตกทำลายไป ชื่อว่าสิ่งที่มีการพินาศ
ไปเป็นธรรมดา ย่อมจะพินาศไป ก็แหละสิ่งที่มีการแตกและการพินาศ

732
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 733 (เล่ม 58)

ไปนั้น จะมีแก่คนผู้เดียวเท่านั้นก็หามิได้ จะมีในหมู่บ้านเดียวเท่านั้น
ก็หามิได้ ชื่อว่าสภาวธรรม คือ ความไม่ตายย่อมไม่มีในภพทั้งสาม
ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ แม้สังขารอย่างหนึ่งซึ่งสามารถดำรง
อยู่โดยภาวะนั้นเท่านั้น ชื่อว่าเที่ยงยั่งยืนย่อมไม่มี สัตว์ทั้งปวงมีความ
ตายเป็นธรรมดา สังขารทั้งหลายมีการแตกสลายไปเป็นธรรมดา แม้
โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อบุตรตายแล้ว คิดว่า สิ่งที่มีการพินาศ
ไปเป็นธรรมดา พินาศไปแล้ว จึงไม่เศร้าโศกเลย อันกุฎุมพีนั้นทูล
อาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ ณ หมู่บ้านใกล้ประตู
เมืองพาราณสี สั่งสมทรัพย์สมบัติไว้เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม. พระโพธิ-
สัตว์นั้นได้มีทารก ๒ คน คือ บุตร ๑ ธิดา ๑. พระโพธิสัตว์นั้น
เมื่อบุตรเจริญวัยแล้ว ได้นำนางกุมาริกามาจากสกุลที่เสมอกัน. ดังนั้น
ชนเหล่านั้นได้เป็น ๖ คนด้วยกันกับนางทาสี คือ พระโพธิสัตว์
ภรรยา บุตร ธิดา ลูกสะใภ้ และทาสี. ชนเหล่านั้นได้เป็นผู้สมัคร
สมานยินดีอยู่กันด้วยความรัก. พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่คนทั้ง ๕
ที่เหลืออย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทานโดยนิยามตามทำนองที่หาได้
เท่านั้น จงรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม เจริญมรณัสสติ จงกำหนด
ถึงภาวะคือความตายของท่านทั้งหลาย เพราะความตายของสัตว์เหล่านี้
เป็นของยั่งยืน ชีวิตไม่ยั่งยืน สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเสื่อม

733
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 734 (เล่ม 58)

สิ้นไปเป็นธรรมเทียว ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาททั้งกลางคืน
และกลางวันเถิด. ชนทั้ง ๕ นั้นรับโอวาทว่าสาธุ แล้วเป็นผู้ไม่ประมาท
เจริญมรณสติอยู่. อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ไปนาพร้อมกับบุตร
ไถนาอยู่ บุตรลากหยากเหยื่อมาเผา ในที่ไม่ใกล้บุตรนั้น มีอสรพิษ
อยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง ควันไฟกระทบตาของอสรพิษนั้น มันโกรธ
เลื้อยออกมาคิดว่า ภัยเกิดแก่เราเพราะอาศัยคนผู้นี้ จึงกัดบุตรชาย
จมทั้ง ๔ เขี้ยว เขาล้มลงตายทันที พระโพธิสัตว์เหลียวมาดูเห็นบุตร
ชายนั้นล้มลงจึงหยุดโคแล้วไปหา รู้ว่าบุตรชายนั้นตายแล้ว จึงยก
บุตรนั้นขึ้นให้นอนอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง คลุมผ้าไว้ ไม่ร้องไห้ ไม่ปริ-
เทวนาการร่ำไร. ไถนาไปพลาง กำหนดถึงเฉพาะความเป็นอนิจจังว่า
ก็สิ่งที่ที่การแตกเป็นธรรมดา แตกไปแล้ว สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา
ตายไปแล้ว สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สำเร็จด้วยความตาย. พระโพธิ-
สัตว์นั้น เห็นบุรุษผู้คุ้นเคยกันคนหนึ่งเดินไปทางใกล้นาจึงถามว่า จะ
ไปเรือนหรือพ่อ เมื่อเขากล่าวว่าจ้ะ จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่าน
พึงแวะไปยังเรือน แม้ของพวกเรา บอกกะนางพราหมณีเขาว่า
วันนี้ ไม่ต้องนำภัตตาหารไปเพื่อคนสองคนเหมือนดังก่อน พึงนำ
อาหารไปเฉพาะสำหรับคนผู้เดียวเท่านั้น และเมื่อก่อน ทาสีผู้เดียว
เท่านั้น นำอาหารมา แต่วันนี้ คนทั้ง ๔ พึงนุ่งห่มผ้าขาว ถือของ
หอมและดอกไม้มา. บุรุษนั้นรับคำแล้วไปบอกแก่นางพราหมณีเหมือน
อย่างนั้น. นางพราหมณีถามว่า ดูก่อนพ่อ ข่าวนี้ใครให้ท่านมา ?

734
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 735 (เล่ม 58)

บุรุษนั้นตอบว่า พราหมณ์ให้มาจ้ะ แม่เจ้า. นางพราหมณีนั้นรู้ได้ว่า
บุตรของเราตายแล้ว. แม้ความวิปริตสักว่าความหวานใจก็มิได้มีแก่นาง
พราหมณ์นั้น. ก็นางมีจิตอบรมไว้ดีแล้วอย่างนี้ นุ่งห่มผ้าขาวถือของ
หอมและดอกไม้ ให้ถืออาหารแล้วได้ไปพร้อมกับคนที่เหลือ. แม้คน
ผู้เดียวก็มิได้มีความร้องไห้หรือความร่ำไร. พระโพธิสัตว์นั่งในร่มเงาที่
บุตรชายนอนอยู่นั่นแหละบริโภคอาหาร. ในเวลาเสร็จการบริโภค
อาหาร คนแม้ทั้งหมดก็ขนฟืนมา ยกบุตรชายนั้นขึ้นสู่เชิงตะกอน
บูชาด้วยของหอมและดอกไม้แล้วเผา. น้ำตาแม้หยดเดียวก็ไม่ได้มีแก่
ใคร ๆ. ทั้งหมดเป็นผู้เจริญมรณัสสติไว้ดีแล้ว. ด้วยเดชแห่งศีลของตน
เหล่านั้น ภพแห่งท้าวสักกะจึงแสดงอาการร้อน. ท้าวสักกะนั้นทรง
ใคร่ครวญอยู่ว่า ใครหนอประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากที่ ทรงทราบว่า
ภพร้อนเพราะเดชแห่งคุณของชนเหล่านั้น เป็นผู้มีพระมนัสเลื่อมใส
ทรงดำริว่า เราไปยังสำนักของชนเหล่านี้ ทำให้เขาบันลือสีหในเวลา
เสร็จสิ้นการบันลือสีหนาท จึงกระทำนิเวศน์ของชนเหล่านั้นให้เต็ม
ด้วยรัตนะทั้ง ๗ แล้วจึงมา ย่อมจะควร จึงเสด็จไปในที่นั้นโดยเร็ว
แล้วประทับยืนอยู่ที่ข้างป่าช้าตรัสว่า ดูก่อนพ่อ พวกท่านทำอะไรกัน.
ชนเหล่านั้นกล่าวว่า นาย พวกเราเผามนุษย์คนหนึ่ง. ท้าวสักกะ
ตรัสว่า พวกท่านจักไม่เผามนุษย์ แต่เห็นจะฆ่าเนื้อตัวหนึ่งแล้วจึงปิ้ง
อยู่. ชนเหล่านั้นกล่าวว่า นาย ข้อนั้นก็หามิได้ พวกเราเผาเฉพาะ
มนุษย์เท่านั้น. ท้าวสักกะตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เขาคงจะเป็นมนุษย์

735
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 736 (เล่ม 58)

ที่มีเวรกับพวกท่าน ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะท้าวสักกะนั้น
ว่า นาย เขาเป็นบุตรผู้เกิดแต่อกของพวกเรา ไม่ใช่คนมีเวรกัน.
ท้าวสักกะตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เขาดงจะเป็นบุตรผู้ที่ไม่เป็นที่รักของ
ท่าน. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า นาย เขาเป็นบุตรที่รักยิ่งของข้าพเจ้า.
ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ร้องไห้.
พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อจะบอกถึงเหตุที่ไม่ร้องไห้ จึงกล่าวคาถาที่ ๑
ว่า :-
บุตรของข้าพเจ้าละทิ้งร่างกายของตนไป
ดุจงูละทิ้งคราบเก่าฉะนั้น เมื่อร่างกายแห่ง
บุตรของข้าพเจ้าใช้อะไรไม่ได้ ทำกาละไป
แล้วอย่างนี้ บุตรของข้าพเจ้าถูกเผาอยู่ ย่อม
ไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของหมู่ญาติ เพราะฉะนั้น
ข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา คติของตนมี
อย่างใด เขาก็ย่อมไปสู่คติของตนอย่างนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตนุํ แปลว่า ร่างกายของตน.
นิพฺโภเค ความว่า ชื่อว่าเว้นจากการใช้สอย เพราะไม่มีชีวิตินทรีย์
คือความเป็นใหญ่คือชีวิต. บทว่า เปเต ได้แก่ กลับไปยังปรโลก.
บทว่า กาลกเต ได้แก่ กระทำกาละแล้ว อธิบายว่า ตายแล้ว. ท่าน
กล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า นาย บุตรของข้าพเจ้าละทิ้งร่างกายของตนไป

736
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 737 (เล่ม 58)

เหมือนงูลอกคราบเก่า ไม่เหลียวแลห่วงใย ละทิ้งไปฉะนั้น เมื่อ
ร่างกายแห่งบุตรของเรานั้น เว้นขาดจากชีวิตินทรีย์ใช้การไม่ได้อย่าง
นี้ และเมื่อบุตรของเรานั้นละไปแล้ว คือหวนกลับไปแล้ว กระทำ
มรณกาลแล้ว ประโยชน์อะไรด้วยความการุณหรือความร่ำไห้ เพราะ
บุตรของเรานี้ย่อมไม่รู้ แม้ความร่ำไห้ของพวกญาติ เหมือนเอาหลาว
แทงแล้วเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกสุขและทุกข์ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น เราจึง
ไม่เศร้าโศกถึงเขา เขาไปตามคติแห่งตนของเขาแล้ว.
ท้าวสักกะได้ทรงฟังคำของพระโพธิสัตว์ แล้วจึงตรัสถามนาง
พราหมณีว่า ดูก่อนแม่ เขาเป็นอะไรแก่ท่าน ? นางพราหมณีตอบว่า
นาย เขาเป็นบุตรที่ข้าพเจ้าบริหารด้วยครรภ์ถึง ๑๐ เดือน ให้ดื่มถัญ
แล้วบำรุงเลี้ยงให้เจริญเติบโต. ท้าวสักกะตรัสว่า ดูก่อนแม่ บิดาไม่
ร้องไห้ เพราะเป็นบุรุษก็ยกไว้ส่วนหทัยของมารดาอ่อนโยน เพราะ
เหตุไร ท่านจึงไม่ร้องไห้. นางพราหมณีนั้นเมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้อง-
ไห้ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
บุตรของดิฉันนี้ ดิฉันมิได้เชื้อเชิญให้
เขามาจากปรโลก เขาก็มาเอง แม้เมื่อจะไป
จากมนุษยโลกนี้ ดิฉันก็มิได้อนุญาตให้เขา
ไป เขามาอย่างใด เขาก็ไปอย่างนั้น
การปริเทวนาถึงในการที่บุตรของดิฉันไปจาก

737
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 738 (เล่ม 58)

มนุษยโลกนั้น จะเกิดประโยชน์อะไร บุตร
ของดิฉันถูกเผาอยู่ก็ไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของ
พวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้าโศก
ถึงเขา คติของเขามีอย่างใด เขาก็ไปสู่คติของ
ตนอย่างนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนพฺภิโต ความว่า ดูก่อนพ่อ
บุตรของดิฉันนี้ ดิฉันมิได้เชื้อเชิญ คือมิได้ขอร้องให้มาจากปรโลก.
บทว่า อาคา ความว่า มาสู่เรือนของดิฉันแล้ว. บทว่า อิโต ความว่า
แม้เมื่อจะไปจากมนุษยโลกนี้ ดิฉันมิได้อนุญาตเลย ได้ไปแล้ว. บทว่า
ยถาคโต ความว่า แม้เมื่อจะมาก็มาตามความชอบใจของตนอย่างใด
แม้เมื่อจะไปก็ไปอย่างนั้นนั่นแหละ. บทว่า ตตฺถ ความว่า จะมัวไป
ปริเทวนาการร่ำไห้อะไร ในการที่เขาไปจากมนุษยโลกนี้นั้น. คาถาว่า
ทยฺหมาโน ดังนี้ไปพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วแล.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะครั้นได้สดับถ้อยคำของนางพราหมณีแล้ว
จึงตรัสถามน้องสาวว่า แน่ะแม่ เขาเป็นอะไรแก่เธอ ? น้องสาวกล่าว
ว่า เขาเป็นพี่ชายของดิฉันจ้ะนาย. ท้าวสักกะตรัสว่า แน่ะแม่ ธรรมดา
น้องสาวทั้งหลายย่อมมีความสิเนหารักใคร่พี่ชาย เพราะเหตุไร เธอ
จึงไม่ร้องไห้. ฝ่ายน้องสาวนั้น เมื่อจะบอกเหตุ ไม่รู้องให้แก่ท้าวสักกะ
นั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

738
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 739 (เล่ม 58)

เมื่อพี่ชายตายแล้ว หากว่าดิฉันจะพึง
ร้องไห้ ดิฉันก็จะผ่ายผอม เมื่อดิฉันร้องไห้
อยู่ จะมีผลอะไร ความไม่ยินดีก็จะพึงมีแก่
ญาติ มิตร และสหายของดิฉันยิ่งขึ้น พี่ชาย
ของดิฉันถูกเผาอยู่ก็ไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของ
พวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้าโศก
ถึงพี่ชายนั้น คติของตนมีอย่างใด เขาก็ไป
สู่คติของตนอย่างนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ นี้ ท่านแสดงว่า ถ้าเมื่อพี่
ชายตาย ดิฉันจะพึงร้องให้ไซร้ ดิฉันจะพึงเป็นผู้มีร่างกายผ่ายผอม
อนึ่ง ชื่อว่าความเจริญอันมีการร้องไห้นั้นเป็นปัจจัย ก็ไม่มีแก่พี่ชาย
ของดิฉัน. ด้วยบทว่า ตสฺสา เม นี้ แสดงว่า เมื่อดิฉันนั้นร้องไห้อยู่
ผลอะไร คืออานิสงส์อะไร จะพึงมี แต่ความไม่เจริญจะปรากฏ. บทว่า
ญาติมิตฺตาสุหชฺชานํ ได้แก่ ญาติ มิตร และสหาย. อีกอย่างหนึ่ง.
บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ภิยฺโย โน ความว่า ความไม่ยินดี
อย่างยิ่ง จะพึงมีแก่ญาติ มิตร และสหายเหล่านั้น ขอดิฉัน.
ครั้นท้าวสักกะได้ทรงสดับถ้อยคำของหญิงผู้เป็นน้องสาวแล้ว
จึงตรัสถามภรรยาของบุตรที่ตายนั้นว่า แน่ะแม่ เขาเป็นอะไร
แก่เธอ ? ภรรยาตอบว่า นาย เขาเป็นสามีดิฉัน. ท้าวสักกะตรัสว่า

739
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 740 (เล่ม 58)

ธรรมสตรีทั้งหลาย เมื่อสามีตายไป ย่อมเป็นหม้าย ไร้ที่พึ่ง เพราะ
เหตุไร เธอจึงไม่ร้องให้. ฝ่ายภรรยานั้น เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้องไห้
แก่ท้าวสักกะนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
เด็กร้องไห้ขอพระจันทร์อันโคจรอยู่ใน
อากาศฉันใด การที่บุคคลมาเศร้าโศกถึงผู้ที่
ละไปสู่ปรโลกแล้วนี้ ก็มีอุปไมยฉันนั้น
สามีของดิฉันถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความ
ร่ำไห้ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่
เศร้าโศกถึงสามีนั้น คติของตนมีอย่างใด เขา
ก็ไปสู่คติของตนอย่างนั้น.
คำที่เป็นคาถานั้นมีเนื้อความว่า ทารกผู้อ่อนเยาว์ไม่รู้สิ่งที่ควร
และไม่ควร สิ่งที่ควรได้และไม่ควรได้ ในที่ใดที่หนึ่ง นั่งอยู่บนตัก
ของมารดา เห็นพระจันทร์เต็มดวงในเดือนวันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ใน
อากาศ ย่อมร้องไห้แล้ว ๆ เล่า ๆ ว่า แม่จ๋า จงให้พระจันทร์ฉัน แม่จ๋า
จงให้พระจันทร์ฉัน ดังนี้ ฉันใด ความถึงพร้อมอุปไมยก็ฉันนั้น
เหมือนกัน คือ ความร้องไห้ของตนผู้เศร้าโศกถึงคนที่ละไป คือตาย
ไปแล้วนั้น สำเร็จความอุปไมยเหมือนฉันนั้น ทั้งไม่มีประโยชน์ยิ่ง
กว่าพาลทารกผู้ร้องไห้อยากได้พระจันทร์แม้นี้ เพราะเหตุไร ? เพราะ

740