ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 671 (เล่ม 58)

ของพระองค์ ทรงทำให้เสมือนหนึ่งถูกพวกโจรปล้น. ในคราวนั้น
ธิดาเศรษฐี ๔ คน จากนครพาราณสี เข้าไปยังสวนมะม่วงนั้น.
ชฎิลโกงเห็นธิดาเศรษฐีเหล่านั้นจึงอ้างเอาว่า พวกท่านบริโภคมะม่วง
ของเรา. ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกฉันเพิ่งมา
เดี๋ยวนี้เอง พวกดิฉันไม่ได้กินมะม่วงของท่าน. ชฏิลโกงพูดว่า
ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงสบถ. ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นถามว่า ก็พวก
ดิฉันสบถแล้วจักไปได้กระมัง ? ชฎิลโกงกล่าวว่า เออ สบถแล้ว
จักได้ไป. ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นพากันรับคำว่า ดีแล้ว ท่านผู้เจริญ
เมื่อธิดาเศรษฐีคนใหญ่จะสบถ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิงนั้น
จงตกอยู่ในอำนาจของชายผู้ย้อมผมให้ดำ
และผู้เดือดร้อนเพราะ ต้องถอนผมหงอก
ด้วยแหนบ.
คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ชายใดแต่งให้ผมดำซึ่งเอาผลไม้
สีเขียวเป็นต้นมาประกอบทำ เพื่อต้องการจะทำผมหงอกให้มีสีดำ และ
ผู้ถอนผมหงอกซึ่งแซมอยู่กับผมดำ ชื่อว่าเดือดร้อน คือลำบากเพราะ
แหนบ หญิงผู้ลักมะม่วงของท่านจงตกอยู่ในอำนาจของชายแก่เห็น
ปานนั้น คือจงได้ผัวเห็นปานนั้น.
ดาบสกล่าวว่า เจ้าจงยืนอยู่ในส่วนข้างหนึ่ง แล้วให้ธิดาเศรษฐี

671
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 672 (เล่ม 58)

คนที่สองกระทำการสบถ. ธิดาเศรษฐีคนที่สองนั้น เมื่อจะสบถ
จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิงนั้น
ถึงจะมีอายุตั้ง ๒๐ ปี ๒๕ ปี หรือไม่ถึง
๓๐ ปี โดยกำเนิด แม้เป็นผู้มีวัยแก่เช่น
นั้นก็อย่าได้ผัวเลย.
คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ธรรมดานารีทั้งหลาย ย่อม
เป็นที่รักของพวกบุรุษ ในคราวมีอายุประมาณ ๑๕ - ๑๖ ปี แต่
หญิงผู้ลักมะม่วงของท่าน อย่าได้สามีในคราวเป็นสาวเห็นปานนั้น
พอถึงอายุ ๒๐ ปี หรือ ๒๕ ปี หรือชื่อว่าหย่อน ๓๐ ปี เพราะ
หย่อนหนึ่งปี สองปีโดยชาติกำเนิด แม้จะเป็นผู้เช่นนั้น คือเป็น
ผู้มีวัยแก่แล้ว ก็อย่าได้สามี.
เมื่อธิดาเศรษฐีคนที่สองแม้นั้นบถแล้ว ยืนอยู่ ณ ส่วนข้าง
หนึ่ง ธิดาเศรษฐีคนที่สาม จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิงนั้น
ถึงจะกระเสือกกระสนเที่ยวหาผัว เดินทาง
ไกลแสนไกลลำพังผู้เดียว ถึงจะได้นัดแนะ
กันไว้แล้ว ขออย่าได้พบได้เห็นผัวเลย.
คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิง
นั้นเมื่อปรารถนาผัว ชื่อว่าเป็นผู้กระเสือกกระสน เพราะในไปใน

672
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 673 (เล่ม 58)

สำนักของผัวนั้น ลำพังผู้เดียว คือไม่มีเพื่อน เดินทางไกลแสนไกล
ประมาณ ๑ คาวุต ๒ คาวุต และแม้ครั้นไปถึงแล้วทำการนัดหมาย
กันว่า ท่านพึงมายังที่ชื่อโน้น ก็อย่าได้พบเห็นผัวนั้นเลย.
เมื่อธิดาเศรษฐีคนที่สามแม้นั้นสบถแล้วยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง
ธิดาเศรษฐีคนที่สี่ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิงนั้น
ถึงจะมีที่อยู่สะอาด ตกแต่งร่างกาย ทัดทรง
ดอกไม้ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์ ก็จงนอน
อยู่บนที่นอนแต่เพียงคนเดียวเถิด.
คาถานั้น มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
ดาบสโกงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายทำการสบถแข็งแรงมาก คน
เหล่าอื่นคงจักกินมะม่วงของเรา บัดนี้พวกท่านไปได้ แล้วส่งธิดา
เศรษฐีเหล่านั้นไป. ท้าวสักกะจึงทรงแสดงรูปารมณ์อันน่ากลัว ทำ
ดาบสโกงให้หนีไปจากที่นั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า ชฎิลโกงในครั้งนั้น ได้เป็นพระแก่เฝ้ามะม่วงรูปนี้
ธิดาเศรษฐี ๔ คนในครั้งนั้น ได้เป็นธิดาเศรษฐีเหล่านี้แหละ ส่วน
ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอัมพชาดกที่ ๔

673
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 674 (เล่ม 58)

๕. คชกุมภชาดก
ช้า ๆ จะได้พร้าสองเล่มงาม
[๖๗๘] ดูก่อนเจ้าตัวโยก ไฟไหม้ป่าคราวใด
คราวนั้นเจ้าจะทำอย่างไร เจ้าเป็นสัตว์มีความ
บากบั่นอ่อนแออย่างนี้.
[๖๗๙] โพรงไม้และระแหงแผ่นดินมีอยู่เป็นอัน
มากถ้าพวกข้าพเจ้าไปไม่ทันถึงโพรงไม้และ
ระแหงแผ่นดินเหล่านั้น พวกข้าพเจ้าก็ต้อง
ตาย.
[๖๘๐] ในเวลาที่จะต้องทำช้า ๆ ผู้ใดรีบด่วนทำ
เสียเร็ว ในเวลาที่จะต้องรีบด่วนทำกลับทำ
ช้าไป ผู้นั้นย่อมตัดรอนประโยชน์ของตนเอง
เหมือนคนเหยียบใบตาลแห้งแหลกละเอียด
ไปฉะนั้น.
[๖๘๑] ในเวลาที่จะต้องทำช้า ๆ ผู้ใดทำช้า และ
ในเวลาที่จะต้องรีบทำด่วนก็รีบด่วนทำเสีย
ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ เหมือน
ดวงจันทร์กำจัดมืดเต็มดวงอยู่ ฉะนั้น.
จบ คชกุมภาชาดกที่ ๕

674
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 675 (เล่ม 58)

อรรถกถาคชกุมภชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุเกียจคร้านรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
วนํ ยทคฺคิ ทหติ ดังนี้.
ได้ยินว่าภิกษุนั้นเป็นกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถี แม้บวชถวายตน
ในพระศาสนา ก็ได้เป็นผู้เกียจคร้านเหินห่างจากอุทเทสการเรียน
พระบาลี การสอบถาม การโยนิโสมนสิการกัมมัฏฐาน และวัตรปฏิบัติ
กิจวัตรเป็นต้น เป็นผู้ถูกนิวรณ์ครอบงำ เป็นอยู่อย่างนั้นทุกอิริยาบถ
มีการนั่งและการยืนเป็นต้น. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันปรารภถึงความ
เกียจคร้านนั้นของเธอ ในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุชื่อ
โน้น บวชในพระศาสนาอันเป็นนิยยานิกะเครื่องนำออกจากทุกข์เห็น
ปานนี้ ยังเป็นผู้ขี้เกียจขี้คร้าน ถูกนิวรณ์ครอบงำอยู่. พระศาสดา
เสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่อง
อะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน
ภิกษุนี้ก็เป็นผู้เกียจคร้านเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีต
มาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์แก้วของพระเจ้าพาราณสีนั้น.

675
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 676 (เล่ม 58)

พระเจ้าพาราณสีได้เป็นผู้มีพระอัธยาศัยเกียจคร้าน พระโพธิสัตว์คิดว่า
เราจักให้พระราชาทรงรู้สึกพระองค์ จึงเที่ยวเสาะหาข้อเปรียบเทียบ
อย่างหนึ่ง. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน อันหมู่
อำมาตย์ห้อมล้อมเสด็จเที่ยวไปในพระราชอุทยานนั้น ทอดพระเนตร
เห็นตัวกระพองช้างตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นสัตว์เกียจคร้านเฉื่อยช้า. เขาว่า
สัตว์จำพวกนั้นเป็นสัตว์เฉื่อยช้า แม้จะเดินไปตลอดทั้งวัน ก็ไปได้
ประมาณนิ้วหนึ่งหรือสองนิ้ว. พระราชาทรงเห็นดังนั้น จึงตรัสถาม
พระโพธิสัตว์ว่า สัตว์นั้นชื่ออะไร ? พระมหาสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่
มหาราชเจ้า สัตว์นั้นชื่อคชกุมภะตัวกระพองช้าง แล้วกราบทูลว่า ก็
สัตว์เห็นปานนี้ เฉื่อยช้าแม้จะเดินไปตลอดทั้งวัน ก็ไปได้เพียงนิ้วหนึ่ง
หรือสองนิ้วเท่านั้น เมื่อจะเจรจากับตัวกระพองช้างนั้น จึงกล่าวว่า
ดูก่อนคชกุมภะผู้เจริญพวกท่านเดินช้า เมื่อไฟป่าเกิดขึ้นในป่านี้ พวก
ท่านจะกระทำอย่างไร แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนเจ้าตัวโยก ไฟไหม้ป่าคราวใด
คราวนั้น. เจ้าจะทำอย่างไร เจ้าเป็นสัตว์มี
ความบากบั่นอ่อนแออย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทคฺคิ ตัดเป็น ยทา อคคิ. บทว่า
ปาวโก กณฺหวตฺตนิ เป็นชื่อของไฟ. พระโพธิสัตว์เรียกตัวคชกุมภะ
นั้นว่า ปจลกะ ตัวโยก. เพราะตัวคชกุมภะนั้นเดินโยกตัว หรือ

676
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 677 (เล่ม 58)

โยกตัวอยู่เป็นนิตย์ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ปจลกะ. บทว่า
ทนฺธปรกฺกโม แปลว่า มีความเพียรอ่อน.
ตัวคชกุมภะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
โพรงไม้และช่องแผ่นดิน (ระแหง) มี
อยู่เป็นอันมาก ถ้าพวกข้าพเจ้าไปไม่ถึงโพรง
ไม้หรือช่องแผ่นดินเหล่านั้น พวกข้าพเจ้าก็
ต้องตาย.
คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ข้าแต่ท่านบัณฑิต ชื่อว่าการไป
ที่ยิ่งกว่านี้ของพวกข้าพเจ้าไม่มี ก็ในป่านี้มีโพรงไม้และช่องแผ่นดิน
อยู่เป็นอันมาก ถ้าพวกข้าพเจ้าไปไม่ทันถึงโพรงไม้หรือช่องแผ่นดิน
เหล่านั้น พวกข้าพเจ้าก็ต้องตาย คือว่า ความตายเท่านั้นจะมีแก่พวก
ข้าพเจ้า.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :-
ในเวลาที่จะต้องทำช้า ๆ ผู้ใดรีบด่วน
ทำเสียเร็ว ในเวลาที่จะต้องรีบด่วนทำ กลับ
ทำช้าไป ผู้นั้นย่อมตัดรอนประโยชน์ของตน
เอง เหมือนคนเหยียบใบตาลแห้งให้แหลก
ละเอียดไปฉะนั้น.

677
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 678 (เล่ม 58)

ในเวลาที่จะต้องทำช้า ๆ ผู้ใดทำช้า และ
ในเวลาที่จะต้องรีบด่วนทำ ก็รีบด่วนทำ
ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ เหมือนดวง
จันทร์กำจัดมืดเต็มดวงอยู่ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทนฺธกาเล ความว่า ในเวลาที่
จะต้องค่อยๆ ทำการงานนั้น ๆ ก็รีบด่วนทำการงานนั้นๆ โดยเร็ว.
บทว่า สุกฺขปณฺณํว ความว่า ผู้นั้นย่อมหักรานประโยชน์ของตน
เหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียบใบตาลแห้งเพราะลมและแดดให้ยับเยิน
คือทำให้แหลกละเอียดลงในที่นั้นเท่านั้น. บทว่า ทนฺเธติ ความว่า
ย่อมชักช้า คือ การงานที่จะต้องทำช้าๆ ก็กระทำให้ช้าไว้. บทว่า
ตารยิ ความว่า และการงานที่จะต้องรีบด่วนกระทำ ก็ด่วนกระทำ
เสีย. บทว่า สสีว รตฺตึ วิภชํ นี้ ท่านอธิบายว่า ประโยชน์
ของบุรุษนั้นย่อมเต็มบริบูรณ์เหมือนดวงจันทร์ ทำราตรีข้างแรมให้
โชติช่วง ชื่อว่ากำจัดราตรีข้างแรมเต็มดวงอยู่ทุกวัน ๆ ฉะนั้น.
พระราชาได้ทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ตั้งแต่นั้น ก็มิ
ได้ทรงเกียจคร้าน.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประ-
ชุมชาดกว่า ตัวคชกุมภะในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุเกียจคร้านในบัดนี้
ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล
จบ อรรถกถาคชกุมภชาดกที่ ๕

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 679 (เล่ม 58)

๖. เกสวชาดก
ความคุ้นเคยเป็นรสอันยอดเยี่ยม
[๖๘๒] เป็นอย่างไรหนอ เกสวดาบสผู้มีโชค
ของข้าพเจ้าทั้งหลาย จึงละพระเจ้าพาราณสี
ผู้เป็นจอมมนุษย์ ซึ่งสามารถให้สำเร็จประ-
สงค์ทุกประการ แล้วมายินดีอยู่ในอาศรม
ของกัปปดาบส.
[๖๘๓] ดูก่อนนารทอำมาตย์ สิ่งอันน่ารื่นรมย์
ใจซึ่งยังประโยชน์ให้สำเร็จมีอยู่ หมู่ไม้อัน
น่ารื่นรมย์ใจมีอยู่ ถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของ
กัปปดาบส ยังอาตมาให้ยินดี.
[๖๘๔] พระคุณเจ้าบริโภคข้าวสุกสาลีที่ปรุงด้วย
เนื้อสะอาด ไฉนข้าวฟ่างและลูกเดือยอันหา
รสมิได้ จึงทำให้พระคุณเจ้ายินดีได้เล่า.
[๖๘๕] ของบริโภคจะดีหรือไม่ดีก็ตาม จะน้อย
หรือมากก็ตาม บุคคลใดคุ้นเคยกันแล้ว จะ
พึงบริโภค ณ ที่ใด การบริโภค ณ ที่นั้นแหละ

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 680 (เล่ม 58)

ดี เพราะรสทั้งหลาย มีความคุ้นเคยกันเป็น
ยอดเยี่ยม.
จบ เกสวชาดกที่ ๖
อรรถกถาเกสวชาดกที่ ๖
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
โภชนะแห่งผู้คุ้นเคยกัน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
มนุสฺสินฺทํ ชหิตฺวาน ดังนี้.
ได้ยินว่า ในเรือนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีภัตตาหาร
ไว้ถวายภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นประจำ เรือนของท่านเศรษฐีจึงเป็นเสมือน
บ่อน้ำของภิกษุสงฆ์อยู่เป็นนิตยกาล เรืองรองด้วยผ้ากาสาวพัสตร์
คลาคล่ำด้วยหมู่ฤๅษีผู้แสวงบุญ. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงกระทำ
ประทักษิณพระนคร ทอดพระเนตรเห็นภิกษุสงฆ์ในนิเวศน์ของ
เศรษฐี ทรงดำริว่า แม้เราก็จักถวายภิกษาหารเป็นประจำแก่ภิกษุ ๕๐๐
รูป จึงเสด็จไปวิหาร ทรงนมัสการพระศาสดา แล้วทรงเริ่มตั้ง
ภิกษาหารแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นประจำ นับแต่นั้นมา ก็ทรงถวาย
ภิกษาหารในพระราชนิเวศน์เป็นประจำ. โภชนะแห่งข้าวสาลีมีกลิ่น
หอมซึ่งเก็บไว้ถึง ๓ ปี เป็นของประณีต. ผู้ถวายด้วยมือของตน ด้วย
ความคุ้นเคยก็ดี ด้วยความสิเนหาก็ดี มิได้มี. พวกข้าหลวงย่อมจัดให้
ถวาย. ภิกษุทั้งหลายไม่ปรารถนาที่จะนั่งฉัน. รับเอาภัตตาหารมีรส

680