ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 591 (เล่ม 58)

ผู้ใดมีความคิดเห็นเป็นเบื้องหน้า มี
ปัญญาเครื่องพิจารณาเห็นประจักษ์ พูดพอ
เหมาะในกาลที่ควรพูด ผู้นั้นย่อมจับศัตรูได้
ทั้งหมด ดุจครุฑจับนาคได้ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเล อสมฺปตฺเต ได้แก่ เมื่อ
กาลที่จะพูดของตน ยังไม่ถึง. บทว่า อติเวลํ ความว่า ย่อมพูดเกิน
ประมาณ ทำให้ล่วงเลยเวลา. บทว่า หลาหลมฺมิว ตัดเป็น หลาหลํ
อิว แปลว่า เหมือนยาพิษอันร้ายแรง. บทว่า นิกฺกเฒ ได้แก่
ในขณะนั้นเอง คือในกาลอันยังไม่ถึง. บทว่า ตสฺม ได้แก่ เพราะ
เหตุที่คำทุพภาษิตเท่านั้น ย่อมทำให้ตกไปเร็วพลัน แม้กว่าศัสตราที่
ลับคมกริบ และยาพิษอันร้ายแรง. บทว่า กาเล อกาเล จ ความว่า
บัณฑิตพึงรักษาวาจาทั้งในกาลและมิใช่กาลที่ควรกล่าว ไม่ควรกล่าว
เกินเวลาแม้กะบุคคลผู้เสมอกับตน คือแม้กะบุคคลผู้มีการกระทำไม่
ต่างกัน. บทว่า มติปุพฺโพ ได้แก่ ชื่อว่ามีความคิดเป็นเบื้องหน้า
เพราะกระทำความคิดให้เป็นปุเรจาริกอยู่ข้างหน้าแล้วจึงกล่าว. บทว่า
วิจกฺขโณ ความว่า บุคคลผู้พิจารณาด้วยญาณแล้วได้ประโยชน์ ชื่อว่า
ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์. บทว่า อุรคมิว ตัดเป็น อุรคํ อิว แปลว่า
เหมือนสัตว์ผู้ไปด้วยอก (งู). ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ว่า ครุฑทำ
ทะเลให้ปั่นป่วนแล้วยึด คือจับงูตัวมีขนาดใหญ่ ก็แลครั้นจับได้แล้ว
ทันใดนั้นเอง ก็ยกหิ้วงูนั้นขึ้นสู่ต้นงิ้ว กินเนื้ออยู่ ฉันใด บุคคลผู้

591
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 592 (เล่ม 58)

มีความคิดเกิดขึ้นก่อนเป็นเบื้องหน้า มีปัญญาเป็นเครื่องเห็นประจักษ์
กล่าวพอประมาณในกาลที่ควรกล่าว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมยึดคือ
จับพวกอมิตรทั้งหมดได้ คือทำให้อยู่ในอำนาจของตนได้.
พระราชาทรงสดับธรรมเทศนาของพระโพธิสัตว์แล้ว ตั้งแต่
นั้นมา ก็ได้มีพระดำรัสพอประมาณ. และทรงปูนบำเหน็จยศพระ-
ราชทานแก่พระโพธิสัตว์นั้นให้ใหญ่โตกว่าเดิม.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประ-
ชุมชาดกว่า. ลูกนกดุเหว่าในกาลนั้น ได้เป็นพระโกกาลิกะ ส่วน
อำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาโกกาลิกชาดกที่ ๑

592
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 593 (เล่ม 58)

๒. รถลัฏฐิชาดก
ว่าด้วยใคร่ครวญก่อนแล้วทำ
[๖๒๖] ข้าแต่พระราช บุคคลทำร้ายตนเอง
กลับกล่าวหาว่าคนอื่นทำร้ายดังนี้ก็มี โกงเขา
แล้ว กลับกล่าวหาว่าเขาโกงดังนี้ก็มี ไม่ควร
เชื่อคำของโจทก์ฝ่ายเดียว.
[๖๒๗] เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เป็นเชื้อชาติ
บัณฑิตควรฟังคำแม้ของฝ่ายจำเลย เมื่อฟัง
คำของโจทก์และจำเลยทั้งสองฝ่ายแล้ว พึง
ปฏิบัติตามธรรม.
[๖๒๘] คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามคุณ เกียจคร้าน ไม่ดี
บรรพชิตผู้ไม่สำรวม ไม่งาม พระเจ้าแผ่นดิน
ไม่ทรงใคร่ครวญก่อนแล้วทำไป ไม่งาม
บัณฑิตมีความโกรธเป็นเจ้าเรือน ก็ไม่งาม.
[๖๒๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ พระมหา-
กษัตริย์ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงปฏิบัติ
ไม่ทรงใคร่ครวญเสียก่อน ไม่ควรปฏิบัติ
อิสริยยศ บริวารยศ และเกียรติคุณของ

593
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 594 (เล่ม 58)

พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงใคร่ครวญแล้วจึงทรง
ปฏิบัติย่อมมีแต่เจริญขึ้น.
จบ รถลัฏฐิชาดกที่ ๒
อรรถกถารถลัฏฐิชาดกที่ ๒
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ปุโรหิตของพระเจ้าโกศล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
อปิ หนฺตฺวา หโต พรูติ ดังนี้.
ได้ยินว่า ปุโรหิตนั้นไปบ้านส่วยของตนด้วยรถ ขับรถไปในทาง
แคบ พบหมู่เกวียนพวกหนึ่ง จึงกล่าวว่า พวกท่านจงหลีกเกวียนของ
พวกท่าน ดังนี้แล้วก็จะไป เมื่อเขายังไม่ทันจะหลีกเกวียนก็โกรธ จึง
เอาด้ามปฏักประหารที่แอกรถของนายเกวียนในเกวียนเล่มแรก. ด้าม
ปฏักนั้นกระทบแอกรถก็กระดอนกลับมาพาดหน้าผากของปุโรหิตนั้น
เข้า ทันทีนั้นที่หน้าผากก็มีปมปูดขึ้น. ปุโรหิตนั้นจึงกลับไปกราบทูล
แก่พระราชาว่า ถูกพวกนายเกวียนตี พระราชาจึงทรงสั่งพวกตุลาการ
ให้วินิจฉัย พวกตุลาการจึงให้เรียกพวกนายเกวียนมาแล้ววินิจฉัยอยู่
ได้เห็นแต่โทษผิดของปุโรหิตนั้นเท่านั้น. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย
นั่งสนทนากันในธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลายได้ยินว่า ปุโรหิต
ของพระราชาเป็นความหาว่า พวกเกวียนตีตน แต่ตนเองกลับเป็น
ฝ่ายผิด. พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้

594
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 595 (เล่ม 58)

พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
ด้วยเรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้
เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ปุโรหิตนี้ก็กระทำกรรมเห็นปานนี้เหมือนกัน
แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้วินิจฉัยของพระเจ้าพาราณสี
นั้นเอง. ข้อความทั้งหมดที่ว่า ครั้งนั้น ปุโรหิตของพระราชา ไปยัง
บ้านส่วยของตนด้วยรถดังนี้เป็นต้น เป็นเช่นกับข้อความอันมีแล้ว
ในเบื้องต้นนั่นแหละ. แต่ในชาดกนี้ เมื่อปุโรหิตนั้นกราบทูลพระราชา
แล้ว พระราชาประทับนั่ง ณ โรงวินิจฉัยด้วยพระองค์เอง รับสั่ง
ให้เรียกพวกนายเกวียนมา มิได้ทรงชำระการกระทำให้ชัดเจน ตรัสว่า
พวกเจ้าตีปุโรหิตของเรา ทำให้หน้าผากโปขึ้น แล้วตรัสว่า ท่านทั้ง
หลายจงปรับพวกเกวียนเหล่านั้นทั้งหมดคนละพัน. ลำดับนั้น พระ-
โพธิสัตว์กราบทูลพระราชานั้นว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ยังมิได้
ทรงชำระการกระทำให้ชัดแจ้งเลย ทรงให้ปรับพวกเกวียนเหล่านั้น
ทั้งหมดคนละพัน ด้วยว่าคนบางจำพวก แม้ประหารตนด้วยตนเอง
ก็กล่าวหาว่า ถูกคนอื่นประหาร เพราะฉะนั้น การไม่วินิจฉัยแล้ว
สั่งการ ไม่ควร ธรรมดาพระราชาผู้ครองราชสมบัติใคร่ครวญแล้วสั่ง
การจึงจะควร แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

595
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 596 (เล่ม 58)

ข้าแต่พระราชา บุคคลทำร้ายตนเอง
กลับกล่าวหาว่า คนอื่นทำร้าย ดังนี้ก็มี โกง
เขาแล้ว กลับกล่าวหาว่า เขาโกงดังนี้ก็มี ไม่
ควรเชื่อคำของโจทก์ฝ่ายเดียว.
เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เป็นเชื้อชาติ
บัณฑิต ควรฟังคำแม้ของฝ่ายจำเลยด้วย เมื่อ
ฟังคำของโจทก์และจำเลย คู่ความทั้งสอง
ฝ่ายแล้ว พึงปฏิบัติตามธรรม.
คฤหัสถ์ผู้ยังบริโภคกาม เกียจคร้านไม่ดี
บรรพชิตผู้ไม่สำรวม ไม่ดี พระราชาไม่ทรง
ใคร่ครวญก่อนแล้วทำไป ไม่ดี บัณฑิตมี
ความโกรธเป็นเจ้าเรือน ก็ไม่ดี.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ กษัตริย์
ทรงใคร่ครวญก่อนแล้วจึงควรกระทำ ไม่ทรง
ใคร่ครวญก่อน ไม่ควรกระทำ อิสริยยศและ
เกียรติศัพท์ ย่อมเจริญแก่กษัตริย์ผู้ทรงใคร่
ครวญแล้วกระทำ.

596
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 597 (เล่ม 58)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ หนฺตฺวา ความว่า เออก็ คน
บางพวกทำร้ายตนด้วยตนเอง ยังพูดคือกล่าวหาว่า ถูกคนอื่นทำร้าย.
บทว่า เชตฺวา ชิโต ความว่า ก็หรือว่า คนเองโกงคนอื่นแล้วกล่าว
หาว่าเราถูกโกง. บทว่า เอตทตฺถุ ความว่า ข้าแต่มหาราช บุคคล
ไม่ควรเชื่อคำของโจทก์ผู้ไปยังราชสกุลแล้วกล่าวหาก่อน ชื่อว่าผู้ฟ้อง
ร้องก่อนโดยแท้ คือไม่พึงเชื่อคำของโจทก์โดยส่วนเดียว. บทว่า
ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ไม่ควรเชื่อคำของผู้ที่มาพูดก่อนโดยส่วน
เดียว. บทว่า ยถา ธมฺโม ความว่า สภาวะ (หลักการ) วินิจฉัย
ตั้งไว้อย่างใด พึงกระทำอย่างนั้น. บทว่า อสญฺญโต ได้แก่ ผู้ไม่
สำรวมกายเป็นต้น คือ เป็นผู้ทุศีล. บทว่า ตํ น สาธุ ความว่า
ความโกรธกล่าวคือความขุ่นเคืองอันมั่นคง โดยการยึดถือไว้ตลอด
ระยะกาลนานของบัณฑิต คือบุคคลผู้มีความรู้นั้น ไม่ดี. บทว่า
นานิสมฺม ได้แก่ ไม่ทรงใคร่ครวญแล้ว ไม่ควรกระทำ. บทว่า
ทิสมฺปติ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้เป็นใหญ่แห่งทิศทั้งหลาย.
บทว่า ยโส กิตฺติ จ ความว่า บริวาร คือความเป็นใหญ่ และ
เกียรติศัพท์ย่อมเจริญ.
พระราชาได้สดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ทรงวินิจฉัยตัดสิน
โดยธรรม. เมื่อทรงวินิจฉัยโดยธรรม โทษผิดจึงมีแก่พราหมณ์เท่านั้น
แล.

597
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 598 (เล่ม 58)

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้เป็นพราหมณ์นี่แหละในบัดนี้
ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถารถลัฏฐิชาดกที่ ๒

598
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 599 (เล่ม 58)

๓. โคธชาดก
เขารักก็รักมั่ง เขาชังก็ชังตอบ
[๖๓๐] หม่อมฉันทราบว่า พระองค์ผู้ทรงดำรง
รัฐจะไม่ทรงอาลัยใยดีต่อหม่อมฉัน ตั้งแต่
ครั้งเมื่อพระองค์ทรงภูษาเปลือกไม้ เหน็บ
พระแสงขรรค์ ทรงผูกสอดเครื่องครบ ประ-
ทับอยู่กลางป่า เหี้ยย่างได้หนีไปจากกิ่งไม้
อัสสัตถะแล้ว.
[๖๓๑] พึงอ่อนน้อมต่อผู้ที่อ่อนน้อม พึงคบผู้
ที่เขาพอใจจะคบด้วย พึงทำกิจแก่ผู้ที่ช่วย
ทำกิจ ไม่พึงทำความเจริญให้แก่ผู้ที่ใคร่
ความเสื่อม อนึ่ง ไม่พึงคบหาสมาคมกับผู้
ที่เขาไม่พอใจจะคบหาสมาคมด้วย.
[๖๓๒] พึงละทิ้งผู้ที่เขาละทิ้ง ไม่พึงทำความ
สิเนหาในผู้เลิกลากัน ไม่พึงสมาคมกับผู้มี
จิตคิดออกห่าง นกรู้ว่าต้นไม้มีผลหมดแล้ว
ย่อมบินไปสู่ต้นอื่นที่เต็มไปด้วยผล ฉันใด
คนก็ฉันนั้น รู้ว่าเขาหมดความอาลัยแล้ว

599
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 600 (เล่ม 58)

ก็ควรจะเลือกหาคนอื่นที่เขาสมัครรักใคร่
เพราะว่าโลกกว้างใหญ่พอ.
[๖๓๓] ฉันเป็นกษัตริย์มุ่งความกตัญญู จะทำ
ตอบแทนแต่เธอตามสติกำลัง อนึ่ง ฉันจะ
มอบอำนาจให้แก่เธอทั้งหมด เธอต้องการ
สิ่งใดแก่คนใดฉันจะให้สิ่งนั้นแก่เธอ เพื่อ
คนนั้น.
จบ โคธชาดกที่ ๓
อรรถกถาโคธชาดกที่ ๓
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
กุฎุมพีผู้หนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตเทว เม
ตฺวํ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบัน ได้ให้พิสดารแล้วในหนหลังนั่นแหละ แต่ใน
ชาดกนี้ เมื่อสามีภรรยาทั้งสองนั้น ชำระสะสางหนี้สินเสร็จแล้ว
กลับมา ในระหว่างทาง พรานได้ให้เหี้ยย่างตัวหนึ่ง โดยพูดว่า ท่าน
ทั้งสองจงกิน. บุรุษผู้เป็นสามีนั้นสั่งภรรยาไปหาน้ำดื่ม แล้วกินเหี้ย
หมด ในเวลาภรรยานั้นกลับมาจึงกล่าวว่า นางผู้เจริญ เหี้ยหนีไป
เสียแล้ว. ภรรยากล่าวว่า ดีละนาย เมื่อเหี้ยย่างมันหนีไป ดิฉันจะ
อาจทำอะไร. ภรรยานั้นดื่มน้ำในพระเชตวันแล้วนั่งรวมกันในสำนัก

600