ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 701 (เล่ม 58)

ได้เห็นสุนัขจิ้งจอกนั้นคิดว่า จักกราบทูลความที่สัตว์ตัวที่สามเกิดขึ้น
แล้วแก่พระราชา จึงได้ไปยังพระนครพาราณสี. สุนัขจิ้งจอกคิดว่า
เว้นเนื้อราชสีห์และเนื้อโคผู้เสีย ขึ้นชื่อว่าเนื้ออื่นที่เราไม่เคยกิน ไม่มี
เราจักยุยงทำลายสัตว์ทั้งสองนี้แล้วกินเนื้อสัตว์ทั้งสองนี้. สุนัขจิ้งจอก
นั้นจึงยุยงสัตว์ทั้งสองนั้นให้ทำลายกันและกันโดยพูดว่า ผู้นี้พูดอย่าง
นี้กะท่าน ผู้นี้พูดอย่างนี้กะท่าน ไม่นานนัก ก็ได้ทำให้ถึงแก้ความตาย
เพราะทำการทะเลาะกัน. ฝ่ายพรานป่ามาถึงแล้วกราบทูลแก่พระราชา
ว่า ข้าแต่สมมติเทพ สัตว์ตัวที่สามเกิดขึ้นแล้วแก่ราชสีห์และโคผู้
เหล่านั้น พระราชาตรัสถามว่า สัตว์ตัวที่สามนั้น คืออะไร ? พราน
ป่ากราบทูลว่า สุนัขจิ้งจอกพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า สุนัขจิ้งจอก
จักยุยงทำลายสัตว์ทั้งสองนั้นให้ตาย พวกเราจักไปทันในเวลาสัตว์
ทั้งสองนั้นจะตาย จึงเสด็จขึ้นทรงราชรถเสด็จไปตามทางที่พรานป่าชี้
แสดงให้ เสด็จไปทันในเมื่อสัตว์ทั้งสองนั้นทำการทะเลาะกันและกัน
แล้วถึงแก่สิ้นชีวิตไป. สุนัขจิ้งจอกมีใจยินดีกินเนื้อราชสีห์ครั้งหนึ่ง
กินเนื้อโคผู้ครั้งหนึ่ง พระราชาทั้งเห็นสัตว์ทั้งสองนั้นถึงความสิ้น
ชีวิตไปแล้ว ทรงประทับยืนอยู่บนรถนั่นแล เมื่อจะตรัสเจรจากับ
นายสารถี จึงตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :-
ดูก่อนนายสารถี สัตว์ทั้งสองนี้ไม่ได้มี
ความเสมอกันเพราะสตรีทั้งหลาย ไม่ได้มี

701
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 702 (เล่ม 58)

ความเสมอกันเพราะอาหาร คือต่างก็มีสัตว์
ตัวเมียและอาหารคนละชนิดไม่เหมือนกัน
ภายหลัง เมื่อสุนัขจิ้งจอกยุยงทำลายความ
สนิทสนมจนถึงให้ตาย ท่านจงเห็นเหตุนั้น
ซึ่งฉันคิดไว้ถูกต้องแล้ว.
พวกสุนัขจิ้งจอกพากันกัดกินโคผู้และ
ราชสีห์ เพราะคำส่อเสียดใด คำส่อเสียด
นั้น ย่อมเป็นไปถึงตัดมิตรภาพ เพราะเนื้อ
คือสุนัขจิ้งจอกเป็นเหตุ ดุจดาบคน ฉะนั้น.
ดูก่อนนายสารถี ท่านจงดูการนอนตาย
ของสัตว์ทั้งสองนี้ ผู้ใดเชื่อถือถ้อยคำของ
คนส่อเสียด ผู้มุ่งทำลายความสนิทสนม ผู้
นั้นจะต้องนอนตายอย่างนี้.
ดูก่อนนายสารถี นรชนเหล่าใดไม่เชื่อ
ถือถ้อยคำของตนส่อเสียด ผู้มุ่งทำลายความ
สนิทสนม นรชนเหล่านั้นย่อมได้ประสบ
สุขเหมือนคนไปสวรรค์ ฉะนั้น.

702
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 703 (เล่ม 58)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนว อิตฺถีสุ ความว่า ดูก่อน
นายสารถีผู้สหาย สัตว์ทั้งสองนี้ไม่มีความเสมอกันในเพราะสตรี และ
ในเพราะอาหาร เพราะราชสีห์ย่อมเสพสตรีเฉพาะอย่างหนึ่ง โคผู้
ย่อมเสพสตรีอีกอย่างหนึ่ง คนละอย่าง อนึ่งราชสีห์ย่อมกินภักษา-
หารอย่างหนึ่ง และโคผู้ย่อมกินภักษาหารอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือน
กัน ในบทว่า อถสฺส นี้ มีอธิบายว่า เมื่อเหตุที่จะทำให้ทะเลาะ
กันแม้จะไม่มีอยู่อย่างนี้ ภายหลังสุนัขจิ้งจอกชาติชั่วตัวนี้ผู้ทำลายความ
สนิทสนมกันฉันมิตร คิดว่า จักกินเนื้อของสัตว์ทั้งสอง จึงฆ่าสัตว์
ทั้งสองนี้ ท่านจงเห็นดังที่เราคิดไว้ดีแล้ว. ในบทว่า ยตฺถ นี้ ท่าน
แสดงความว่า เมื่อความส่อเสียดใดเป็นไปอยู่ พวกสุนัขจิ้งจอกผู้ฆ่า
เนื้อ ย่อมเคี้ยวกินโคผู้และราชสีห์ ความส่อเสียดนั้นย่อมตัดมิตรภาพ
ไปในเพราะเนื้อ เหมือนดาบอันคมกริบฉะนั้น. ด้วยบทว่า ยมิมํ
ปสฺสสิ นี้ ท่านแสดงว่า ดูก่อนสารถีผู้สหาย ท่านจงดูการนอนตาย
ของสัตว์ทั้งสองเหล่านี้ บุคคลแม้อื่นใดรู้สึก คือเชื่อถือวาจาส่อเสียด
ของผู้ส่อเสียดผู้ทำลายความสนิทสนม บุคคลนั้นย่อมนอนเช่นนี้ คือ
ตายอย่างนี้ทีเดียว. บทว่า สุขเมธนฺติ ความว่า ย่อมประสบคือได้
ความสุข บทว่า นรา สคฺคคตาริว ความว่า ชนเหล่านั้นย่อม
ประสบความสุข เหมือนนรชนผู้ไปสวรรค์พรั่งพร้อมด้วยโภคะอันเป็น
ทิพย์ฉะนั้น. บทว่า นาวโพเธนฺติ ความว่า ย่อมสำรวมระวังจาก

703
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 704 (เล่ม 58)

สิ่งที่ไม่ใช่สาระแก่นสาร คือได้ฟังคำแม้เช่นนั้นแล้วก็ทักท้วง ให้สำนึก
ไม่ทำลายไมตรี คงตั้งอยู่ตามปกติดังเดิม.
พระราชาครั้นตรัสคาถานี้แล้ว รับสั่งให้เก็บเอาหนัง เล็บ
และเขี้ยวของไกรสรราชสีห์ แล้วเสด็จไปยังพระนครทีเดียว.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง
ประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสันธิเภทชาดกที่ ๙

704
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 705 (เล่ม 58)

๑๐. เทวตาปัญหาชาดก
ว่าด้วยปัญหาของเทวดา
[๖๙๘] ดูก่อนพระราชา บุคคลประหารผู้อื่น
ด้วยมือทั้ง ๒ ด้วยเท้าทั้ง ๒ แล้วเอามือ
ประหารปากผู้อื่น บุคคลนั้นกลับเป็นที่รัก
ของผู้ถูกประหาร เพราะเหตุนั้น พระองค์ทรง
เห็นผู้ที่ถูกประหารนั้นว่าได้แก่ใคร.
[๖๙๙] ดูก่อนพระราชา บุคคลด่าผู้อื่นตามความ
พอใจ แต่ไม่ปรารถนาให้ผู้ที่ถูกด่านั้นได้รับ
ภัยอันตราย บุคคลนั้นกลับเป็นที่รักของผู้ด่า
เพราะเหตุนั้น พระองค์ทรงเห็นผู้ด่านั้นว่าได้
แก่ใคร.
[๗๐๐] ดูก่อนพระราชา บุคคลกล่าวตู่ด้วยถ้อย
คำไม่เป็นจริง และท้วงติงด้วยคำอันเหลาะ
แหละ บุคคลนั้นกลับกลับเป็นที่รักแห่งกันและ
กัน เพราะเหตุนั้น พระองค์ทรงเห็นผู้นั้นว่า
ได้แก่ใคร.
[๗๐๑] ดูก่อนพระราชา บุคคลผู้นำเอาข้าว น้ำ
ผ้าและเสนาสนะไป (ชื่อว่าผู้นำเอาไปมีอยู่

705
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 706 (เล่ม 58)

โดยแท้ ) บุคคลเหล่านั้นกลับเป็นที่รักของผู้
เป็นเจ้าของ เพราะเหตุนั้น พระองค์ทรงเห็น
ผู้นั้นว่าได้แก่ใคร.
จบ เทวตาปัญหาชาดกที่ ๑๐
อรรถกถาเทวตาปัญหาชาดกที่ ๑๐
ข้อปุจฉาของเทวดานี้ มีคำเริ่มต้นว่า หนฺติ หตฺเถหิ ปาเทหิ
แปลว่า ประหารผู้อื่นด้วยมือและเท้า ดังนี้ จักมีแจ้งในมหาอุมังค-
ชาดกแล.
จบ อรรถกถาเทวตปัญหาชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุณฑาลิกชาดก ๒. วานรชาดก ๓. กุนตินีชาดก ๔. อัมพ-
ชาดก ๕. คชกุมภชาดก ๖. เกวสชาดก ๗. อยกูฏชาดก ๘. อรัญญ-
ชาดก ๙. สันธิเภทชาดก ๑๐. เทวดาปัญหาชาดก ฯ
จบ จุลลกุณาลวรรคที่ ๕
รวมวรรคที่มีในจตุกกนิบาตนี้ คือ
๑. กาลิงควรรค ๒. ปุจิมันทวรรค ๓. กุฎิทูสกวรรค
๔. โกกิลวรรค ๕. จุลลกุณาลวรรค ฯ
จบ จตุกกนิบาต

706
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 707 (เล่ม 58)

ปัญจกนิบาตชาดก
๑. มณิกุณฑลวรรค
๑. มณิกุณฑลชาดก
ผู้ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
[๗๐๒] พระองค์ทรงละแว่นแคว้น ม้า กุณฑล
แก้วมณี อนึ่ง ยังทรงละพระราชบุตรและ
เหล่าพระสนมเสียได้ เมื่อโภคสมบัติทั้งสิ้น
ของพระองค์ไม่มีเหลือเลย เหตุไฉนพระองค์
จึงไม่ทรงเดือดร้อน ในคราวที่มหาชนพากัน
เศร้าโศกอยู่เล่า.
[๗๐๓] โภคสมบัติย่อมละทิ้งสัตว์ไปเสียก่อนก็
มี บางทีสัตว์ย่อมละทิ้งโภคสมบัติเหล่านั้น
ไปก่อนก็มี ดูก่อนพระองค์ผู้ใคร่ในกามารมณ์
โภคสมบัติที่บริโภคกันอยู่เป็นของไม่แน่
นอน เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่เดือดร้อน
ในคราวที่มหาชนพากันเศร้าโศกอยู่.

707
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 708 (เล่ม 58)

[๗๐๔ ] พระจันทร์อุทัยขึ้นเต็มดวง ก็จะกลับ
หายสิ้นไป พระอาทิตย์กำจัดความมืด ทำ
โลกให้เร่าร้อนแล้วอัสดงคตไป ดูก่อน
พระองค์ผู้เป็นศัตรู โลกธรรมทั้งหลายหม่อม
ฉันชนะได้แล้ว เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่
เศร้าโศกในคราวที่มหาชนพากันเศร้าโศกอยู่.
[๗๐๕] คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามคุณ เกียจคร้านก็
ไม่ดี บรรพชิตไม่สำรวมก็ไม่ดี พระเจ้า
แผ่นดินไม่ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทรงทำ
ก็ไม่ดี บัณฑิตมีความโกรธเป็นเจ้าเรือน
ก็ไม่ดี.
[๗๐๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าทิศ กษัตริย์ควร
ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ ไม่ใคร่ครวญ
เสียก่อนแล้วไม่ควรทำ อิสริยยศ บริวารยศ
และเกียรติคุณ ของพระราชาผู้ทรงใคร่ครวญ
ก่อนแล้วจึงทำ ย่อมเจริญขึ้น.
จบ มณิกุณฑลชวดกที่ ๑

708
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 709 (เล่ม 58)

อรรถกถาชาดก
ปัญจกนิบาต
อรรถกถามณิกุณฑลวรรคที่ ๑
อรรถกถามณิกุณฑลชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
อำมาตย์ชั่วผู้จัดประโยชน์ทั้งปวง ในภายในพระราชวังของพระเจ้า-
โกศล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ชินฺโน รฏฺฐสฺส-
มณิภุณฺฑเล จ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. ส่วนใน
ชาดกนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระเจ้าพาราณสี. อำมาตย์ชั่วนำพระเจ้า-
โกศลมายึดเอากาสิกรัฐ จองจำพระเจ้าพาราณสีใส่ไว้ในเรือนจำ.
พระเจ้าพาราณสีทำฌานให้เกิดขึ้นแล้วนั่งขัดสมาธิในอากาศ. ความ
เร่าร้อนเกิดขึ้นในร่างกายของราชาผู้เป็นโจร. พระราชาโจรนั้นเข้า
ไปหาพระเจ้าพาราณสี แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
พระองค์ทรงละทิ้งแว่นแคว้น ม้า
กุณฑล แก้วมณี อนึ่ง ยังทรงละทิ้งราชบุตร
และเหล่าสนม เมื่อโภคสมบัติทั้งสิ้น ของ
พระองค์ไม่มีเหลือเลย เพราะเหตุไร พระองค์
จึงไม่ทรงเดือดร้อนในคราวเศร้าโศกเล่า.

709
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 710 (เล่ม 58)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชินฺโน รฏฺฐสฺสมณิกุณฺฑเล จ
ความว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงละทิ้งแว่นแคว้น ม้า และกุณฑล
แก้วมณีทั้งหลาย. บาลีว่า รถมณิภุณฺฑเล จ ดังนี้ก็มี. บทว่า
อเสสเกสุ แปลว่า ไม่เหลือเลย.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า :-
โภคสมบัติย่อมละทิ้งสัตว์ไปเสียก่อน
ก็มี บางทีสัตว์ก็ละทิ้งโภคสมบัติเหล่านั้น
ไปก่อนก็มี ดูก่อนพระองค์ผู้ใคร่ในกาม
โภคสมบัติที่บริโภคกันอยู่เป็นของไม่แน่นอน
เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่เดือดร้อนใน
คราวที่ควรเศร้าโศก.
พระจันทร์อุทัยขึ้นเต็มดวง และจะหาย
ไป อนึ่ง พระอาทิตย์กำจัดความมืด ทำโลก
ให้เร่าร้อน แล้วอัสดงคตไป ฉันใด โภค-
สมบัติทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นและพินาศไป ฉัน
นั้น ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นศัตรู โลกธรรมทั้ง
หลายหม่อมฉันชนะแล้วเพราะฉะนั้น หม่อม
ฉันจึงไม่เศร้าโศกในคราวที่ควรเศร้าโศก.

710