ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 601 (เล่ม 58)

ของพระศาสดา ผู้อันพระศาสดาตรัสถามว่า อุบาสิกา สามีของท่าน
นี้ยังปรารถนาประโยชน์เกื้อกูล มีความรักดี อุปการะช่วยเหลือแก่ท่าน
ดีอยู่หรือ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังมีความ
ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูล มีความรักแก่สามีนี้ดีอยู่ แต่สามีนี้ไม่มี
ความรักในข้าพระองค์เลย. พระศาสดาตรัสว่า ช่างเขาเถอะ อย่า
คิดเลย สามีนี้ย่อมกระทำชื่ออย่างนี้ ก็เมื่อใด เขาระลึกคุณของท่าน
ได้ เมื่อนั้น เขาจะให้ความเป็นใหญ่ทั้งหมด เฉพาะท่านเท่านั้น อัน
สามีภรรยาทั้งสองนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา
สาธก ดังต่อไปนี้ :-
แม้เรื่องในอดีต ก็เป็นเช่นกับที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั้น
เหมือนกัน. แต่ในชาดกนี้ เมื่อพระราชบุตรและชายานั้นเสด็จกลับ
ในระหว่างทาง นายพรานทั้งหลายเห็นความอิดโรยของคนทั้งสอง
จึงได้ให้เหี้ยย่างตัวหนึ่ง บอกว่า ท่านทั้งสองคนจงกินเสียเถิด. พระ-
ราชธิดาเอาเถาวัลย์พันเหี้ยนั้นแล้วถือเดินทางไป. เธอทั้งสองนั้นพบ
สระน้ำแห่งหนึ่ง จึงแวะลงจากทาง นั่งที่โคนต้นอัสสัตถะ. พระ-
ราชบุตรตรัสว่า นางผู้เจริญ เธอจงไปนำน้ำจากสระมาด้วยใบบัว เรา
จักได้กินเนื้อกัน. พระราชธิดานั้นแขวนเหี้ยไว้ที่กิ่งไม้แล้วไปเพื่อนำ
น้ำมา ฝ่ายพระราชบุตรเสวยเหี้ยหมดแล้ว ทรงนั่งเบือนพระพักตร์
จับปลายหางเหี้ยอยู่. พระราชบุตรนั้น ในเวลาพระราชธิดาถือน้ำดื่ม
เสด็จมา จึงตรัสว่า นางผู้เจริญ เหี้ยลงจากกิ่งไม้เข้าไปยังจอมปลวก
เราวิ่งไล่จับปลายหางไว้ได้ ตัวมันขาดเข้าปล่องไป เหลือแต่ที่จับได้

601
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 602 (เล่ม 58)

เฉพาะในมือเท่านั้น. พระราชธิดาทูลว่า ช่างเถอะพระองค์ เมื่อเหี้ย
ย่างมันหนีไปได้ เราจักทำอะไรได้ มาเถิดพวกเราไปกันเถอะ. เธอ
ทั้งสองนั้นดื่มน้ำแล้วไปถึงพระนครพาราณสี พระราชบุตรได้ราชสม-
บัติแล้วทรงตั้งพระราชธิดานั้นไว้ เพียงในตำแหน่งอัครมเหสี ส่วน
สักการะและสัมมานะ ไม่มีแก่พระนาง. พระโพธิสัตว์ประสงค์จะให้
พระราชากระทำสักการะแก่พระนาง จึงยืนอยู่ในสำนักของพระราชา
แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้อะไร ๆ จากสำนัก
ของพระองค์มิใช่หรือ ทำไมไม่ทรงเหลียวแลข้าพระองค์เลย. พระ-
เทวีตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เราเองก็ไม่ได้อะไรจากสำนักของพระราชา
เราจักให้อะไรท่านเล่า จนบัดนี้ แม้พระราชาก็จัก ประทานอะไรแก่ฉัน
ในเวลาเสด็จมาจากป่า ท้าวเธอเสวยเหี้ยย่างแต่พระองค์เดียว. พระ-
โพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระองค์ผู้ประเสริฐจักไม่ทรง
การทำเช่นนี้แน่ พระองค์โปรดอย่างได้ตรัสอย่างนี้เลย. ลำดับนั้น
พระเทวีจึงตรัสกะพระโพธิสัตว์นั้นว่า ดูก่อนพ่อ เรื่องนั้นไม่ปรากฏ
แก่ท่าน ปรากฏเฉพาะแก่พระราชาและฉันเท่านั้น แล้วตรัสคาถาที่
๑ ว่า :-
หม่อมฉันทราบว่า พระองค์ผู้ประเสริฐ
จะไม่ทรงใยดีต่อหม่อมฉัน แต่ครั้งเมื่อพระ-
องค์ทรงภูษาเปลือกไม้ เหน็บพระแสงขรรค์
ทรงผูกสอดเครื่องรบประทับอยู่ท่ามกลางป่า

602
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 603 (เล่ม 58)

เหี้ยย่างได้หนีไปจากกิ่งไม้อัสสัตถะแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเทว ความว่า ในกาลนั้น
นั่นแหละ หม่อมฉันทราบพระองค์ได้อย่างนี้ว่า พระราชานี้ไม่ประ-
ทานอะไรแก่หม่อมฉัน แต่คนอื่น ๆ ย่อมไม่รู้สภาวะของพระองค์.
บทว่า ขคฺคพนฺธสฺส ได้แก่ ผู้ทรงเหน็บพระขรรค์. บทว่า ติรี-
ฏิโน ความว่า ในเวลาพระองค์ทรงฉลองพระภูษาเปลือกไม้เสด็จมา
ตามทาง. บทว่า ปกฺกา ความว่า เหี้ยย่างด้วยถ่านไฟหนีไปแล้ว.
พระเทวีตรัสโทษที่พระราชาทรงกระทำไว้ ให้ปรากฏในท่าม
กลางบริษัท ด้วยประการอย่างนี้. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกราบ-
ทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เพราะกระทำความไม่ผาสุขให้แก่ทั้งสอง
พระองค์ จำเดิมแต่เวลาไม่เป็นที่โปรดปรานของพระราชาผู้ประเสริฐ
พระองค์จะประทับอยู่ในที่นี้เพราะอะไร แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถา
นี้ว่า :-
พึงอ่อนน้อมต่อผู้อ่อนน้อม พึงคบผู้ที่
เขาพอใจจะคบด้วย พึงทำกิจแก่ผู้ที่ช่วยทำ
กิจ ไม่พึงทำความเจริญแก่ผู้ที่ใคร่ความเสื่อม
อนึ่ง ไม่พึงคบกับผู้ที่ไม่พอใจจะคบด้วย.
พึงละทิ้งผู้ที่เขาทิ้งเรา ไม่พึงทำความ
สิเนหาในผู้เลิกลากัน ไม่พึงสมาคมกับผู้มี
จิตคิดออกห่าง นกรู้ว่าต้นไม้มีผลหมดแล้ว

603
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 604 (เล่ม 58)

ย่อมบินไปสู่ต้นอื่นที่เต็มไปด้วยผล ฉันใด
คนก็ฉันนั้น รู้ว่าเขาหมดความอาลัยแล้ว
ก็ควรจะเลือกหาคนอื่นที่เขาสมัครรักใคร่
เพราะว่าโลกกว้างใหญ่พอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นเม นมนฺตสฺส ความว่า ผู้
ใดนอบน้อมตนด้วยจิตใจอันอ่อนโยน พึงนอบน้อบตอบผู้นั้นเท่านั้น.
บทว่า กิจฺจานุกุพฺพสฺส ผู้ช่วยทำกิจอันเกิดขึ้นแก่ตนเท่านั้น.
บทว่า นานตฺถกามสฺส ได้แก่ ผู้ไม่ต้องการความเจริญ. บทว่า
วนถํ น กยิรา ความว่า ไม่พึงกระทำความสิเนหาด้วยอำนาจความ
อยากในคนผู้ละทิ้งนั้น. บทว่า อเปตจิตฺเตน ได้แก่ ผู้มีจิตเหินห่าง
คือ ผู้มีจิตหน่ายแหนง. บทว่า น สมฺภเชยฺย ได้แก่ ไม่พึงสมาคม.
บทว่า อญฺญํ สเมกฺเขยฺย ได้แก่ พึงเลือกดูคนอื่น. อธิบายว่า
นกรู้ว่าต้นไม้ไร้ผล ย่อมไปยังต้นอื่นซึ่งมีผลดก ฉันใด คนก็ฉันนั้น
รู้ว่าชายเขาสิ้นความรักใคร่แล้ว พึงเข้าไปหาคนอื่นที่เขารักด้วยดี.
พระราชา เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่นั้นแล ระลึกถึงคุณความ
ดีของพระเทวีนั้นได้ จึงตรัสว่า น้องนางผู้เจริญ พี่ไม่ได้กำหนดคุณ
ความดีของเธอ สิ้นกาลมีประมาณเท่านี้. ฉันกำหนดได้เพราะถ้อยคำ
ของบัณฑิตนี่เอง จะให้ราชสมบัตินี้เฉพาะแก่เธอผู้อดกลั้นความผิด
ของฉันได้ แล้วตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :-

604
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 605 (เล่ม 58)

เรานั้นเป็นกษัตริย์มุ่งความกตัญญู จะ
กระทำตอบแทนเธอตามอานุภาพ อนึ่ง เรา
จะมอบความเป็นใหญ่ทั้งหมดให้แก่เธอ เธอ
อยากได้สิ่งใดเพื่อคนใด เราจะให้สิ่งนั้นแก่
เธอเพื่อคนนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส แปลว่า เรานั้น. บทว่า
ยถานุภาวํ ได้แก่ ตามสติกำลัง. บทว่า ยสฺสิจฺฉสิ ความว่า เธอ
อยากได้เพื่อจะให้แก่คนใด เราจะให้สิ่งที่เธออยากได้ตั้งต้นแก่ราช-
สมบัตินี้ไป เพื่อคนนั้น.
พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ได้ประทานความเป็นใหญ่
ทั้งปวงแก่พระเทวี. และทรงดำริว่า บัณฑิตนี้ทำให้เราระลึกถึงคุณ
ความดีของพระเทวีนี้ จึงได้ประทานอิสริยยศใหญ่แม้แก่บัณฑิตด้วย.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึง
ทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ ผัวเมีย
ทั้งสองคนได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ผัวและเมียในครั้งนั้น ได้เป็น
ผัวและเมียนี่แหละในบัดนี้ ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้
เป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาโคธชาดกที่ ๓

605
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 606 (เล่ม 58)

๔. ราโชวาทชาดก
ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้นำ
[๖๓๔] ถ้าเมื่อโคทั้งหลายว่ายข้ามแม่น้ำไป โค
หัวหน้าฝูงว่ายคด เมื่อโคผู้นำฝูงว่ายคด
อย่างนี้ โคทั้งหมดก็ย่อมว่ายคดไปตามกัน.
[๖๓๕] ในมนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใด
ได้รับสมมติแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้น
ประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนนอกนี้ก็
ประพฤติไม่เป็นธรรมโดยแท้ ถ้าพระราชา
ผู้เป็นใหญ่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม รัฐย่อมอยู่
เป็นทุกข์ทั่วกัน.
[๖๓๖] ถ้าเมื่อโคทั้งหลายว่ายข้ามแม่น้ำไป
โคหัวหน้าฝูงว่ายข้ามตรง เมื่อโคผู้นำฝูง
ว่ายข้ามตรงอย่างนั้น โคทั้งหมดก็ย่อมว่าย
ข้ามตรงไปตามกัน
[๖๓๗] ในหมู่มนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใด
ได้รับสมมติแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้น
ประพฤติเป็นธรรม ประชาชนนอกนี้ก็

606
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 607 (เล่ม 58)

ย่อมประพฤติเป็นธรรมไปตามโดยแท้ ถ้า
พระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม รัฐก็ย่อมอยู่
เป็นสุขทั่วกัน.
จบ ราโชวาทชาดกที่ ๔
อรรถกถาโชวาทชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ราโชวาท จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ควนฺเจ ตรมา-
นานํ ดังนี้
เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในสกุณชาดก ส่วนในชาดกนี้ พระ-
ศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร แม้พระราชาครั้งแต่ก่อน ทรงสดับ
ถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลายแล้ว ครองราชสมบัติโดยธรรม บำเพ็ญ
ทางไปสวรรค์ให้บริบูรณ์ไปแล้ว อันพระราชาทรงอาราธนาแล้ว
จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ใน
นครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัย
แล้ว เรียนศิลปะทั้งปวงเสร็จแล้ว บวชเป็นฤาษี ทำอภิญญาและ
สมาบัติให้บังเกิดแล้ว มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่ใน
หิมวันตประเทศอันน่ารื่นรมย์. ในกาลนั้น พระราชาทรงรังเกียจโทษ
มิใช่คุณความดี ทรงพระดำริว่า ใคร ๆ ผู้กล่าวโทษใช่คุณของเรา

607
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 608 (เล่ม 58)

มีอยู่หรือ จึงทรงแสวงหาอยู่ มิได้พบเห็นใคร ๆ ผู้มักกล่าวโทษ
ของพระองค์ทั้งในอันโตชนและพาหิรชน ทั้งในพระนครและนอก
พระนคร ทรงพระดำริว่า ในชาวชนบทจะเป็นอย่างไรบ้าง จึงปลอม
พระองค์ เสด็จเที่ยวไปตามชนบท แม้ในชนบทนั้น ก็มิได้ทรงเห็น
คนผู้กล่าวโทษ ได้ทรงสดับแต่คำสรรเสริญคุณของพระองค์นั้น จึง
ทรงดำริว่า ในหิมวันตประเทศจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วเสด็จเข้าไป
ยังป่าเที่ยวไปจนถึงอาศรมของพระโพธิสัตว์ ทรงอภิวาทพระโพธิสัตว์
นั้นแล้ว ทรงทำปฏิสันถารแล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้งนั้น
พระโพธิสัตว์นำผลนิโครธสุกจากป่ามาบริโภค. ผลนิโครธสุกเหล่านั้น
หวานมีโอชะ มีรสเสมอด้วยจุรณน้ำตาลกรวด. พระโพธิสัตว์นั้น
ทูลเชิญพระราชาแล้วทูลว่า ท่านผู้มีบุญมาก เชิญท่านบริโภคผล
นิโครธสุกนี้แล้วดื่มน้ำ. พระราชาทรงกระทำอย่างนั้นแล้วตรัสถาม
พระโพธิสัตว์ว่า ท่านผู้เจริญ เพราะอะไรหนอ ผลนิโครธสุกนี้
จึงหวานดีจริง. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ท่านผู้มีบุญมาก พระราชา
ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมโดยเสมอ เป็นแน่ เพราะเหตุนั้นแหละ
ผลนิโครธสุกนั้น จึงหวาน. พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ในเวลา
ที่พระราชาได้ดำรงอยู่ในธรรม ผลนิโครธสุกย่อมไม่หวานหรือหนอ.
พระโพธิสัตว์ทูลว่า ใช่ ท่านผู้มีบุญมาก เมื่อพระราชาทั้งหลายไม่
ดำรงอยู่ในธรรม น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้นก็ดี รากไม้และ
ผลไม้ในป่าเป็นต้นก็ดี ย่อมไม่หวาน หมดโอชะ อีกอย่างหนึ่ง

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 609 (เล่ม 58)

มิใช่สิ่งเหล่านี้อย่างเดียว แม้รัฐทั้งสิ้นก็หมดโอชะ ไร้ค่า แต่เมื่อ
พระราชาทั้งหลายนั้นทรงดำรงอยู่ในธรรม แม้สิ่งเหล่านั้นก็ย่อมหวาน
มีโอชะ รัฐแม้ทั้งสิ้นก็ย่อมมีโอชะเหมือนกัน. พระราชาตรัสว่า
ท่านผู้เจริญ คงจักเป็นอย่างนั้น ทรงไม่ให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชา
เลย ทรงไหว้พระโพธิสัตว์แล้วเสด็จไปยังนครพาราณสี ทรงดำริว่า
จักทดลองทำตามคำของพระดาบส จึงทรงครองราชสมบัติโดยไม่เป็น
ธรรม ทรงดำริว่า จักรู้ความจริงในบัดนี้ จึงให้เวลาล่วงไปเล็กน้อย
แล้วเสด็จไปที่สำนักของพระโพธิสัตว์นั้นอีก ทรงไหว้แล้วประทับนั่ง
ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้นแหละ
แล้วได้ถวายผลนิโครธสุกแก่พระราชานั้น. ผลนิโครธสุกนั้นได้มี
รสขมแก่พระราชานั้น. พระราชาทรงรู้สึกว่าไม่มีรสหวาน จึงถ่มทิ้ง
พร้อมกับเขฬะ แล้วกล่าวว่า ขม ท่านผู้เจริญ. พระโพธิสัตว์ทูลว่า
ท่านผู้มีบุญมาก พระราชาจักไม่ทรงประพฤติธรรมเป็นแน่ เพราะ
ในกาลที่พระราชาทั้งหลายไม่ทรงประพฤติธรรม สิ่งทั้งหมดตั้งต้นแต่
ผลาผลในป่า ย่อมหารสหาโอชะมิได้ แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ถ้าเมื่อโคทั้งหลายว่ายข้ามแม่น้ำไป โค
หัวหน้าฝูงว่ายคด เมื่อโคผู้นำฝูงว่ายคดอย่าง
นี้ โคทั้งหมดก็ย่อมว่ายคดไปตามกัน.

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 610 (เล่ม 58)

ในมนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใด
ได้รับสมมติแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้น
ประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนนอกนี้ก็
ประพฤติไม่เป็นธรรมโดยแท้ ถ้าพระราชา
ผู้เป็นใหญ่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม รัฐก็ย่อมอยู่
เป็นทุกข์ทั่วกัน.
ถ้าเมื่อโคทั้งหลายว่ายข้ามแม่น้ำไป
โคหัวหน้าฝูงว่ายข้ามไปตรง เมื่อโคหัวหน้า
ฝูงว่ายข้ามไปตรงอย่างนั้น โคทั้งหมดก็ย่อม
ว่ายข้ามไปตรงตามกัน.
ในหมู่มนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใด
ได้รับสมมติแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้น
ประพฤติเป็นธรรม ประชาชนนอกนี้ก็ย่อม
ประพฤติเป็นธรรมโดยแท้ ถ้าพระราชาเป็น
ผู้ตั้งอยู่ในธรรม รัฐก็ย่อมอยู่เป็นสุขทั่วกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ควญฺเจ ตรมานานํ ความว่า
เมื่อโคทั้งหลายว่ายข้ามแม่น้ำ. บทว่า ชิมฺหํ ได้แก่ คด คือ โค้ง.
บทว่า เนนฺเต ความว่า เมื่อโคผู้หัวหน้าโค คือโคจ่าฝูงผู้เป็น

610