ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 581 (เล่ม 58)

ในหมู่มนุษย์ แม้เป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ สมัยต่อมา
ย่อมเป็นผู้มีลาภน้อย สักการะน้อย ชื่อว่าผู้จะมีลาภเป็นนิจเสมอไป
ย่อมไม่มี. แม้ในยศเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
วานรโปฏฐปาทะได้ฟังดังนั้น เมื่อไม่อาจทำความริษยาในลิง
กาฬพาหุให้หายไปได้ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ข้าแต่พี่ราธะ พี่เป็นบัณฑิตแท้ ย่อมรู้
ถึงผลประโยชน์อันยังมาไม่ถึง ทำอย่างไรหนอ
เราจะได้เห็นเจ้าสาขมฤคผู้ลามก ถูกเขาขับ
ไล่ออกจากราชสกุล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถํ นุ โข ได้แก่ ดุ้วยอุบาย
อะไรหนอ บทว่า ทกฺขาม แปลว่า จักเห็น. บทว่า นิทฺธาปิตํ
ได้แก่ ถูกฉุดออกไป คือถูกลากออกไป. บทว่า ชมฺมํ แปลว่า ผู้
ลามก.
วานรราธะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ลิงกาฬพาหุ กระดิกหูและกลอกหน้า
กลอกตา ทำให้พระราชกุมารทรงหวาดเสียว
พระทัยอยู่บ่อย ๆ มันจักทำตัวของมันเองให้
จำต้องห่างไกลจากข้าวและน้ำ.

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 582 (เล่ม 58)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภายเต กุมาเร ความว่า ย่อม
ทำพระราชกุมารให้หวาดเสียว. บทว่า เยนารกา ฐสฺสติ ความว่า
ตัวมันเองจักทำเหตุให้จำต้องอยู่ห่างไกลจากข้าวและน้ำนี้. เจ้าอย่าคิด
ริษยาต่อมันเลย.
ฝ่ายลิงกาฬพาหุ พอล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้น ก็ทำกระดิกหู
เป็นต้นต่อหน้าพระราชกุมารทั้งหลาย ทำให้พระราชกุมารทั้งหลาย
กลัว. พระราชกุมารทั้งหลายเหล่านั้นตระหนกตกพระทัยกลัว ต่าง
ทรงส่งเสียงร้อง. พระราชาตรัสถามว่า นี่อะไรกัน ? ได้ทรงสดับ
เรื่องราวนั้นแล้วรับสั่งว่า จงไล่มันออกไป แล้วให้ไล่ลิงกาฬพาหุนั้น
ออกไป ลาภสักการะของวานรชาวทั้งสองก็ได้เป็นปกติตามเดิมอีก.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประ-
ชุมชาดกว่า ลิงกาฬพาหุในครั้งนั้น ได้เป็นพระเทวทัต วานร
โปฏฐปาทะในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนวานรราธะในครั้งนั้น
เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากาฬพาหุชาดกที่ ๙

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 583 (เล่ม 58)

๑๐. สีลวีมังสชาดก
ว่าด้วยธรรมที่นำความสุขมาให้
[๖๑๘] ได้ยินว่า ศีลแลเป็นความงาม ศีลเป็น
เยี่ยมในโลก ขอพระองค์จงทอดพระเนตร
งูใหญ่มีพิษร้าย ย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย
มารู้สึกตัวว่า เป็นผู้มีศีล.
[๖๑๙] นกตะกรุมทั้งหลายในโลก พากันล้อม
จิกชิ้นเนื้อที่เหยี่ยวคาบอยู่ในปาก ชั่วเวลา
ที่มันคาบชิ้นเนื้อนิดหน่อยอยู่เท่านั้น หาได้
เบียดเบียนนกที่ไม่มีความกังวลไม่.
[๖๒๐] ผู้ไม่มีความหวังย่อมหลับเป็นสุข ความ
หวังย่อมเผล็ดผลเป็นสุขได้ นางปิงคลาทาสี
ได้ทำความหวังจนหมดหวังแล้ว จึงหลับ
เป็นสุขได้.
[๖๒๑] ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ธรรมอัน
จะนำความสุขมาให้ยิ่งไปกว่าสมาธิย่อมไม่มี
ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมไม่เบียดเบียนทั้งคนอื่นและ
ตนเอง.
จบ สีลวีมังสชาดกที่ ๑๐

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 584 (เล่ม 58)

อรรถกถาสีลวีมังสชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
พราหมณ์ผู้ทดลองศีล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
สีลํ กิเรว กลฺยาณํ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันนิทานแม้ทั้งสองเรื่อง ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง
ทีเดียว. ส่วนในชาดกนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้า
พาราณสี เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นจะทดลองศีลของตน จึงถือเอา
กหาปณะจากแผ่นกระดานสำหรับนับเงินไป ๓ วัน ราชบุรุษทั้งหลาย
จึงแสดงพระโพธิสัตว์นั้นแก่พระราชาว่าเป็นโจร. พระโพธิสัตว์นั้น
ยืนอยู่ในสำนักของพระราชา พรรณนาศีลด้วยคาถาที่ ๑ นี้ว่า :-
ได้ยินว่า ศีลแลเป็นความงาม ศีล
เป็นเยี่ยมในโลก ขอพระองค์จงทอดพระ-
เนตรงูใหญ่มีพิษร้าย ย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ด้วยมารู้สึกตัวว่า เป็นผู้มีศีล.
แล้วทูลขอให้พระราชาทรงอนุญาตบรรพชาแล้วไปบรรพชา.
ครั้งนั้น เหยี่ยวเฉี่ยวเอาชิ้นเนื้อในร้านขายเนื้อสัตว์แห่งหนึ่ง
แล้วบินไปทางอากาศ นกทั้งหลายอื่นจึงล้อมจิกตีมันด้วยเล็บเท้าและ
จะงอยปากเป็นต้น. เหยี่ยวนั้นไม่สามารถอดทนความทุกข์นั้นได้ จึง

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 585 (เล่ม 58)

ทิ้งชิ้นเนื้อ นกตัวอื่นก็คาบเอาไป. แม้นกตัวนั้นเมื่อถูกเบียดเบียน
อย่างนั้นเข้าก็ทิ้งชิ้นเนื้อนั้น. ที่นั้น นกตัวอื่น ๆ ก็คาบเอาไป รวม
ความว่า นกใด ๆ คาบเอาไป นกทั้งหลายก็ติดตามนกนั้น ๆ ไป.
นกใด ๆ ทิ้ง นกนั้น ๆ ก็มีความสบาย. พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นจึง
คิดว่า ขึ้นชื่อว่ากามทั้งหลายนี้เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ เมื่อเป็นอย่างนั้น
คนที่ยึดไว้เหล่านั้นเท่านั้นจึงเป็นทุกข์ เมื่อสละเสียได้ก็เป็นสุข แล้ว
กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ชิ้นเนื้อหน่อยหนึ่งยังมีอยู่แก่เหยี่ยว
นั้นเพียงใด นกตะกรุมทั้งหลายในโลกก็
พากันล้อมจิกอยู่เพียงนั้น หาได้เบียดเบียน
นกไม่มีความกังวลไม่.
คำที่เป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า ชิ้นเนื้อหน่อยหนึ่งที่เอาปาก
คาบอยู่ได้มีอยู่แก่เหยี่ยวนั้นเพียงใด นกตะกรุมทั้งหลายในโลกนี้
ก็พากันรุมจิกเหยี่ยวนั้นอยู่เพียงนั้น แต่เมื่อมันปล่อยชิ้นเนื้อนั้นเสีย
นกที่เหลือก็ย่อมไม่เบียดเบียนนกนั้นผู้ไม่มีความกังวล คือไม่มีปลิโพธ
เครื่องกังวล.
พระโพธิสัตว์นั้นออกจากพระนครแล้ว ในตอนเย็นได้นอน
อยู่ในเรือนของคนผู้หนึ่ง ในบ้านนั้นในระหว่างทาง. ก็นางทาสีใน
เรือนนั้นชื่อปิงคลา ได้นัดแนะกับชายผู้หนึ่งว่า พึงมาในเวลาชื่อโน้น

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 586 (เล่ม 58)

นางล้างเท้าของนายทั้งหลายแล้ว เมื่อนายทั้งหลายนอนแล้ว นั่งแลดู
การมาของชายผู้นั้นอยู่ที่ธรณีประตู คิดว่าประเดี๋ยวเขาจักมา ประเดี๋ยว
เขาจักมา จนเวลาล่วงเลยไปถึงปฐมยาม และมัชฌิมยาม. ก็ในเวลา
ใกล้รุ่ง นางหมดหวังว่า เขาคงไม่มาในบัดนี้แน่ จึงนอนหลับไป.
พระโพธิสัตว์ได้เห็นเหตุการณ์นี้ จึงคิดว่า ทาสีนี้นั่งอยู่ได้ตลอดกาล
มีประมาณเท่านี้ ด้วยความหวังว่า ชายผู้นั้นจักมา รู้ว่าบัดนี้เขา
ไม่มา เป็นผู้หมดความหวัง ย่อมนอนหลับสบาย ขึ้นชื่อว่าความหวัง
ในกิเลสทั้งหลาย เป็นทุกข์ ความไม่มีความหวังเท่านั้น เป็นสุข
จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ผู้ไม่มีความหวังย่อมหลับเป็นสุข
ความหวังมีผลก็เป็นสุข นางปิงคลากระทำ
ความหวังจนหมดหวังจึงหลังสบาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผลวตี ความว่า ความหวังที่
ได้ผลนั้น ชื่อว่าเป็นสุข เพราะผลนั้นเป็นสุข. การทำให้หมดหวัง
คือกระทำให้ไม่มีความหวัง อธิบายว่า ตัดเสีย คือละเสีย. บทว่า
ปิงฺคลา ความว่า บัดนี้ นางปิงคลทาสีนี้หลับเป็นสุข.
วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์นั้นจากบ้านนั้นเข้าไปยังป่า เห็น
ดาบสผู้หนึ่งนั่งเข้าฌานอยู่ในป่า จึงคิดว่า ความสุขอันยิ่งกว่าความสุข
ในฌาน ย่อมไม่มีในโลกนี้และในโลกหน้า จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 587 (เล่ม 58)

ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ธรรมคือ
ความสุขอื่นจากสมาธิ ย่อมไม่มี ผู้มีจิต
ตั้งมั่น ย่อมไม่เบียดเบียนทั้งคนอื่นและ
ตนเอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมาธิปโร ความว่า ชื่อว่าธรรม
คือความสุขนอกเหนือ คืออื่นจากสมาธิ ย่อมไม่มี.
พระโพธิสัตว์นั้น ครั้นเข้าป่าแล้วบวชเป็นฤๅษี ทำฌานและ
อภิญญาให้เกิดขึ้น ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า ดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสีลวีมังสชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุฏิทูสกชาดก ๒. ทุททุภายชาดก ๓. พรหมทัตตชาดก
๔. จัมมสาฏกชาดก ๕. โคธชาดก ๖. กักการุชาดก ๗. กากาติชาดก
๘. อนนุโสจิยชาดก ๙. กาฬพาหุชาดก ๑๐. สีลวีมังสชาดก.
จบ กุฏีทูสกวรรคที่ ๓

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 588 (เล่ม 58)

๘. โกกิลวรรค
๑. โกกาลิกชาดก
ว่าด้วยพูดในกาลที่ควรพูด
[๖๒๒] เมื่อยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด ผู้ใดพูดเกิน
กาลไป ผู้นั้นย่อมถูกทำร้ายดุจลูกนกดุเหว่า
ฉะนั้น.
[๖๒๓] มีดที่ลับคมดีแล้ว ดุจยาพิษอันร้ายแรง
หาทำให้ตกไปทันทีทันใด เหมือนวาจาทุพ-
ภาษิตไม่.
[๖๒๔] เพราะฉะนั้น บัณฑิตควรรักษาวาจาไว้
ทั้งในกาลควรพูดและไม่ควร ไม่ควรพูดให้
ล่วงเวลา แม้ในบุคคลผู้เสมอกับตน.
[๖๒๕] ผู้ใดมีความคิดเห็นเป็นเบื้องหน้า มี
ปัญญาเครื่องพิจารณาเห็นประจักษ์ พูดพอ
เหมาะในกาลที่ควรพูด ผู้นั้นย่อมจับศัตรูได้
ทั้งหมด ดุจครุฑจับนาคได้ ฉะนั้น.
จบ โกกาลิกชาดกที่ ๑

588
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 589 (เล่ม 58)

อรรถกถาโกกิลวรรคที่ ๔
อรรถกถาโกกาลิกชาดกที่ ๑๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
พระโกกาลิกะ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย เว
กาเล อสมฺปตฺเต ดังนี้. เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารแล้วในตักการิย-
ชาดก. ส่วนเรื่องในอดีตมีดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์แก้วของพระเจ้าพาราณสีนั้น.
พระราชานั้นได้เป็นผู้มีพระดำรัสมาก พระโพธิสัตว์คิดว่า จักห้ามการ
ตรัสมากของพระราชานั้น จึงเที่ยวคิดหาอุบายอย่างหนึ่ง. ครั้นวันหนึ่ง
พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน แล้วประทับนั่งบนแผ่นศิลาอันเป็น
มงคล. เบื้องบนแผ่นศิลานั้น มีมะม่วงอยู่ต้นหนึ่ง นางนกดุเหว่า
วางฟองไข่ของตนไว้ในรังการังหนึ่ง ณ ต้นมะม่วงนั้น แล้วได้ไปเสีย.
นางกาก็ประคบประหงมฟองไข่นกดุเหล่านั้น. จำเนียรกาลล่วงมา ลูก-
นกดุเหว่าก็ออกจากฟองไข่นั้น. นางกาสำคัญว่าบุตรของเรา จึงนำอาหาร
มาด้วยจงอยปาก ปรนนิบัติลูกนกดุเหว่านั้น. ลูกนกดุเหว่านั้นขนปีก
ยังไม่งอกก็ส่งเสียงร้องเป็นเสียงดุเหว่า ในกาลอันไม่ควรร้องเลย.
นางกาคิดว่า ลูกนกนี้มันร้องเป็นเสียงอื่นในบัดนี้ก่อน เมื่อโตขึ้นจัก
ทำอย่างไร จึงตีด้วยจะงอยปากให้ตายตกไปจากรัง. ลูกนกดุเหว่านั้น
๑. ม. โคลิล ฯ

589
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 590 (เล่ม 58)

ตกลงใกล้พระบาทของพระราชา. พระราชารับสั่งถามพระโพธิสัตว์ว่า
สหาย นี่อะไรกัน. พระโพธิสัตว์คิดว่า เราแสวงหาเรื่องเปรียบเทียบ
เพื่อจะห้ามพระราชา บัดนี้ เราได้เรื่องเปรียบเทียบนี้แล้ว จึงกราบทูล
ว่า ข้าแต่มหาราช ขึ้นชื่อว่าคนปากกล้า พูดมากในกาลไม่ควรพูด
ย่อมได้ทุกข์เห็นปานนี้ ข้าแต่มหาราช ลูกนกดุเหว่านี้เจริญเติบโตได้
เพราะนางกา ปีกยังไม่ทันแข็งก็ร้องเป็นเสียงดุเหว่าในเวลาไม่ควรร้อง
ทีนั้น นางการลกนกดุเหว่านั้นว่า นี่ไม่ใช่ลูกของเรา จึงตีด้วยจะงอย
ปากให้ตกลงมา จะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ดิรัจฉานก็ตาม พูดมากใน
กาลไม่ควรพูด ย่อมได้ทุกข์เห็นปานนี้ แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
เมื่อยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด ผู้ใดพูดเกิน
เวลาไป ผู้นั้นย่อมถูกทำร้าย ดุจลูกนก
ดุเหว่าฉะนั้น.
มีดที่ลับคมกริบ ดุจยาพิษที่ร้ายแรง
หาทำให้ตกไปทันทีทันใด เหมือนวาจาทุพ-
ภาษิตไม่.
เพราะฉะนั้น บัณฑิตควรรักษาวาจาไว้
ทั้งในกาลที่ควรพูดแลไม่ควร ไม่ควรพูดให้
เกินเวลา แม้ในคนผู้เสมอกับตน.

590