ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 611 (เล่ม 58)

หัวหน้าโค นำไปคือพาไป. บทว่า ปเคว อิตรา ปชา ความว่า
สัตว์ทั้งหลายนอกนี้ ก็ย่อมประพฤติไม่เป็นธรรมตาม ๆ กัน. บทว่า
ทุกฺขํ เสติ ความว่า มิใช่จะอยู่เป็นทุกข์อย่างเดียวย่อมได้ประสบทุกข์
ในอิริยาบถแม้ทั้ง ๔ ด้วย. บทว่า อธมฺมิโก ความว่า ถ้าพระราชา
ประพฤติไม่เป็นธรรม โดยลุแก่อคติมีฉันทาคติเป็นต้น. บทว่า
สุขํ เสติ ความว่า ถ้าพระราชาทรงละการลุอำนาจอคติ ดำรงอยู่
ในธรรม รัฐทั้งหมดย่อมจะถึงความสุขอย่างเดียว ในอิริยาบถทั้ง ๔.
พระราชาทรงสดับธรรมของพระโพธิสัตว์ จึงให้รู้ว่าพระองค์
เป็นพระราชา แล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพเจ้าเองกระทำ
ผลนิโครธสุกให้หวาน แล้วได้ทำให้ขม บัดนี้ จักกระทำให้หวาน
ต่อไป แล้วทรงไหว้พระโพธิสัตว์ เสด็จกลับพระนครครองราชสมบัติ
โดยธรรม ได้ทรงกระทำสรรพสิ่งทั้งปวงให้กลับเป็นปกติตามเดิม.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพรนะอานนท์ ส่วนดาบส
ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาราโชวาทชาดกที่ ๔

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 612 (เล่ม 58)

๕. ชัมพุกชาดก
ว่าด้วยโทษที่ไม่รู้ประมารตน
[๖๓๘] ดูก่อนสุนัขจิ้งจอก ช้างนั้นตัวใหญ่ ร่าง
กายสูง งาก็ยาว ตัวท่านไม่ได้เกิดในตระกูล
สัตว์ที่จะจับมันได้.
[๖๓๙] ผู้ใดมิใช่ราชสีห์ ยกตนเพราะสำคัญว่า
เป็นราชสีห์ ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือนสุนัขจิ้ง-
จอกถูกช้างเหยียบ นอนหายใจแขม่ว ๆ
อยู่บนแผ่นดิน.
[๖๔๐] ผู้ใดไม่รู้จักกำลังกาย กำลังความคิด และ
ชาติของผู้มียศเป็นชนชั้นสูง มีข้อลำล่ำสัน
กำลังมาก ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอก
ถูกช้างเหยียบนอนตายอยู่นี้.
[๖๔๑] ส่วนผู้ใดใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำการ
งาน รู้จักกำลังกายและกำลังความคิดของตน
กำหนดด้วยคำพูดอันประกอบด้วยปัญญา
เป็นวาจาสุภาษิตผู้นั้นย่อมมีชัยอย่างไพบูลย์.
จบ ชัมพุกชาดกที่ ๕

612
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 613 (เล่ม 58)

อรรถกถาชัมพุกชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภ
เหตุที่พระเทวทัตทำท่าทางอย่างพระสุคตเจ้า จึงตรัสพระธรรมเทศนา
นี้ มีคำเริ่มต้นว่า พฺรหา ปวฑฺฒกาโย ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารแล้วในขึ้นหลังแล. ส่วนในชาดกนี้
มีความย่อดังต่อไปนี้ :- พระศาสดาตรัสถามว่า สารีบุตร พระเทวทัต
เห็นพวกเธอแล้วกระทำอย่างไร พระเถระจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ พระเทวทัตนั้นเมื่อจะกระทำตามพระองค์ ให้พันในมือ
ข้าพระองค์แล้วนอน ที่นั้น พระโกกาลิกะจึงเอาเข่าประหารพระเทวทัต
นั้นที่อก พระเทวทัตนั้นกระทำตามพระองค์ ได้เสวยทุกข์เห็นปานนี้.
พระศาสดาทรงสดับดังนั้นจึงตรัสว่า สารีบุตร เทวทัตกระทำตาม
กิริยาท่าทางของเรา จึงเสวยความทุกข์ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ใน
กาลก่อน ก็ได้เสวยมาแล้วเหมือนกัน อันพระเถระทูลอาราธนาแล้ว
จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดราชสีห์ อยู่ในถ้ำ ณ หิมวันต-
ประเทศ วันหนึ่ง ฆ่ากระบือแล้วกินเนื้อ ดื่มน้ำ แล้วกลับมายังถ้ำ
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งพบราชสีห์นั้น เมื่อไม่อาจหลบหนี จึงนอนหมอบ
เมื่อราชสีห์กล่าวว่า อะไรกัน สุนัขจิ้งจอก มันจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 614 (เล่ม 58)

ข้าพเจ้าจักอุปัฏฐากท่าน. ราชสีห์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงมา แล้ว
นำสุนัขจิ้งจอกนั้นไปยังสถานที่อยู่ของตน แล้วนำเนื้อมาเลี้ยงดูมัน
ทุกวัน ๆ เมื่อสุนัขจิ้งจอกนั้นมีร่างกายอ้วนพีเพราะกินเดนของราชสีห์
วันหนึ่ง เกิดมานะขึ้นมาก มันจึงเข้าไปหาราชสีห์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่
นาย ข้าพเจ้าเป็นกังวลสำหรับท่านมาตลอดกาลนาน ท่านนำเนื้อมา
เลี้ยงข้าพเจ้าเป็นนิจ วันนี้ ท่านจงอยู่ที่นี้แหละ ข้าพเจ้าจักฆ่าช้าง
เชือกหนึ่งกินเนื้อมันแล้วจักนำมาเผือท่านด้วย. ราชสีห์กล่าวว่า สุนัข
จิ้งจอกเจ้าอย่าพอใจเรื่องฆ่าช้างนี้เลย เพราะเจ้ามิได้เกิดในกำเนิด
สัตว์ที่ฆ่าช้างกินเนื้อ เราจักฆ่าช้างให้แก่เจ้า ธรรมดาช้างทั้งหลาย
ตัวใหญ่ร่างกายสูง เจ้าอย่าสวนหน้าจับ เจ้าจงทำตามคำของเรา
แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนสุนัขจิ้งจอก ช้างนั้นตัวใหญ่
ร่างกายสูง งาก็ยาว ตัวเจ้าไม่ได้เกิดในตระกูล
สัตว์ที่จะจับช้างได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหา แปลว่า ใหญ่ บทว่า
ปวฑฺฒกาโย ได้แก่ มีร่างกายสูงตระหง่าน. บทว่า ทีฆทาโฒ
ความว่า ช้างนั้นมีงายาว มันจะเอางาประหารผู้เช่นเจ้าให้ถึงความสิ้น
ชีวิต. บทว่า ยตฺถ ความว่า เจ้ามิได้เกิดในตระกูลราชสีห์ที่จะจับ
ช้างซับมันตัวประเสริฐ. อธิบายว่า ก็เจ้าเกิดในตระกูลสุนัขจิ้งจอก.

614
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 615 (เล่ม 58)

สุนัขจิ้งจอก เมื่อราชสีห์ห้ามอยู่ ก็ขึ้นออกจากถ้ำ บันลืออย่าง
สุนับจิ้งจอก ๓ ครั้งว่า ฮก ๆ ๆ แล้วยืนบนยอดเขา แลดูที่เชิงเขาเห็น
ช้างดำเชือกหนึ่งกำลังเดินไปตามเชิงเขา จึงโดดไปหมายว่าจักตกลง
บนกระพองของช้างนั้น แต่พลาดตกไปที่ใกล้เท้า. ช้างยกเท้าหน้า
เหยียบลงบนกระหม่อมของสุนัขจิ้งจอกนั้น ศีรษะแตกแหลกละเอียด
เป็นจุรณวิจุรณไป. สุนัขจิ้งจอกนั้นนอนทอดถอนใจอยู่ ณ ที่นั้นเอง.
ช้างส่งเสียงโกญจนาทแปร๋นแปร๋นหลีกไป. พระโพธิสัตว์ไปยืนอยู่บน
ยอดเขา เห็นสุนัขจิ้งจอกนั้นถึงความพินาศ จึงกล่าวว่า สุนัขจิ้งจอกได้
รับความฉิบหาย เพราะอาศัยมานะของตน แล้วกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
ผู้ใดมิใช่ราชสีห์ ยกตนเพราะสำคัญว่า
เป็นราชสีห์ ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอก
ถูกช้างเหยียบนอนหายใจแขม่วอยู่บนแผ่น
ดิน.
ผู้ใดไม่รู้จักกำลังกาย กำลังความคิด
และชาติสกุลของผู้มียศ เป็นคนชั้นสูง มี
ข้อลำล่ำสัน มีกำลังมาก ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือน
สุนัขจิ้งจอก ถูกช้างเหยียบนอนตายอยู่นี้.
ส่วนผู้ใดใคร่ครวญก่อนแล้ว จึงทำการ
งาน รู้จักกำลังกายและกำลังความคิดของตน

615
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 616 (เล่ม 58)

ด้วยการเล่าเรียนด้วยความคิด และด้วยคำ
สุภาษิต ผู้นั้นย่อมมีชัยอย่างไพบูลย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิกุพฺพติ ได้แก่ ย่อมยังตนให้
แปรเปลี่ยนไป. บทว่า กุฏฺฐุว แปลว่า เหมือนสุนัขจิ้งจอก. บทว่า
อนุตฺถุนํ แปลว่า ทอดถอนใจอยู่. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า สุนัข
จิ้งจอกนี้ได้รับทุกขเวทนาอย่างมหันต์ นอนถอนใจอยู่บนภาคพื้น
ฉันใด แม้คนอื่นที่ด้วยกำลังทำการทะเลาะกับผู้มีกำลังก็ฉันนั้น ย่อม
เป็นผู้เห็นปานสุนัขจิ้งจอกนั้นทีเดียว. บทว่า ยสสฺสิโน ได้แก่ ผู้มี
ความเป็นใหญ่. บทว่า อุตฺตมปุคฺคลสฺส ได้แก่ บุคคลผู้สูงสุดด้วย
กำลังกายและกำลังญาณ. บทว่า สญฺชาตกฺขนฺธสฺส ได้แก่ มีข้อ
ลำใหญ่ตั้งอยู่เรียบร้อย. บทว่า มหพฺพลสฺส ได้แก่ ผู้มีเรี่ยวแรงมาก.
บทว่า ถามพลูปปตฺตึ ความว่า ไม่รู้กำลัง คือเรี่ยวแรง และการ
อุปบัติคือชาติกำเนิดเป็นราชสีห์ ของราชสีห์เห็นปานนี้ ใจความดังนี้
ก็มีว่า สุนัขจิ้งจอกไม่รู้แรงกาย กำลังญาณและการอุปบัติเป็นราชสีห์.
บทว่า ส เสติ ความว่า สุนัขจิ้งจอกนี้นั้นสำคัญแม้ตนว่าเป็นเช่น
ราชสีห์นั้น จึงถูกช้างฆ่านอนตายอยู่. บทว่า ปมาย ได้แก่ ใคร่ครวญ
คือ พิจารณา. บาลีว่า ปมาณา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ผู้ใดถือประมาณ
ของตนแล้วกระทำโดยประมาณของตน. บทว่า. ถามพลํ ได้แก่ กำลัง
คือเรี่ยวแรง. อธิบายว่า เรี่ยวแรงทางกายและกำลังญาณดังนี้บ้างก็ได้.
บทว่า ชปฺเปน ได้แก่ ด้วยการเล่าเรียน คือการศึกษา. บทว่า มนฺเตน

616
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 617 (เล่ม 58)

ได้แก่ ด้วยการปรึกษากับบัณฑิตทั้งหลายอื่นแล้วจึงกระทำ. บทว่า
สุภาสิเตน ได้แก่ ด้วยคำพูดอันไม่มีโทษ ประกอบด้วยคุณมีสัจจะ
เป็นต้น. บทว่า ปริกขวา ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยการกำหนด. บทว่า
โส วิปุลํ ชินาติ บุคคลใดย่อมเป็นผู้เห็นปานนั้น คือ เมื่อจะทำ
การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง รู้เรี่ยวแรงกาย และกำลังความรู้ของตน
แล้วกำหนดด้วยอำนาจการศึกษาเล่าเรียนและการปรึกษาหารือ พูดแต่
คำเป็นสุภาษิตจึงกระทำ บุคคลนั้นย่อมชนะคือไม่เสื่อมประโยชน์อัน
ไพบูลย์และมากมาย.
พระโพธิสัตว์กล่าวกรรมที่ควรกระทำในโลกนี้ด้วยคาถา ๓ คาถา
เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในบัดนี้ ส่วน
ราชสีห์ในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาชัมพุกชาดกที่ ๕

617
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 618 (เล่ม 58)

๖. พรหาฉัตตชาดก
เอาของน้อยแลกของมาก
[๖๔๒] พระองค์ตรัสเพ้ออยู่ว่า หญ้า ๆ ใคร
หนอนำเอาหญ้ามาถวายพระองค์ พระองค์มี
กิจด้วยหญ้าหรือหนอ จึงตรัสถึงแต่หญ้า
เท่านั้น.
[๖๔๓] ฉัตตฤๅษีผู้มีร่างกายสูงใหญ่ เป็นพรหม-
จารี เป็นพหูสูต มาอยู่ ณ ที่นี้ เขาลักเอา
ทรัพย์ของเราจนหมดสิ้นแล้ว ยังใส่หญ้าไว้
ในนุ่มแล้วหนีไป.
[๖๔๔] การถือเอาทรัพย์ของตนไปหมด และ
การไม่ถือเอาหญ้า เป็นกิจที่ผู้ปรารถนาของ
น้อย แลเอาของมากพึงกระทำอย่างนั้น
ฉัตตฤๅษีใส่หญ้าไว้ในตุ่มหนีไปแล้ว การ
ปริเวทนาเพราะเรื่องนั้น จะมีประโยชน์อะไร.
[๖๔๕] ผู้มีศีลทั้งหลายย่อมไม่ทำอย่างนั้น คน
พาลย่อมกระทำอนาจารอย่างนี้ ความเป็น

618
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 619 (เล่ม 58)

บัณฑิตจักทำคนทุศีล มีศีลไม่ยั่งยืน ให้
เป็นคนอย่างไร.
จบ พรหาฉัตตชาดกที่ ๖
อรรถกถาพรหาฉัตตชาดกที่ ๖
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุโกหก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ติณํ ติณนฺติ
ลปสิ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันได้กล่าวไว้แล้วเหมือนกัน. ส่วนเรื่องในอดีตมีข้อ
ความดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร.
พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้สอนอรรถและธรรม ของ
พระเจ้าพาราณสีนั้น. พระเจ้าพาราณสีทรงยกกองทัพใหญ่ไปเฉพาะ
พระเจ้าโกศล เสด็จในนครสาวัตถีเข้านครแล้วจับพระเจ้าโกศลได้ด้วย
การรบ. ก็พระเจ้าโกศลมีพระราชโอรสนามว่าฉัตตกุมาร. ฉัตตกุมาร
นั้นปลอมเพศหนีออกไปยังเมืองตักกศิลาเรียนไตรเพท และศิลป-
ศาสตร์ ๑๘ ประการ แล้วเสด็จออกจากเมืองตักกศิลา เที่ยวศึกษา
ศิลปะทุกลัทธิจนถึงปัจจันตคามแห่งหนึ่ง มีพระธิดาบส ๕๐๐ รูป อาศัย
ปัจจันตคามนั้นอยู่ ณ บรรณศาลาในป่า. พระกุมารเข้าไปหาดาบส
เหล่านั้นแล้วคิดว่า จักศึกษาอะไร ๆ ในสำนักของพระดาบสแม้เหล่านี้

619
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 620 (เล่ม 58)

จึงบวชแล้วเรียนเอาสิ่งที่พระดาบสเหล่านั้นรู้ทั้งหมด ครั้นต่อมา เธอ
ได้เป็นศาสดาในคณะ. อยู่มาวันหนึ่ง เรียกหมู่ฤๅษีมาแล้วถามว่า
ท่านผู้เนียรทุกข์ทั้งหลาย เพราะเหตุไรพวกท่านจึงไม่ไปยังมัชฌิม-
ประเทศ. หมู่ฤาษีจึงกล่าวว่า ท่านผู้เนียรทุกข์ ขึ้นชื่อว่ามนุษย์
ทั้งหลายในมัชณิมประเทศเป็นบัณฑิต เขาถามปัญหา ให้ทำอนุโมทนา
ให้กล่าวมงคล ย่อมติเตียนผู้ไม่สามารถ เราทั้งหลายไม่ไป เพราะ
ความกลัวอันนั้น. ฉัตตดาบสจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย
ข้าพเจ้าจักทำกิจนั้นทั้งหมด. หมู่ดาบสจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น
พวกเราจะไป. ดาบสทั้งปวงถือเอาเครื่องหาบบริขารของตนๆ ถึงเมือง
พาราณสีโดยลำดับ.
ฝ่ายพระเจ้าพาราณสีทรงกระทำราชสมบัติของพระเจ้าโกศลให้
อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว ทรงตั้งผู้ควรแก่พระราชา ( ข้า-
หลวง) ไว้ในนครนั้น ส่วนพระองค์ทรงพาเอาทรัพย์ที่มีอยู่ในนครนั้น
ไปยังนครพาราณสี ให้บรรจุเต็มตุ่มโลหะแล้วฝั่งไว้ในพระราชอุทยาน
ในสมัยนั้น ประทับอยู่เฉพาะในนครพาราณสีนั่นเอง. ครั้งนั้นพระ-
ฤๅษีเหล่านั้นอยู่ในพระราชอุทยานตลอดคืน พอวันรุ่งขึ้น จึงเข้าไป
ภิกขาจารยังพระนคร แล้วได้ไปยังประตูพระราชนิเวศน์. พระราชา
ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของพระฤาษีเหล่านั้น จึงให้นิมนต์มาแล้ว ให้
นั่ง ณ ท้องพระโรง ถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว แล้วตรัสถามปัญหา
นั้น ๆ จนถึงเวลาภัตตาหาร. ฉัตตดาบสเมื่อจะทำพระหฤทัยของพระ-

620